พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๐๗] พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชม
ยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็และเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุ
ประมาณ ๖๐ รูป หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ
จบทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒
__________
รวมหัวข้อประจำเรื่องในพระสูตรนี้ คือ
สัจจะ อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณเป็นที่ ๕ ผัสสะ เวทนาตัณหา อุปาทาน
อารัมภะ อาหาร ความหวั่นไหว ความดิ้นรน รูป และสัจจะกับทุกข์ รวมเป็น ๑๖ ฯ
จบมหาวรรคที่ ๓
__________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัพพชาสูตร ๒. ปธานสูตร
๓. สุภาษิตสูตร ๔. สุนทริกสูตร
๕. มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร
๗. เสลสูตร ๘. สัลลสูตร
๙. วาเสฏฐสูตร ๑๐. โกกาลิกสูตร
๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
สูตร ๑๒สูตรเหล่านี้ ท่านเรียกว่า มหาวรรค ดังนี้แล ฯ
สุตตนิบาต อัฏฐกวรรคที่ ๔
กามสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๐๘] ถ้าว่าวัตถุกามจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่ไซร้ สัตว์ปรารถนาสิ่งใด
ได้สิ่งนั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้มีใจเอิบอิ่มแน่แท้ถ้าเมื่อสัตว์นั้นปรารถนาอยู่
เกิดความอยากได้แล้ว กามเหล่านั้นย่อมเสื่อมไปไซร้ สัตว์นั้นย่อมยับ
เหมือนถูกลูกศรแทง ฉะนั้น ผู้ใดงดเว้นกามทั้งหลาย เหมือนอย่าง
บุคคลเว้นศีรษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าวล่วงตัณหา
ในโลกนี้ได้ นรชนใดย่อมยินดีกามเป็นอันมาก คือนา ที่ดิน เงิน
โค ม้า ทาสกรรมกร เหล่าสตรีและพวกพ้อง กิเลสทั้งหลายอันมี
กำลังน้อย ย่อมครอบงำย่ำยีนรชนนั้นได้ อันตรายทั้งหลายก็ย่อมย่ำยี
นรชนนั้น แต่นั้นทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้ถูกอันตรายครอบงำ เหมือน
น้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์พึงเป็นผู้มีสติ
ทุกเมื่อ งดเว้นกามทั้งหลายเสีย สัตว์ละกามเหล่านั้นได้แล้วพึงข้าม
โอฆะได้เหมือนบุรุษวิดเรือแล้วพึงไปถึงฝั่ง ฉะนั้น ฯ
จบกามสูตรที่ ๑
คุหัฏฐกสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๐๙] นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว ดำรงอยู่
ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น หยั่งลงในกามคุณเครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง
นรชนผู้เห็นปานนั้นแล เป็นผู้ไกลจากวิเวก เพราะว่ากามคุณทั้งหลาย
ในโลก ไม่ใช่ละได้โดยง่ายเลย กามคุณทั้งหลายมีความปรารถนา
เป็นเหตุ เนื่องด้วยความยินดีในภพ เปลื้องออกได้โดยยาก คนอื่น
จะเปลื้องออกให้ไม่ได้เลย นรชนทั้งหลายมุ่งหวังกามในอนาคตบ้าง
ในอดีตบ้าง คร่ำครวญถึงกามเหล่านี้ที่เคยมีแล้วบ้าง อันตนเปลื้องเอง
ได้ยาก และคนอื่นก็เปลื้องให้ไม่ได้ สัตว์เหล่านั้นยินดี ขวนขวาย
ลุ่มหลงอยู่ในกามทั้งหลาย ไม่เชื่อถือถ้อยคำของบัณฑิตมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น ตั้งอยู่แล้วในธรรมอันไม่สงบ ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว ย่อมรำพัน
