พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๓๗] อุทยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์มีความต้องการปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี
ทรงนั่งโดยปรกติ ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่ง
ธรรมทั้งปวง ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมอันเป็นเครื่องพ้นที่ควรรู้ทั่วถึง
สำหรับทำลายอวิชชาเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรอุทยะ
เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละความพอใจในกาม และโทมนัสทั้งสองอย่าง
เป็นเครื่องบรรเทาความง่วงเหงา เป็นเครื่องห้ามความรำคาญ บริสุทธิ์ดี
เพราะอุเบกขาและสติ มีความตรึกถึงธรรมแล่นไปในเบื้องหน้า ว่าเป็น
ธรรมเครื่องพ้นที่ควรรู้ทั่วถึงสำหรับทำลายอวิชชา ฯ
อุ. โลกมีธรรมอะไรประกอบไว้ ธรรมชาติอะไรเป็นเครื่องพิจารณา (เป็น
เครื่องสัญจร) ของโลกนั้น เพราะละธรรมอะไรได้เด็ดขาด ท่านจึง
กล่าวว่า นิพพาน ฯ
พ. โลกมีความเพลิดเพลินประกอบไว้ ความตรึกไปต่างๆ เป็นเครื่อง
พิจารณา (เป็นเครื่องสัญจร) ของโลกนั้น เพราะละตัณหาได้เด็ดขาด
ท่านจึงกล่าวว่า นิพพาน ฯ
อุ. เมื่อบุคคลระลึกอย่างไรเที่ยวไปอยู่ วิญญาณจึงจะดับข้าพระองค์ทั้งหลาย
มาเฝ้าเพื่อทูลถามพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอฟังพระดำรัสของ
พระองค์ ฯ
พ. เมื่อบุคคลไม่เพลิดเพลินเวทนา ทั้งภายในและภายนอกระลึกอย่างนี้
เที่ยวไปอยู่ วิญญาณจึงจะดับ ฯ
จบอุทยมาณวกปัญหาที่ ๑๓
โปสาลปัญหาที่ ๑๔

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๓๘] โปสาลมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงได้มาเฝ้าพระองค์พระผู้มี
พระภาคผู้ทรงแสดงอ้างสิ่งที่ล่วงไปแล้ว (พระปรีชาญาณในกาลอันเป็น
อดีต) ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงบรรลุถึงฝั่งแห่ง
ธรรมทั้งปวง ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณ
ของบุคคลผู้มีความสำคัญในรูปก้าวล่วงเสียแล้ว ละรูปกายได้ทั้งหมด
เห็นอยู่ว่าไม่มีอะไรน้อยหนึ่งทั้งภายในและภายนอก บุคคลเช่นนั้นควร
แนะนำอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรโปสาละ
พระตถาคตทรงรู้ยิ่ง ซึ่งภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งปวง ทรงทราบ
บุคคลนั้นผู้ยังดำรงอยู่ ผู้น้อมไปแล้วในอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นต้น
ผู้มีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นต้นนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ผู้ที่เกิดใน
อากิญจัญญายตนสมาบัติว่ามีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบ ดังนี้
แล้ว แต่นั้นย่อมเห็นแจ้งในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น ญาณของ
บุคคลนั้นผู้เป็นพราหมณ์ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เป็นญาณอันถ่องแท้
อย่างนี้ ฯ
จบโปสาลมาณวกปัญหาที่ ๑๔
โมฆราชปัญหาที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๓๙] โมฆราชมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ ข้าพระองค์ได้ทูลถามปัญหาถึงสองครั้ง
แล้ว พระองค์ผู้มีพระจักษุไม่ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์
ได้สดับมาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเทพฤาษี จะทรงพยากรณ์
ในครั้งที่สาม (ข้าพระองค์จึงขอทูลถามว่า) โลกนี้ โลกอื่น พรหมโลก
กับทั้งเทวโลกข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบความเห็นของพระองค์ผู้โคดม ผู้
