พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๑๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิก
เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เทวดาตนหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีอัน
งดงามยิ่ง ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๑๘] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดีได้พากันคิดมงคล
ทั้งหลาย ขอพระองค์ได้โปรดตรัสอุดมมงคล ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้
เป็นอุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันทำ
ไว้แล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุ
สัจจะ ๑ ศิลป ๑วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาษิต ๑ นี้เป็นอุดม
มงคลการบำรุงมารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอัน
ไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การ
สงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การงดเว้น
จากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรม
ทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑
ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑การฟังธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดม
มงคล ความอดทน ๑ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑
การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเพียร ๑พรหม
จรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดม
มงคล จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว
ไม่เศร้าโศกปราศจากธุลี เป็นจิตเกษม นี้เป็นอุดมมงคล เทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า
ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถานนี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์
เหล่านั้น ฯ
จบมงคลสูตรที่ ๔
สูจิโลมสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๑๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บน (แท่นหิน) เตียงมีแม่แคร่ในที่อยู่ของสูจิโลม
ยักษ์ ใกล้ (เท่า) บ้านคยา ก็สมัยนั้นแล ขรยักษ์และสูจิโลมยักษ์เดินผ่านไปในที่ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น ขรยักษ์ได้กล่าวกะสูจิโลมยักษ์ว่า นั่นสมณะ สูจิโลมยักษ์ได้กล่าว
กะขรยักษ์ว่า นั่นไม่ใช่สมณะนั่นเป็นสมณะเทียม เราทราบชัดว่าสมณะหรือสมณะเทียมเพียงไร
ลำดับนั้นสูจิโลมยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วน้อมกายของตนเข้าไป
ใกล้พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงเบนกาย (ของสูจิโลมยักษ์) ออกไปสูจิโลมยักษ์ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ท่านกลัวข้าพเจ้าหรือสมณะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราไม่กลัวท่านดอกผู้มี
อายุ แต่สัมผัสของท่านลามก ฯ
สู. ดูกรสมณะ ข้าพเจ้าจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านไม่พยากรณ์ไซร้ข้าพเจ้าจักควัก
ดวงจิตของท่านออกโยนทิ้งเสียหรือจักฉีกหทัยของท่านเสีย หรือจักจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไป
ในแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ฯ
พ. เราไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม
ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ผู้ซึ่งจะควักดวงจิตของเราออกโยนทิ้ง หรือจะฉีกหทัยของ
เราเสีย หรือจะจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปในแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ผู้มีอายุ ก็แลท่านปรารถนา