อยู่ว่า เราจุติจากโลกนี้แล้ว จักเป็นอย่างไรหนอ เพราะเหตุนั้นแล
สัตว์พึงศึกษาไตรสิกขาในศาสนานี้แหละ พึงรู้ว่าสิ่งอะไรๆ ในโลก
ไม่เป็นความสงบ ไม่พึงประพฤติความไม่สงบเพราะเหตุแห่งสิ่งนั้น
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นว่าเป็นของน้อยนักเราเห็นหมู่
สัตว์นี้ ผู้เป็นไปในอำนาจความอยากในภพทั้งหลาย กำลังดิ้นรนอยู่ในโลก
นรชนทั้งหลายผู้เลวทรามย่อมบ่นเพ้ออยู่ในปากมัจจุราช นรชน
เหล่านั้น ยังไม่ปราศจากความอยากในภพและมิใช่ภพทั้งหลายเลย ท่าน
ทั้งหลายจงดูชนทั้งหลายผู้ถือว่าสิ่งนั้นๆ เป็นของเรา กำลังดิ้นรนอยู่
เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อยมีกระแสขาดสิ้นแล้วดิ้นรนอยู่ ฉะนั้น
นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่พึงประพฤติเป็นคนถือว่าสิ่งนั้นๆ
เป็นของเรา ไม่กระทำความติดข้องอยู่ในภพทั้งหลาย พึงกำจัดความ
พอใจในที่สุดทั้ง ๒ (มีผัสสะและเหตุเกิดแห่งสัมผัสสะเป็นต้น)
กำหนดรู้ผัสสะแล้วไม่กำหนัดตามในธรรมทั้งปวงมีรูปเป็นต้น ติเตียน
ตนเองเพราะข้อใด อย่าทำข้อนั้น เป็นนักปราชญ์ไม่ติดอยู่ในรูปที่ได้
เห็นและเสียงที่ได้ฟังเป็นต้น กำหนดรู้สัญญาแล้วพึงข้ามโอฆะ เป็น
มุนีไม่ติดอยู่ในอารมณ์ที่ควรหวงแหน ถอนลูกศรคือ กิเลสออกเสีย
ไม่ประมาทเที่ยวไปอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้และโลกหน้า ฉะนี้แล ฯ
จบคุหัฏฐกสูตรที่ ๒
ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๑๐] เดียรถีย์บางพวก มีใจประทุษร้าย ย่อมติเตียนโดยแท้แม้อนึ่ง พวกชน
ที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ปลงใจเชื่อจริง ก็ติเตียน แต่มุนี
ย่อมไม่เข้าถึงการติเตียนที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น มุนีย่อมไม่มีหลักตอ
คือ ราคะ โทสะและโมหะ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้ถูกความพอใจ
ครอบงำแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจ จะพึงล่วงทิฐิของตนได้
อย่างไรเล่า บุคคลกระทำทิฐิเหล่านั้นให้บริบูรณ์ด้วยตนเองรู้อย่างใด
ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ผู้ใดไม่ถูกเขาถามเลย กล่าวอวดอ้างศีลและวัตร
ของตนแก่ผู้อื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม ผู้ใด
กล่าวอวดตนด้วยตนเองผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการอวดของผู้นั้นว่า ผู้นี้
ไม่มีอริยธรรมส่วนภิกษุผู้สงบ มีตนดับแล้ว ไม่กล่าวอวดในศีล
ทั้งหลายว่าเราเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุ
นั้นว่า มีอริยธรรม ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกไหนๆ ผู้ฉลาด
ทั้งหลายกล่าวการไม่กล่าวอวดของภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้มีอริยธรรม ธรรม
คือ ทิฐิอันปัจจัยกำหนดปรุงแต่งแวดล้อม ไม่ผ่องแผ้ว ย่อมมีแก่
ผู้ใด ผู้นั้นเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็นอานิสงส์ มีคติวิเศษ
เป็นต้นในตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัยทิฐินั้นอันละเอียด อาศัยความ
กำเริบนรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดหมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วง