เรืองยศ ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงได้มาเฝ้าพระองค์
(ผู้มีปรกติเห็นก้าวล่วงวิสัยของสัตว์โลก) ผู้มีปรกติเห็นธรรมอันงามอย่าง
นี้ บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจะไม่เห็น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า
ดูกรโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็น
ของว่างเปล่าเถิด จงถอนความตามเห็นว่าเป็นตัวตนเสียแล้ว พึงเป็น
ผู้ข้ามพ้นมัจจุราชได้ด้วยอาการอย่างนี้บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่อย่าง
นี้ มัจจุราชจึงจะไม่เห็น ฯ
จบโมฆราชมาณวกปัญหาที่ ๑๕
ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๔๐] ปิงคิยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์เป็นคนแก่แล้ว มีกำลังน้อย ผิวพรรณเศร้าหมองนัยน์ตา
ทั้งสองของข้าพระองค์ไม่ผ่องใส (เห็นไม่จะแจ้ง)หูสำหรับฟังก็ไม่
สะดวก ขอข้าพระองค์อย่างได้เป็นคนหลงฉิบหายเสียในระหว่างเลย
ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้ ซึ่งเป็นเครื่องละชาติ
และชราในอัตภาพนี้เสียเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรปิงคิยะ
ชนทั้งหลายได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่ เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยัง
เป็นผู้ประมาทก็ย่อยยับอยู่เพราะรูปทั้งหลาย ดูกรปิงคิยะเพราะเหตุนั้น
ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดอีก ฯ
ปิ. ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ รวมเป็นสิบทิศ สิ่ง
ไรๆ ในโลกที่พระองค์ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟังไม่ได้ทราบ หรือไม่ได้รู้
แจ้ง มิได้มี ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้ เป็นเครื่อง
ละชาติและชราในอัตภาพนี้เถิด ฯ
พ. ดูกรปิงคิยะ เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้วเกิดความ
เดือดร้อน อันชราถึงรอบข้าง ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็น
คนไม่ประมาทละตัณหาเสีย เพื่อความ
ไม่เกิดอีก ฯ
จบปิงคิยมาณวกปัญหาที่ ๑๖

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๔๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาสาณเจดีย์ในมคธชนบทได้ตรัส
ปารายนสูตรนี้ อันพราหมณ์มาณพ ๑๖ คน ผู้เป็นบริวารของพราหมณ์
พาวรี ทูลอาราธนาแล้ว ได้ตรัสพยากรณ์ปัญหา แม้หากว่าการกบุคคล
รู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแห่งปัญหาหนึ่งๆ แล้วพึงปฏิบัติธรรมอัน
สมควรแก่ธรรมไซร้การกบุคคลนั้น ก็พึงถึงฝั่งโน้นแห่งชราและมรณะ
ได้แน่แท้เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การถึงฝั่งโน้น
เพราะเหตุนั้น คำว่าปรายนะ จึงเป็นชื่อแห่งธรรมปริยายนี้ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๔๒] พราหมณ์มาณพผู้อาราธนาทูลถามปัญหา ๑๖ คนนั้น คืออชิตมาณพ ๑
ติสสเมตเตยยมาณพ ๑ ปุณณกมาณพ ๑เมตตคูมาณพ ๑ โธตกมาณพ ๑
อุปสีวมาณพ ๑ นันทมาณพ ๑เหมกมาณพ ๑ โตเทยยมาณพ ๑
กัปปมาณพ ๑ ชตุกัณณีมาณพผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธมาณพ ๑ อุทย
มาณพ ๑โปสาลพราหมณ์มาณพ ๑ โมฆราชมาณพผู้มีปัญญา ๑ปิงคิย
มาณพผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ๑ พราหมณ์มาณพทั้ง ๑๖คนนี้ ได้เข้าไป
เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ทรงมีจรณะอันสมบูรณ์ พราหมณ์
มาณพทั้ง ๑๖ คน ได้เข้าไปเฝ้าทูลถามปัญหาอันละเอียด กะพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุดพระพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีได้ตรัสพยากรณ์ปัญหาที่พราหมณ์