จะถามปัญหาข้อใด ก็จงถามเถิด ฯ
ลำดับนั้นแล สูจิโลมยักษ์ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๒๐] ราคะและโทสะมีอะไรเป็นเหตุเกิด ความไม่ยินดี ความยินดี ขนลุกขนพอง
เกิดแต่อะไร วิตกทั้งหลายเกิดแต่อะไรแล้วจึงปล่อยลงไปหาใจที่เป็น
กุศล เหมือนพวกเด็กน้อยเอาด้ายผูกตีนกาแล้วปล่อยลงไป ฉะนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
ราคะและโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุเกิด ความไม่ยินดี ความยินดี ขนลุก
ขนพอง เกิดแต่อัตภาพนี้ วิตกทั้งหลายเกิดแต่อัตภาพนี้แล้วปล่อยลง
ไปหาใจที่เป็นกุศล เหมือนพวกเด็กน้อยเอาด้ายผูกตีนกาแล้วปล่อยลง
ไป ฉะนั้นกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เกิดแต่ความเยื่อใย เกิดใน
ตน เหมือนย่านไทรเกิดแต่ต้นไทร ฉะนั้น กิเลสเป็นอันมาก ซ่าน
ไปแล้วในกามทั้งหลาย เหมือนเถาย่านทรายรึงรัดไปแล้วในป่าสัตว์
เหล่าใด ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่กิเลสนั้นว่ามีกิเลสใดเป็นเหตุสัตว์เหล่านั้น
ย่อมบรรเทาซึ่งหมู่กิเลสนั้นได้ ท่านจงฟังเถิดยักษ์ สัตว์เหล่าใดย่อม
บรรเทาซึ่งหมู่กิเลสได้ สัตว์เหล่านั้นย่อมข้ามพ้นซึ่งโอฆะอันข้ามได้โดย
ยาก ที่ยังไม่เคยข้ามแล้วเพื่อความไม่เกิดอีก ฯ
จบสูจิโลมสูตรที่ ๕
ธรรมจริยสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๒๑] พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวความประพฤติทั้งที่เป็นโลกิยและโลกุตระ
ทั้งสองนี้ คือ ความประพฤติธรรม พรหมจรรย์ว่าเป็น (แก้วอัน
สูงสุด) ธรรมเครื่องอยู่อันสูงสุด ถึงแม้บุคคลออกบวชเป็นบรรพชิต
ถ้าบุคคลนั้นเป็นชาติปากกล้ายินดีแล้วในความเบียดเบียนดุจเนื้อไซร้
ความเป็นอยู่ของบุคคลนั้นเลวทราม ย่อมยังกิเลสธุลีมีราคะเป็นต้น
ของตนให้เจริญ ภิกษุผู้ยินดีแล้วในความทะเลาะ ถูกธรรมคือโมหะ
หุ้มห่อแล้ว ย่อมไม่รู้ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว แม้อันเหล่า
ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักบอกแล้ว ภิกษุผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ทำตนที่
อบรมแล้วให้ลำบากอยู่ ย่อมไม่รู้ความเศร้าหมอง ย่อมไม่รู้ทางอัน
ให้ถึงนรก เมื่อไม่รู้ก็เข้าถึงวินิบาต เข้าถึงครรภ์จากครรภ์ เข้าถึงที่
มืดจากที่มืด ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ละไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความทุกข์
ก็บุคคลใดผู้มีการงานเศร้าหมองเห็นปานนี้ตลอดกาลนาน พึงเป็นผู้เต็ม
แล้วด้วยบาป เหมือนหลุมคูถที่เต็มอยู่นานปี พึงเป็นหลุมเต็มด้วยคูถ
ฉะนั้น บุคคลนั้นเป็นผู้มีกิเลสเครื่องยียวนหมดจดได้โดยยาก ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงรู้จักบุคคลผู้อาศัยเรือน ผู้มีความปรารถนา
ลามก ผู้มีความดำริลามก ผู้มีอาจาระและโคจรลามกเห็นปานนี้
เธอทั้งปวงพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเว้นบุคคลนั้นเสีย จงกำจัดบุคคล
ผู้เป็นเพียงดังแกลบ จงคร่าบุคคลผู้เป็นเพียงดังหยากเยื่อออกเสีย
แต่นั้นจงขับบุคคลลีบผู้ไม่ใช่สมณะแต่มีความสำคัญว่าเป็นสมณะ
ไปเสีย ครั้นกำจัดบุคคลผู้มีความปรารถนาลามก มีอาจาระและโคจร
ลามกออกไปแล้ว เธอทั้งหลายผู้บริสุทธิ์แล้ว มีความเคารพกันและกัน
จงสำเร็จการอยู่ร่วมด้วยบุคคลผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย แต่นั้น เธอทั้งหลาย
ผู้พร้อมเพรียงกัน มีปัญญาเครื่องรักษาตน จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ
จบธรรมจริยสูตรที่ ๖
พราหมณธรรมิกสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ
บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลชาวแคว้นโกศลเป็นอันมาก
ผู้แก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บัดนี้ พวกพราหมณ์
ย่อมปรากฏในพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่าหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์
ทั้งหลาย บัดนี้ พวกพราหมณ์หาปรากฏในพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่าไม่ ฯ
พ. ขอประทานพระวโรกาส ขอท่านพระโคดมโปรดตรัสพราหมณธรรมของพวก
พราหมณ์เก่า แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด ถ้าท่านพระโคดมไม่มีความหนักพระทัย ฯ
ภ. ดูกรพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงตั้งใจ จงใส่ใจให้ดี
เราจักกล่าว ฯ
พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถา
ประพันธ์นี้ว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๒๓] ฤาษีทั้งหลายมีในครั้งก่อน สำรวมตน มีตบะละเบญจกามคุณแล้ว
ได้ประพฤติประโยชน์ของตนๆ พวกพราหมณ์แต่เก่าก่อนไม่มีสัตว์เลี้ยง
ไม่มีเงิน ไม่มีสิ่งของต่างๆพราหมณ์เหล่านั้น มีทรัพย์และข้าวเปลือก
อันเป็นส่วนแห่งการสาธยายมนต์ ได้รักษาขุมทรัพย์อันประเสริฐไว้
ภัตที่ประตูเรือนทายกทั้งหลาย เริ่มทำตั้งไว้แล้วเพื่อพราหมณ์เหล่านั้น
ทายกทั้งหลายได้สำคัญภัตนั้นว่า เป็นของที่ตนควรให้แก่พราหมณ์
เหล่านั้น ผู้แสวงหาภัตที่เริ่มทำไว้แล้วด้วยศรัทธา ชาวชนบท ชาว
แว่นแคว้น ผู้มั่งคั่งด้วยผ้าที่ย้อมด้วยสีต่างๆ และด้วยที่นอนและ
ที่อยู่ ได้นอบน้อมพราหมณ์เหล่านั้น พราหมณ์ทั้งหลายผู้อันธรรม
รักษาแล้ว ใครๆ ไม่พึงฆ่า ไม่พึงชนะ ใครๆ ไม่ห้ามพราหมณ์
เหล่านั้น ที่ประตูแห่งสกุลทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง พราหมณ์
เหล่านั้นประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นเด็กมาตลอดเวลาสี่สิบแปดปี ได้
เที่ยวไปแสวงหาวิชชาและจรณะในกาลก่อน พราหมณ์เหล่านั้นไม่ไปหา
หญิงอื่น ทั้งไม่ซื้อภรรยา อยู่ร่วมกันเพราะความรัก ชอบใจเสมอกัน
เท่านั้น พราหมณ์ผู้เป็นสามี ย่อมไม่ร่วมกับภรรยาผู้เว้นจากฤดู
นอกจากสมัยที่ควรจะร่วมพราหมณ์ย่อมไม่ร่วมเมถุนธรรมในระหว่าง
โดยแท้ พราหมณ์ทั้งหลายสรรเสริญพรหมจรรย์ ศีล ความเป็นผู้ซื่อตรง
ความอ่อนโยน ตบะความสงบเสงี่ยม และความไม่เบียดเบียน และ
แม้ความอดทน พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ผู้มีความบากบั่นมั่นคง
เป็นผู้สูงสุดกว่าพราหมณ์เหล่านั้น และพราหมณ์นั้นย่อมไม่เสพ
เมถุนธรรมโดยที่สุดความฝัน พราหมณ์บางพวก ผู้มีชาติแห่งบุคคล
ผู้รู้แจ้งในโลกนี้ศึกษาตามวัตรของพราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหมนั้นอยู่ ได้
สรรเสริญพรหมจรรย์ศีลและแม้ขันติ พราหมณ์ทั้งหลายขอข้าวสาร
ที่นอน ผ้าเนยใสและน้ำมัน แล้วรวบรวมไว้โดยธรรม ได้กระทำยัญ
คือทานแต่วัตถุ มีข้าวสารเป็นต้นที่เขาให้แล้วนั้น ในยัญที่ตนตั้งไว้
พราหมณ์เหล่านั้นไม่ฆ่าแม่โคเลย มารดา บิดา พี่น้องชายหรือญาติ
เหล่าอื่น มิตรผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ฆ่าแม่โค ซึ่งเป็นที่เกิดแห่งปัญจโครสอัน
เป็นยา ฉันใด แม่โคเหล่านี้ให้ข้าว ให้กำลัง ให้วรรณะ และให้
ความสุข พราหมณ์เหล่านั้นทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว จึงไม่ฆ่า
แม่โคเลย ฉันนั้นพราหมณ์ทั้งหลายผู้ละเอียดอ่อน มีร่างกายใหญ่
มีวรรณะมียศ ขวนขวายในกิจน้อยใหญ่ โดยธรรมของตน ได้