การยึดมั่นด้วยทิฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชนย่อมยึดถือและ
ถือมั่นธรรม ในเพราะความยึดมั่นด้วยทิฐิเหล่านั้น ก็บุคคลผู้มีปัญญา
ไม่มีทิฐิอันปัจจัยกำหนดแล้วในภพและมิใช่ภพ ในโลกไหนๆ บุคคล
ผู้มีปัญญานั้นละมายาและมานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติพิเศษ
ในในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร บุคคลผู้มีปัญญานั้นไม่มี
ตัณหาและทิฐิ ก็บุคคลผู้มีตัณหาและทิฐิ ย่อมเข้าถึงวาทะใน
ธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าวกะพระขีณาสพผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิว่า
ผู้กำหนัดหรือว่าผู้ประทุษร้ายได้อย่างไรด้วยความกำหนัดหรือความ
ประทุษร้ายอะไร ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญ
ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นเลย เพราะพระขีณาสพนั้น ละทิฐิได้
ทั้งหมดในอัตภาพนี้ ฉะนี้แล ฯ
จบทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓
สุทธัฏฐกสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๑๑] คนพาลผู้ประกอบด้วยทิฐิ สำคัญเอาเองว่าเราได้เห็นบุคคลผู้บริสุทธิ์
เป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่หาโรคมิได้ ความหมดจดด้วยดีย่อมมีได้แก่นรชน
ด้วยการเห็น เมื่อคนพาลนั้นสำคัญเอาเองอย่างนี้ รู้ว่า ความเห็นนั้น
เป็นความเห็นยิ่ง แม้เป็นผู้เห็นบุคคลผู้บริสุทธิ์เนืองๆ ก็ย่อมเชื่อว่า
ความเห็นนั้นเป็นมรรคญาณ ถ้าว่าความบริสุทธิ์ย่อมมีได้แก่นรชนด้วย
การเห็นหรือนรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยมรรค อันไม่บริสุทธิ์อย่าง
อื่นจากอริยมรรค นรชนผู้เป็นอย่างนี้ย่อมบริสุทธิ์ไม่ได้เลยก็คน
มีทิฐิ ย่อมกล่าวยกย่องความเห็นนั้นของคนผู้กล่าวอย่างนั้น พราหมณ์
ไม่กล่าวความบริสุทธิ์โดยมิจฉาทิฐิญาณอย่างอื่นจากอริยมรรคญาณ ที่
เกิดขึ้นในเพราะรูปที่ได้เห็นเสียงที่ได้ฟัง ศีล พรต และในเพราะ
อารมณ์ที่ได้ทราบพราหมณ์นั้นไม่ติดอยู่ในบุญและบาป ละความเห็นว่า
เป็นตนเสียได้ ไม่กระทำในบุญและบาปนี้ ชนผู้ประกอบด้วยทิฐิ
เป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์โดยทางมรรคอย่างอื่นเหล่านั้น ละศาสดา
เบื้องต้นเสีย อาศัยศาสดาอื่น อันตัณหาครอบงำย่อมข้ามธรรมเป็น
เครื่องข้องไม่ได้ ชื่อว่าถือเอาธรรมนั้นด้วย สละธรรมนั้นด้วย เปรียบ
เหมือนวานรจับและปล่อยกิ่งไม้ที่ตรงหน้าเสียเพื่อจับกิ่งอื่น ฉะนั้น
สัตว์ผู้ข้องอยู่ในกามสัญญา สมาทานวัตรเองแล้ว ไปเลือกหาศาสดา
ดีและเลว ส่วนพระขีณาสพผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดินผู้มีความรู้แจ้ง
ตรัสรู้ธรรมด้วยเวทคือมรรคญาณ ย่อมไม่ไปเลือกหาศาสดาดีและเลว
พระขีณาสพนั้นครอบงำมารและเสนาในธรรมทั้งปวง คืออารมณ์อย่างใด
อย่างหนึ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง หรือได้ทราบ ใครๆ จะพึงกำหนด
พระขีณาสพผู้บริสุทธิ์ ผู้เห็นความบริสุทธิ์ เป็นผู้มีหลังคาคือกิเลส
อันเปิดแล้ว ผู้เที่ยวไปอยู่ ด้วยการกำหนดด้วยตัณหาและทิฐิอะไรใน
โลกนี้ พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนดด้วยตัณหาหรือด้วยทิฐิ
ย่อมไม่กระทำตัณหาและทิฐิไว้ในเบื้องหน้า พระขีณาสพเหล่านั้น
ย่อมไม่กล่าวว่า ความบริสุทธิ์ล่วงส่วนด้วยอกิริยาทิฐิและสัสสตทิฐิ