มาณพเหล่านั้นทูลถามแล้วตามจริงแท้ ทรงให้พราหมณ์มาณพทั้งหลาย
ยินดีแล้ว ด้วยการตรัสพยากรณ์ปัญหาทุกๆ ปัญหาพราหมณ์มาณพ
ทั้ง ๑๖ คนเหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ผู้มีจักษุ
ให้ยินดีแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระ
ปัญญาอันประเสริฐ เนื้อความแห่งปัญหาหนึ่งๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
แล้วด้วยประการใด ผู้ใดพึงปฏิบัติตามด้วยประการนั้นก็พึงจากฝั่งนี้ไป
ถึงฝั่งโน้นได้ ผู้นั้นเจริญมรรคอันอุดมอยู่ก็พึงจากฝั่งนี้ไปถึงฝั่งโน้นได้
ธรรมปริยายนั้นเป็นทางเพื่อไปสู่ฝั่งโน้น เพราะฉะนั้น ธรรมปริยายนั้น
จึงชื่อว่า ปรายนะ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๔๓] ปิงคิยมาณพกล่าวคาถาว่า
อาตมาจักขับตามภาษิตเครื่องไปยังฝั่งโน้น (อาตมาขอกล่าวตามที่พระผู้
มีพระภาคได้ทรงเห็นแล้วด้วยพระญาณ) พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ปราศ
จากมลทิน มีพระปัญญากว้างขวางไม่มีความใคร่ ทรงดับกิเลสได้แล้ว
จะพึงตรัสมุสาเพราะเหตุอะไร เอาเถิด อาตมาจักแสดงวาจาที่ควรเปล่ง
อันประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงละความหลงอันเป็นมลทิน
ได้แล้ว ทรงละความถือตัวและความลบหลู่ได้เด็ดขาด ดูกรท่าน
พราหมณาจารย์ พระพุทธเจ้าทรงบรรเทาความมืด มีพระจักษุรอบคอบ
ทรงถึงที่สุดของโลก ทรงล่วงภพได้ทั้งหมด ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์
ได้ทั้งปวง มีพระนามตามความเป็นจริงว่า พุทโธอันอาตมาเข้าเฝ้าแล้ว
นกพึงละป่าเล็กแล้วมาอยู่อาศัยป่าใหญ่อันมีผลไม้มาก ฉันใด อาตมา
มาละคณาจารย์ผู้มีความเห็นน้อยแล้ว ได้ประสบพระพุทธเจ้าผู้มีความ
เห็นประเสริฐ เหมือนหงส์โผลงสู่สระใหญ่ แม้ฉันนั้นก่อนแต่ศาสนา
ของพระโคดม อาจารย์เหล่าใด ได้พยากรณ์ลัทธิของตนแก่อาตมาใน
กาลก่อนว่า เหตุนี้ได้เป็นมาแล้วอย่างนี้ จักเป็นอย่างนี้ คำพยากรณ์
ของอาจารย์เหล่านั้นทั้งหมด ไม่ประจักษ์แก่ตน คำพยากรณ์ทั้งหมด
นั้น เป็นเครื่องทำความตรึกให้ทวีมากขึ้น (อาตมาไม่พอใจในคำพยากรณ์
นั้น) พระโคดมพระองค์เดียวทรงบรรเทาความมืดสงบระงับ มีพระ
รัศมีโชติช่วง มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจแผ่นดิน มีพระปัญญา
กว้างขวาง ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วย
กาล เป็นที่สิ้นตัณหาไม่มีจัญไร หาอุปมาในที่ไหนๆ มิได้ แก่
อาตมา ฯ
พราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์กล่าวคาถาถามพระปิงคิยะว่า
ท่านปิงคิยะ พระโคดมพระองค์ใด ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็น
เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหาไม่มีจัญไร หาอุปมาในที่
ไหนๆ มิได้แก่ท่าน เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงอยู่ปราศจากพระโคดม
พระองค์นั้น ผู้มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจแผ่นดิน มีพระปัญญา
กว้างขวางสิ้นกาลแม้ครู่หนึ่งเล่า ฯ
พระปิงคิยะกล่าวคาถาตอบพราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์ว่า
ท่านพราหมณ์ พระโคดมพระองค์ใด ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึง
เห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหาไม่มีจัญไร หาอุปมาใน
ที่ไหนๆ มิได้ แก่อาตมา อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระโคดมพระองค์
นั้น ผู้มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจแผ่นดิน มีพระปัญญากว้างขวาง