ท่านสละกิเลสเครื่องยึดมั่นและเครื่องร้อยรัดอันเนื่องอยู่ในจิตสันดาน
ได้แล้วย่อมไม่กระทำความหวังในโลกไหนๆ พราหมณ์ผู้ล่วงแดนกิเลส
ได้ไม่มีความยึดถือวัตถุหรืออารมณ์อะไร เพราะได้รู้หรือเพราะได้เห็น
เป็นผู้ไม่มีความยินดีด้วยราคะ เป็นผู้ปราศจากราคะไม่กำหนัดแล้ว
พราหมณ์นั้น ไม่มีความยึดถือวัตถุและอารมณ์อะไรๆ ว่าสิ่งนี้เป็นของ
ยิ่งในโลกนี้ ฉะนี้แล ฯ
จบสุทธัฏฐกสูตรที่ ๔
ปรมัฏฐกสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๑๒] บุคคลในโลกยึดถือในทิฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นอย่างยิ่งย่อมกระทำ
ศาสดาเป็นต้นของตนให้เป็นผู้ประเสริฐ กล่าวผู้อื่นนอกจากศาสดา
เป็นต้นของตนนั้นว่า เลวทั้งหมด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงไม่ล่วง
พ้นความวิวาทไปได้ บุคคลนั้นเห็นอานิสงส์อันใดในตนกล่าวคือ ทิฐิ
ที่เกิดขึ้นในสิ่งเหล่านี้คือ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง ศีล พรต
หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ บุคคลนั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฐิของตนนั้น
แลว่าประเสริฐที่สุด เห็นศาสดาอื่นทั้งหมดโดยความเป็นคนเลวอนึ่ง
บุคคลผู้อาศัยศาสดาของตนแล้ว เห็นศาสดาอื่นเป็นคนเลว เพราะ
ความเห็นอันใด ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวความเห็นนั้นว่า เป็นกิเลสเครื่อง
ร้อยรัด เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุไม่พึงยึดมั่นรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง
อารมณ์ที่ได้ทราบ หรือศีลและพรต แม้ทิฐิก็ไม่พึงกำหนดด้วยญาณ
หรือแม้ด้วยศีลและพรตในโลก ไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่า เป็นผู้
เสมอเขา ไม่พึงสำคัญว่า เป็นผู้เลวกว่าเขา หรือว่าเป็นผู้วิเศษกว่าเขา
ภิกษุนั้นละความเห็นว่าเป็นตนได้แล้ว ไม่ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่กระทำนิสัย
(ตัณหานิสัยและทิฐินิสัย) แม้ในญาณ ไม่เป็นผู้แล่นไปเข้าพวกใน
สัตว์ทั้งหลายผู้แตกต่างกันด้วยอำนาจทิฐิต่างๆ ย่อมไม่กลับมาแม้สู่ทิฐิ
อะไรๆ พราหมณ์ในโลกนี้ไม่มีตัณหาในส่วนสุดทั้ง ๒ มีผัสสะเป็นต้น
เพื่อความเกิดบ่อยๆ ในโลกนี้หรือในโลกอื่น ไม่มีความยึดมั่นอะไรๆ
ไม่มีสัญญาอันปัจจัยกำหนดแล้วแม้แต่น้อย ในรูปที่ได้เห็น ในเสียง
ที่ได้ฟังหรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ ในโลกนี้ เพราะได้ตัดสินธรรมที่ตน
ยึดถือแล้วในธรรมทั้งหลาย ใครๆ จะพึงกำหนดพราหมณ์นั้นผู้ไม่ถือมั่น
ทิฐิ ด้วยการกำหนดด้วยตัณหาหรือด้วยการกำหนดด้วยทิฐิอะไรๆ ใน
โลกนี้ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมไม่กำหนดด้วยตัณหาหรือทิฐิ ย่อมไม่
กระทำตัณหาและทิฐิไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฐิทั้งหลาย
พราหมณ์เหล่านั้นก็มิได้ปกปิดไว้ พราหมณ์ผู้อันใครๆ จะพึงนำไป
ด้วยศีลและพรตไม่ได้ ถึงฝั่ง คือ นิพพานแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่
กลับมาหากิเลสทั้งหลายอีก ฉะนั้นแล ฯ
จบปรมัฏฐกสูตรที่ ๕
ชราสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๑๓] ชีวิตนี้น้อยนัก สัตว์ย่อมตายแม้ภายใน ๑๐๐ ปี ถ้าแม้สัตว์เป็นอยู่เกิน
(๑๐๐ ปี) ไปไซร้ สัตว์นั้นก็ย่อมตายแม้เพราะชราโดยแท้แล ชน
ทั้งหลายย่อมเศร้าโศก เพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของเรา สิ่งที่เคย
หวงแหนเป็นของเที่ยงไม่มีเลยบุคคลเห็นว่า สิ่งนี้มีความเป็นไปต่างๆ
มีอยู่ ดังนี้แล้วไม่พึงอยู่ครองเรือน บุรุษย่อมสำคัญสิ่งใดว่า สิ่งนี้เป็น
ของเราจำต้องละสิ่งนั้นไปแม้เพราะความตาย บัณฑิตผู้นับถือพระ
พุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ทราบข้อนี้แล้ว ไม่พึงน้อมไปในความเป็น
ผู้ถือว่าสิ่งนั้นๆ เป็นของเรา บุคคลผู้ตื่นขึ้นแล้วย่อมไม่เห็นอารมณ์อัน
ประจวบด้วยความฝัน แม้ฉันใด บุคคลย่อมไม่เห็นบุคคลผู้ที่ตนรักทำ
กาละล่วงไปแล้ว แม้ฉันนั้นบุคคลย่อมกล่าวขวัญกันถึงชื่อนี้
ของคนทั้งหลายผู้อันตนได้เห็นแล้วบ้าง ได้ฟังแล้วบ้าง ชื่อเท่านั้นที่ควร
กล่าวขวัญถึงของบุคคลผู้ล่วงไปแล้ว จักยังคงเหลืออยู่ ชนทั้งหลายผู้
ยินดีแล้วในสิ่งที่ตนถือว่าเป็นของเรา ย่อมละความโศกความร่ำไรและ
ความตระหนี่ไม่ได้ เพราะเหตุนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นนิพพานเป็น
แดนเกษม ละอารมณ์ที่เคยหวงแหนได้เที่ยวไปแล้ว บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวการไม่แสดงตนในภพ อันต่างด้วยนรกเป็นต้น ของภิกษุผู้ประพฤติ
หลีกเร้น ผู้เสพที่นั่งอันสงัด ว่าเป็นการสมควร มุนีไม่อาศัยแล้วใน
อายตนะทั้งปวง ย่อมไม่กระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รักทั้งไม่กระทำ
สัตว์หรือสังขารให้เป็นที่เกลียดชัง ย่อมไม่ติดความร่ำไรและความตระหนี่
ในสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักและเป็นที่เกลียดชังนั้น เปรียบเหมือน
น้ำไม่ติดอยู่บนใบไม้ ฉะนั้น หยาดน้ำย่อมไม่ติดอยู่บนใบบัว น้ำย่อม
ไม่ติดอยู่ที่ใบปทุม ฉันใดมุนีย่อมไม่ติดในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง
หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ ฉันนั้น ผู้มีปัญญาย่อมไม่สำคัญด้วยรูปที่ได้เห็น
เสียงที่ได้ฟัง หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ ย่อมไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วย
(มรรคอย่างอื่น) ทางอื่น ผู้มีปัญญานั้น ย่อมไม่ยินดี ย่อมไม่ยินร้าย
ฉะนี้แล ฯ
จบชราสูตรที่ ๖
ติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗
ท่านพระติสสเมตเตยยะทูลถามปัญหาว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๑๔] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์จงตรัสบอกความคับแค้นแห่งบุคคล
ผู้ประกอบเมถุนธรรมเนืองๆ เถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับคำสั่ง
สอนของพระองค์แล้ว จักศึกษาในวิเวก ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรเมตเตยยะ
ความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมมีอยู่ บุคคลผู้ประกอบ
เมถุนธรรม ย่อมลืมแม้คำสั่งสอน และย่อมปฏิบัติผิด นี้เป็นกิจไม่
ประเสริฐในบุคคลนั้น บุคคลใดประพฤติอยู่ผู้เดียวในกาลก่อนแล้ว
เสพเมถุนธรรม (ในภายหลัง)บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า
เป็นคนมีกิเลสมากในโลกเหมือนยวดยานที่แล่นไปใกล้เหว ฉะนั้น
ยศและเกียรติคุณในกาลก่อนของบุคคลนั้น ย่อมเสื่อม บุคคลเห็นโทษ