สิ้นกาลแม้ครู่หนึ่ง ท่านพราหมณ์ อาตมาไม่ประมาททั้งกลางคืน
กลางวัน เห็นอยู่ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้นด้วยใจเหมือนเห็น
ด้วยจักษุ ฉะนั้น อาตมานมัสการอยู่ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้น
ตลอดราตรี อาตมามาสำคัญความไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระ
องค์นั้น ด้วยความไม่ประมาทนั้น ศรัทธา ปีติ มานะ และสติของ
อาตมาย่อมน้อมไปในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้โคดม พระพุทธ
เจ้าผู้โคดมผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ประทับอยู่ยังทิศาภาคใดๆ อาตมา
นั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศาภาคนั้นๆ นั่นแลร่างกายของอาตมาผู้แก่
แล้ว มีกำลังและเรี่ยวแรงน้อยนั่นเองท่านพราหมณ์ อาตมาไปสู่พระ
พุทธเจ้าด้วยการไปแห่งความดำริเป็นนิตย์ เพราะว่าใจของอาตมาประกอบ
แล้วด้วยพระพุทธเจ้านั้น อาตมานอนอยู่บนเปือกตม คือกาม ดิ้นรนอยู่
(เพราะตัณหา) ลอยจากเกาะหนึ่งไปสู่เกาะหนึ่ง ครั้งนั้นอาตมาได้เห็น
พระสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ฯ
(ในเวลาจบคาถานี้ พระผู้มีพระภาคทรงทราบความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ของพระปิงคิยะ
และพราหมณ์พาวรีแล้ว ประทับอยู่ ณ นครสาวัตถีนั้นเองทรงเปล่งพระรัศมีดุจทองไปแล้ว
พระปิงคิยะกำลังนั่งพรรณนาพระพุทธคุณแก่พราหมณ์พาวรีอยู่ ได้เห็นพระรัศมีแล้วคิดว่า นี้อะไร
เหลียวแลไป ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประหนึ่งประทับอยู่เบื้องหน้าตน จึงบอกแก่พราหมณ์พาวรี
ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว พราหมณ์พาวรีได้ลุกจากอาสนะประคองอัญชลียืนอยู่แม้พระผู้มี
พระภาค เมื่อจะทรงแผ่พระรัศมีแสดงพระองค์แก่พราหมณ์พาวรีทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของ
พระปิงคิยะและพราหมณ์พาวรีทั้งสองแล้ว เมื่อจะตรัสเรียกแต่พระปิงคิยะองค์เดียว จึงได้ตรัส
พระคาถานี้ว่า)
ดูกรปิงคิยะ พระวักกลิ พระภัทราวุธะ และพระอาฬวีโคดมเป็นผู้มี
ศรัทธาน้อมลงแล้ว (ได้บรรลุอรหัตด้วยศรัทธาธุระ)ฉันใด แม้ท่านก็
จงปล่อยศรัทธาลง ฉันนั้น ดูกรปิงคิยะเมื่อท่านน้อมลงด้วยศรัทธา
ปรารภวิปัสสนา โดยนัยเป็นต้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ก็จักถึง
นิพพาน อันเป็นฝั่งโน้นแห่งวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมัจจุราช ฯ
พระปิงคิยะเมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของตนจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์นี้ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง เพราะได้ฟังพระวาจาของพระองค์ผู้
เป็นมุนี พระองค์มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วตรัสรู้แล้วด้วยพระองค์
เอง ไม่มีกิเลสดุจเสาเขื่อน ทรงมีปฏิภาณ ทรงทราบธรรมเป็นเหตุ
กล่าวว่าประเสริฐยิ่ง ทรงทราบธรรมชาติทั้งปวง ทั้งเลวและประณีต
พระองค์เป็นศาสดาผู้กระทำที่สุดแห่งปัญหาทั้งหลาย แก่เหล่าชนผู้มี
ความสงสัยปฏิญาณอยู่ นิพพานอันกิเลสมีราคะเป็นต้นไม่พึงนำไปได้
เป็นธรรมไม่กำเริบ หาอุปมาในที่ไหนๆ มิได้ข้าพระองค์จักถึงอนุปา
ทิเสสนิพพานธาตุแน่แท้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในนิพพานนี้เลย
ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้ว (ในนิพพาน)
ด้วยประการนี้แล ฯ
จบปารายนวรรคที่ ๕
______________
รวมพระสูตรที่มีในสุตตนิบาตนี้ คือ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๔๔] ๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร ๓. ขัคควิสาณสูตร๔. กสิภารทวาช