แม้นี้แล้ว ควรศึกษาไตรสิกขาเพื่อละเมถุนธรรม ผู้ใดไม่ละเมถุนธรรม
ผู้นั้นถูกความดำริครอบงำแล้ว ซบเซาอยู่เหมือนคนกำพร้า ฉะนั้น
ผู้นั้นฟังเสียงอันระบือไปของชนเหล่าอื่นแล้ว เป็นผู้เก้อเขินเช่นนั้น
อนึ่ง ผู้ใดอันวาทะของบุคคลอื่นตักเตือนแล้ว ยังกระทำกายทุจริต
เป็นต้น ผู้นี้ แหละพึงเป็นผู้มีเครื่องผูกใหญ่ ย่อมถือเอาโทษแห่ง
มุสาวาทบุคคลอันผู้อื่นรู้กันดีแล้วว่าเป็นบัณฑิต อธิษฐานการเที่ยวไป
ผู้เดียว แม้ในภายหลังประกอบในเมถุนธรรม ย่อมมัวหมองเหมือนคน
งมงาย ฉะนั้น มุนีในศาสนานี้รู้โทษในเบื้องต้นและเบื้องปลายนี้แล้ว
ควรกระทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นคงไม่ควรเสพเมถุนธรรม ควรศึกษา
วิเวกเท่านั้น การประพฤติวิเวกนี้ เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย มุนีไม่ควรสำคัญตนว่าเป็นผู้ประเสริฐด้วยวิเวกนั้น มุนีนั้นแล
ย่อมอยู่ใกล้นิพพาน หมู่สัตว์ผู้ยินดีแล้วในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อ
มุนีผู้สงัดแล้วเที่ยวไปอยู่ ผู้ไม่มีความห่วงใยในกามทั้งหลาย ผู้ข้ามโอฆะ
ได้แล้ว ฉะนี้แล ฯ
จบติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗
ปสูรสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๑๕] สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยทิฐิ ย่อมกล่าวว่า
ความบริสุทธิ์ว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม
เหล่าอื่น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก กล่าวความดีงามในศาสดา
ของตนเป็นต้นที่ตนอาศัยแล้ว ถือมั่นอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่าง (มีคำว่า
โลกเที่ยงเป็นต้น) สมณพราหมณ์เจ้าทิฐิ ๒ พวกนั้น ประสงค์จะกล่าว
โต้ตอบกัน เข้าไปสู่บริษัทแล้ว ย่อมโต้เถียงกันและกันว่าเป็นคนเขลา
สมณพราหมณ์เหล่านั้นต้องการแต่ความสรรเสริญ เป็นผู้มีความสำคัญว่า
เราทั้งหลายเป็นคนฉลาดอาศัยศาสดาของกันและกันเป็นต้นแล้ว ย่อม
กล่าวคำทะเลาะกัน บุคคลปรารถนาแต่ความสรรเสริญ ขวนขวาย
หาถ้อยคำวิวาท กระทบกระเทียบกันในท่ามกลางบริษัท แต่กลับเป็น
ผู้เก้อเขินในเพราะวาทะอันผู้ตัดสินปัญหาไม่ทำให้เลื่อมใส บุคคลนั้น
เป็นผู้แสวงหาโทษ ย่อมโกรธเพราะความนินทา ผู้พิจารณาปัญหาทั้งหลาย
กล่าววาทะใดของบุคคลนั้นอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้วว่าเป็นวาทะเสื่อม
สิ้น บุคคลผู้มีวาทะเสื่อมแล้วนั้น ย่อมคร่ำครวญเศร้าโศก ทอดถอน
ใจว่า ท่านผู้นี้กล่าวสูงเกินเราไป ความวิวาทเหล่านี้เกิดแล้วในพวก
สมณะ ความกระทบกระทั่งกันย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้ บุคคล
เห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงเว้นความทะเลาะกันเสีย ความสรรเสริญและลาภ
ย่อมไม่มีเป็นอย่างอื่นไปเลย ก็หรือบุคคลนั้นกล่าววาทะในท่ามกลาง
บริษัท เป็นผู้อันบุคคลสรรเสริญแล้วในเพราะทิฐินั้น ย่อมรื่นเริงใจ
สูงขึ้นเพราะต้องการชัยชนะและมานะนั้นได้ถึงความต้องการชัยชนะนั้น
สมใจนึก การยกตนของบุคคลนั้น เป็นพื้นแห่งความกระทบกัน และ
บุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงการถือตัวและการดูหมิ่นผู้อื่น บุคคลเห็นโทษ
แม้นี้แล้ว พึงเว้นความทะเลาะกันเสีย ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าว