สูตร ๕. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร
๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนีสูตร
วรรคที่ ๑ นี้มีเนื้อความดีมาก รวมพระสูตรได้ ๑๒ สูตร พระผู้มีพระ
ภาคผู้มีพระจักษุหามลทินมิได้ ทรงจำแนกแสดงไว้ดีแล้ว บัณฑิต
ทั้งหลายได้สดับกันมาว่าอุรควรรค ฯ
๑. รตนสูตร ๒. อามคันธสูตร ๓. หิริสูตร ๔. มังคลสูตร
๕. สุจิโลมสูตร ๖. ธรรมจริยสูตร ๗. พราหมณธรรมมิกสูตร
๘. นาวาสูตร ๙. กึสีลสูตร ๑๐. อุฏฐานสูตร๑๑. ราหุลสูตร
๑๒. วังคีสสูตร ๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร๑๔. ธรรมิกสูตร
วรรคที่ ๒ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๔ สูตรพระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้
ดีแล้ว ในวรรคที่ ๒ นั้นบัณฑิตทั้งหลายกล่าววรรคที่ ๒ นั้นว่า
จุฬกวรรค ฯ
๑. ปัพพัชชาสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. สุภาษิตสูตร๔. สุนทริกสูตร
๕. มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร ๗. เสลสูตร๘. สัลลสูตร ๙. วาเสฏฐ
สูตร ๑๐. โกกาลิกสูตร๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
วรรคที่ ๓ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๒ สูตร พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้
ดีแล้วในวรรคที่ ๓ บัณฑิตได้สดับกันมามีชื่อว่า มหาวรรค ฯ
๑. กามสูตร ๒. คุหัฏฐกสูตร ๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร๔. สุทธัฏฐกสูตร
๕. ปรมัฏฐกสูตร ๖. ชราสูตร๗. ติสสเมตเตยยสูตร ๘. ปสูรสูตร
๙. มาคันทิยสูตร๑๐. ปุราเภทสูตร ๑๑. กลหวิวาทสูตร ๑๒. จูฬวิยูห
สูตร๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑๔. ตุวฏกสูตร ๑๕. อัตตทัณฑสูตร
๑๖. สาริปุตตสูตร วรรคที่ ๔ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๖ สูตรพระผู้มีพระ
ภาคทรงจำแนกไว้ดีแล้วในวรรคที่ ๔ บัณฑิตทั้งหลายกล่าววรรคที่ ๔ นั้น
ว่า อัฏฐกวรรค ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐในคณะ ประทับอยู่ ณ ปาสาณกเจดีย์อัน
ประเสริฐ อันบุคคลตกแต่งไว้ดีแล้ว ในมคธชนบทเป็นรัมณียสถาน
เป็นประเทศอันสวยงาม เป็นที่อยู่อาศัยแห่งบุคคลผู้มีบุญอันได้กระทำ
ไว้แล้ว อนึ่ง ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคอันพราหมณ์ ๑๖ คน ทูลถาม
ปัญหาแล้ว ได้ทรงประกาศประทานธรรมกะชนทั้งสองพวกผู้มาประชุม
กันเต็มที่ณ ปาสาณกเจดีย์ ในบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ เพราะการ
ถามโสฬสปัญหา พระผู้มีพระภาคผู้ทรงชนะ ผู้เลิศกว่าสัตว์ได้ทรง
แสดงธรรมอันประกาศอรรถบริบูรณ์ด้วยพยัญชนะเป็นที่เกิดความเกษม
อย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกพระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันวิจิตรด้วยธรรมเป็นอันมาก เป็นเหตุให้ปลด
เปลื้องกิเลสทั้งปวงได้ทรงแสดงพระสูตร อันประกอบด้วยบทแห่ง
พยัญชนะ และอรรถ มีความเปรียบเทียบซึ่งหมายรู้กันแล้วด้วยอักขระ
อันมั่นคง เป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลกพระ
ผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ ได้ทรงแสดงพระสูตรอันไม่มีมลทินเพราะ
มลทินคือราคะ มลทินคือโทสะ มลทินคือโมหะเป็นส่วนแห่งธรรม
ปราศจากมลทิน เป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลก
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ อันไม่มีมลทินเพราะมลทินคือกิเลส