ความบริสุทธิ์ด้วยการทะเลาะกันนั้น บุคคลผู้เจ้าทิฐิปรารถนาพบบุคคล
เจ้าทิฐิผู้เป็นปฏิปักษ์กัน ย่อมคำราม เปรียบเหมือนทหารผู้กล้าหาญ
ซึ่งพระราชาทรงเลี้ยงแล้วด้วยราชขาทนียาหาร ปรารถนาพบทหารผู้เป็น
ปฏิปักษ์กัน ย่อมคำราม ฉะนั้นดูกรท่านผู้องอาจ บุคคลเจ้าทิฐิเป็น
ปฏิปักษ์ของท่านนั้น มีอยู่ณ ที่ใด ท่านจงไป ณ ที่นั้นเถิด กิเลส
ชาติเพื่อการรบนี้ไม่มีในกาลก่อนเลย (กิเลสชาตินั้นเราผู้ตถาคตละเสีย
แล้วณ ควงแห่งไม้โพธินั้นแล) สมณพราหมณ์เหล่าใดถือรั้นทิฐิแล้ว
ย่อมวิวาทกันและย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงท่านผู้กระทำความเป็น
ข้าศึกในวาทะ (ถ้อยคำ) ที่เกิดขึ้นจงกล่าวทุ่มเถียงกะสมณพราหมณ์
เหล่านั้นเถิด พราหมณ์เหล่านั้นไม่มีในที่นี้เลย ส่วนพระอรหันตขีณาสพ
ทั้งหลาย กำจัดเสนา คือกิเลสให้พินาศแล้ว ไม่กระทำความเห็นให้
ผิดไปจากความเห็น เที่ยวไปอยู่ ดูกรปสุระ ท่านจะได้สู้รบโต้ตอบ
อะไร ในพระอรหันต์ผู้ไม่มีความยึดถือว่าสิ่งนี้ประเสริฐในโลกนี้ ถ้า
ท่านคิดถึงทิฐิทั้งหลายอยู่ด้วยใจ ถึงความตรึกไปต่างๆ ถือเอาความ
เป็นคู่แข่งขันกับพระพุทธะผู้กำจัดกิเลสได้แล้วไซร้ ท่านจะสามารถเพื่อ
ถือเอาความเป็นคู่แข่งขันให้สำเร็จไม่ได้เลย ฯ
จบปสูรสูตรที่ ๘
มาคันทิยสูตรที่ ๙
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๔๑๖] ความพอใจในเมถุนธรรม ไม่ได้มีแก่เราเพราะได้เห็นนางตัณหานางอรดี
และนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรมอย่างไรจักมีเพราะได้เห็น
สรีระแห่งธิดาของท่านอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถเล่า เราไม่ปรารถนาจะ
ถูกต้องสรีระแห่งธิดาของท่านนั้นแม้ด้วยเท้า ฯ
มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า
ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแก้วเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็นจอมนระเป็น
อันมากทรงปรารถนากันแล้วไซร้ พระองค์ตรัสทิฐิ ศีล พรต ชีวิต
และการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไรหนอ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ
กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิ ๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่าเรากล่าว
ทิฐินี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เราและเรา
เห็นโทษในทิฐิทั้งหลายอยู่ ไม่ได้ยึดถือทิฐิอะไรๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะ
ทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบ ณ ภายใน ฯ
มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า
ทิฐิเหล่าใด ที่สัตว์ทั้งหลายได้วินิจฉัยกำหนดไว้แล้ว ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นมุนี พระองค์ไม่ได้ยึดถือทิฐิเหล่านั้นเลย ตรัสเนื้อความนี้ได้ว่า
ความสงบ ณ ภายใน เนื้อความนั้นอันนักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้
อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ
เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งด้วยศีลและ
พรต เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็นจากการฟัง จากการรู้
จากศีลและพรต ก็บุคคลสละธรรมเป็นไปในฝ่ายดำมีทิฐิเป็นต้น
เหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบไม่อาศัยธรรมอะไรแล้วไม่พึงปรารถนา
ภพ ฯ
มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า
ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้
ทั้งศีลและพรต พระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็น จาก
การฟัง จากการรู้ จากศีลและพรตข้าพระองค์ย่อมสำคัญธรรมเป็นที่
งงงวย ทีเดียวด้วยว่า ชนบางพวกยังเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ
ก็ท่านอาศัยการเห็นถามอยู่บ่อยๆ ได้ถึงความหลงใหลไปในทิฐิที่ท่าน
ยึดมั่นแล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อยแต่ความสงบ ณ
ภายในที่เรากล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้หลง
ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะหรือด้วยทิฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขาวิเศษกว่าเขา
หรือเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาท เพราะมานะหรือทิฐินั้น ผู้ใดไม่หวั่นไหว
ในการถือตัวว่า เสมอเขา วิเศษกว่าเขาดังนี้เป็นต้น ผู้นั้นย่อมไม่มี
การวิวาท บุคคลผู้มีมานะและทิฐิอันละได้แล้วนั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์
จะพึงกล่าวอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงหรือจะพึงวิวาทเพราะมานะหรือ
ทิฐิอะไรว่า ของเราจริง ของท่านเท็จ อนึ่ง ความสำคัญว่าเสมอเขา
หรือว่าไม่เสมอเขาย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบวาทะกับใครๆ
มุนีละอาลัยได้แล้ว ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย ไม่กระทำ
ความสนิทสนมในชาวบ้าน เป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย ไม่ทำอัตภาพ
ให้เกิดต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกับคนบุคคลผู้ประเสริฐ
สงัดแล้วจากธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่าใดพึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงถือ
เอาธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่านั้นขึ้นกล่าว มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัด
ยินดี ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก เหมือนดอกปทุม มีก้านเป็นหนาม
เกิดในน้ำโคลนตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม ฉะนั้น บุคคลผู้ถึงเวท
คือมรรค ๔ เป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฐิ บุคคลนั้นไม่กลับมาสู่มานะ
ด้วยการทราบ อันต่างด้วยอารมณ์ มีรูปที่ได้ทราบแล้วเป็นต้น บุคคล
นั้นไม่เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยตัณหามานะ และทิฐินั้น บุคคลนั้น
แม้กรรมและสุตะพึงนำไปไม่ได้ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมนำเข้า
ไปไม่ได้แล้วในนิเวศน์ คือ ตัณหาและทิฐิ กิเลสเครื่องร้อยรัด
ทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว ความหลงทั้งหลาย
ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่าใดยึดถือกาม
สัญญาและทิฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันเที่ยวไปอยู่ใน
โลก ฯ
จบมาคันทิยสูตรที่ ๙
ปุราเภทสูตรที่ ๑๐
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า