มลทินคือทุจริต เป็นส่วนแห่งธรรมปราศจากมลทิน เป็นส่วนแห่งความ
แจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลก ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ
เป็นเหตุปลดเปลื้องอาสวะ กิเลสเป็นเครื่องผูกกิเลสเป็นเครื่อง
ประกอบ นิวรณ์ และมลทินทั้ง ๓ ของโลกนั้น พระผู้มีพระภาคผู้เลิศ
กว่าสัตว์ ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐหามลทินมิได้ เป็นเครื่อง
บรรเทาความเศร้าหมองทุกอย่าง เป็นเครื่องคลายความกำหนัด ไม่มี
ความหวั่นไหว ไม่มีความโศก เป็นธรรมอันละเอียด ประณีตและเห็น
ได้ยาก ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ อันหักรานราคะและโทสะ
ให้สงบ เป็นเครื่องตัดกำเนิด ทุคติ วิญญาณ ๕ความยินดีในพื้นฐาน
คือ ตัณหา เป็นเครื่องต้านทานและเป็นเครื่องพ้น ได้ทรงแสดงพระ
สูตรอันประเสริฐ ลึกซึ้งเห็นได้ยากและละเอียดอ่อน มีอรรถอันละเอียด
บัณฑิตควรรู้แจ้งเป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลก
ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ดุจดอกไม้เครื่องประดับอันยั่งยืน
๙ ชนิด อันจำแนกอินทรีย์ ฌานและวิโมกข์ มีมรรคมีองค์ ๘เป็นยาน
อย่างประเสริฐ พระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ ได้ทรงแสดงพระสูตร
อันประเสริฐ ปราศจากมลทิน บริสุทธิ์เปรียบด้วยห้วงน้ำวิจิตรด้วย
รตนะ เสมอด้วยดอกไม้ มีเดชอันเปรียบด้วยพระอาทิตย์ พระผู้มีพระ
ภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ปลอดโปร่ง
เกษม ให้สุขเย็นสงบ มีประโยชน์อย่างยิ่งในการต่อต้านมัจจุ เป็น
เหตุให้เห็นนิพพานอันดับกิเลสสนิทดีแล้วของโลกนั้น ฯ
จบสุตตนิบาต

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

พระสุตตันตปิฎก
เล่ม ๑๘
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ปิฐวรรคที่ ๑
๑. ปิฐวิมานที่ ๑
ว่าด้วยทำบุญอะไรจึงเป็นเทพธิดาสวยงาม

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๑] พระโมคคัลลานะถามว่า
ตั่งทองคำของท่านอันใหญ่โต ลอยไปในที่ต่างๆ ได้เร็วดังใจตามปรารถนา
ท่านมีกายอันประดับแล้ว ทรงมาลัยนุ่งห่มผ้าสวยงาม มีรัศมีเปล่งปลั่ง
ดังสายฟ้าอันแลบออกจากกลีบเมฆ ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร
อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็น
ที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนาง
เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์
ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่าน
สว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร.
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์
ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
เมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก ได้ถวายอาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มาใหม่
ได้อภิวาท ได้ทำอัญชลี และให้ทานตามสติกำลัง ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้
เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ดิฉันในที่นี้เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะ
อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดแก่ดิฉันก็เพราะบุญนั้น ข้าแต่
ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอกแก่ท่าน เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์
ได้ทำบุญใดไว้ ดิฉันนั้นมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีกายสว่าง
ไสวไปทั่วทิศเพราะบุญนั้น.
จบ ปิฐวิมานที่ ๑
๒ ปิฐวิมานที่ ๒