ประพฤติแล้วด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นเหตุให้หมู่สัตว์นี้ถึงความสุขในโลก
ความวิปลาสได้มีแก่พราหมณ์เหล่านั้น เพราะได้เห็นกามสุขอัน (ลามก)
น้อย ที่เกิดขึ้นจากกามคุณอันเป็นของ (ลามก) น้อย พราหมณ์
ทั้งหลายได้ปรารถนาเพ่งเล็งสมบัติของพระราชา เหล่านารีที่ประดับดีแล้ว
รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ที่สร้างตกแต่งไว้เป็นอย่างดีมีการขลิบ
อันวิจิตร พื้นที่เรือน เรือนที่สร้างกั้นเป็นห้องๆและโภคสมบัติซึ่ง
เป็นของมนุษย์อันโอฬาร เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงโค ประกอบไปด้วย
หมู่นารีผู้ประเสริฐ พราหมณ์เหล่านั้นผูกมนต์ในที่นั้นแล้ว ได้เข้าไป
เฝ้าพระเจ้าโอกกากราชในกาลนั้นกราบทูลว่า พระองค์มีทรัพย์และ
ข้าวเปลือกมากมาย ขอเชิญพระองค์ทรงบูชายัญเถิด พระราชทรัพย์
เครื่องปลื้มใจของพระองค์มีมาก ลำดับนั้นแล พราหมณ์ทั้งหลาย
ยังพระราชาผู้ประเสริฐ ให้ทรงยินยอมบูชายัญอัสสเมธะ ปุริสเมธะ
(สัมมาปาสะ) วาชเปยยะ นิรัคคฬะพระราชาทรงบูชายัญเหล่านี้แล้ว
ได้พระราชาทานทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้งหลาย คือ แม่โค ที่นอน ผ้า
เหล่านารีที่ประดับดีแล้ว รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ที่สร้างตกแต่งไว้
เป็นอย่างดี มีการขลิบอันวิจิตร รับสั่งให้เอาธัญชาติต่างๆบรรจุเรือน
ที่น่ารื่นรมย์ อันกั้นไว้เป็นห้องๆ จนเต็มทุกห้องแล้วได้พระราชทาน
ทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้งหลาย ก็พราหมณ์เหล่านั้นได้ทรัพย์ในที่นั้นแล้ว
ชอบใจการสั่งสมเสมอตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่พราหมณ์เหล่านั้น ผู้มี
ความปรารถนาอันหยั่งลงแล้ว พราหมณ์เหล่านั้นผูกมนต์ในที่นั้นแล้ว ได้
เข้าเฝ้าพระเจ้าโอกกากราชอีก กราบทูลว่า แม่โคทั้งหลายเกิดขึ้น
เพื่อประโยชน์สำหรับรับใช้ในสรรพกิจของมนุษย์เหมือนน้ำ แผ่นดิน
เงิน ทรัพย์ และข้าวเหนียว ฉะนั้นเพราะว่าน้ำเป็นต้นนั้นเป็น
เครื่องใช้ของสัตว์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงบูชายัญเถิด ราชสมบัติ
ของพระองค์มีมาก ขอเชิญพระองค์ทรงบูชายัญเถิด พระราชทรัพย์
ของพระองค์มีมาก ลำดับนั้นแล พราหมณ์ทั้งหลายยังพระราชาผู้
ประเสริฐให้ทรงยินยอมบูชายัญแล้ว ในการบูชายัญ พระราชาทรง
รับสั่งให้ฆ่าแม่โคหลายแสนตัว แม่โคทั้งหลายเสมอด้วยแพะสงบ
เสงี่ยม ถูกเขารีดนมด้วยหม้อ ย่อมไม่เบียดเบียนด้วยเท้าด้วยเขา
ด้วยอวัยวะอะไรๆ โดยแท้ พระราชารับสั่งให้จับแม่โคเหล่านั้นที่เขา
แล้วให้ฆ่าด้วยศาตรา ลำดับนั้นเทวดา พระอินทร์ พระพรหม
อสูรและผีเสื้อน้ำ ต่างเปล่งวาจาว่า มนุษย์ไม่มีธรรม แล่นไปเพราะ
ศาตราตกลงที่แม่โคโรคสามชนิด คือ ความปรารถนา ๑
อนสนัญชรา ๑(ความแก่หง่อม) ๑ ความปรารภสัตว์ของเลี้ยง ๑
ได้มีในกาลก่อน ได้แพร่โรคออกเป็น ๙๘ ชนิด บรรดาอาชญาทั้งหลาย
อธรรมนี้เป็นของเก่า เป็นไปแล้ว แม่โคทั้งหลายผู้ไม่ประทุษร้ายย่อม
ถูกฆ่า คนผู้บูชายัญทั้งหลายย่อมเสื่อมจากธรรม ธรรมอันเลวทรามนี้
เป็นของเก่า วิญญูชนติเตียนแล้วอย่างนี้ วิญญูชนเห็นธรรมอันเลวทราม
เช่นนี้ในที่ใด ย่อมติเตียนคนผู้บูชายัญในที่นั้นเมื่อธรรมของพราหมณ์
เก่าฉิบหายแล้วอย่างนี้ศูทรและแพศย์แตกกันแล้ว กษัตริย์เป็นอันมาก
แตกกันแล้ว ภรรยาดูหมิ่นสามี กษัตริย์พราหมณ์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง
พรหม แพศย์และศูทรเหล่าอื่น ผู้อันโคตรรักษาแล้วทำวาทะว่าชาติให้
ฉิบหายแล้ว ได้ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๒๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดม
ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือน
หงายของคว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมี
จักษุจักเห็นรูปฉะนั้นข้าพระองค์เหล่านี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ กับทั้งพระธรรมและ
พระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์เหล่านี้ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ
ตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
จบพราหมณธรรมิกสูตรที่ ๗
นาวาสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๒๕] ก็บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากบุคคลใด พึงบูชาบุคคลนั้น เหมือนเทวดา
บูชาพระอินทร์ ฉะนั้น บุคคลนั้นเป็นพหูสูต ผู้อันเตวาสิกบูชาแล้ว
มีจิตเลื่อมใสอันเตวาสิกนั้น ย่อมชี้แจงธรรมให้แจ่มแจ้ง บุรุษผู้มี
ปัญญา ไม่ประมาทคบบุคคลผู้เป็นพหูสูตเช่นนั้น กระทำธรรมนั้น
ให้มีประโยชน์ใคร่ครวญแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมเป็น
ผู้รู้แจ่มแจ้ง แสดงธรรมแก่ผู้อื่นและเป็นผู้ละเอียด อันเตวาสิกซ่องเสพ
อาจารย์ผู้ประกอบด้วยธรรมน้อย เป็นคนเขลา ผู้ยังไม่บรรลุประโยชน์
และฤษยา ไม่ยังธรรมให้แจ่มแจ้งในศาสนานี้เทียว ยังข้ามความสงสัย
ไม่ได้ ย่อมเข้าถึงความตาย บุคคลไม่ยังธรรมให้แจ่มแจ้งแล้ว ไม่
ใคร่ครวญเนื้อความในสำนัก แห่งบุคคลผู้เป็นพหูสูตทั้งหลายไม่รู้ด้วย
ตนเอง ยังข้ามความสงสัยไม่ได้ จะสามารถให้ผู้อื่นเพ่งพินิจได้อย่างไร
เหมือนคนข้ามแม่น้ำที่มีน้ำมากมีกระแสไหลเชี่ยว ถูกน้ำพัดลอยไป
ตามกระแสน้ำ จะสามารถช่วยให้ผู้อื่นข้ามได้อย่างไร ฉะนั้น ผู้ใดขึ้นสู่
เรือที่มั่นคง มีพายุและถ่อพร้อมมูล ผู้นั้นรู้อุบายในเรือนั้นเป็นผู้ฉลาด
มีสติ พึงช่วยผู้อื่นแม้จำนวนมากในเรือนั้นให้ข้ามได้ แม้ฉันใด
ผู้ใดไปด้วยมรรคญาณทั้ง ๔ อบรมตนแล้ว เป็นพหูสูต ไม่มีความ
หวั่นไหวเป็นธรรมดา ผู้นั้นแลรู้ชัดอยู่ พึงยังผู้อื่นผู้ตั้งใจสดับและ
สมบูรณ์ด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัยให้เพ่งพินิจได้ ฉันนั้น เพราะเหตุ
นั้นแลบุคคลควรคบสัปบุรุษผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต บุคคลผู้คบบุคคล
เช่นนั้น รู้ชัดเนื้อความแล้ว ปฏิบัติอยู่ รู้แจ้งธรรมแล้ว พึงได้ความสุข ฯ
จบนาวาสูตรที่ ๘
กึสีลสูตรที่ ๙
ท่านพระสารีบุตรทูลถามด้วยคาถาว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต (เล่ม 25)

[๓๒๖] นรชนพึงมีปรกติอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร พึงพอกพูนกรรม
เป็นไฉน จึงจะเป็นผู้ดำรงอยู่โดยชอบ และพึงบรรลุถึงประโยชน์
อันสูงสุดได้ พระเจ้าข้า ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
นรชนพึงเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญ ไม่ริษยาและเมื่อ
ไปหาครูก็พึงรู้จักกาล พึงรู้จักขณะ ฟังธรรมีกถาที่ครูกล่าวแล้ว พึงฟัง
สุภาษิตโดยเคารพ พึงไปหาครูผู้นั่งอยู่ในเสนาสนะของตนตามกาล
ทำมานะดุจเสาให้พินาศพึงประพฤติอ่อนน้อม พึงระลึกถึงเนื้อความ
แห่งภาษิต ธรรมคือบาลี ศีล พรหมจรรย์ และพึงประพฤติ
โดยเอื้อเฟื้อด้วยดี นรชนมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม
ตั้งอยู่ในธรรม รู้จักวินิจฉัยธรรม ไม่พึงประพฤติถ้อยคำที่ประทุษร้าย
ธรรมเลย พึงให้กาลสิ้นไปด้วยภาษิตที่แท้ นรชนละความรื่นเริง
การพูดกระซิบ ความร่ำไร ความประทุษร้าย ความหลอกลวงที่ทำด้วย
มารยา ความยินดี ความถือตัวความแข่งดี ความหยาบคาย และ
ความหมกมุ่นด้วยกิเลสดุจน้ำฝาด พึงเป็นผู้ปราศจากความมัวเมา ดำรง
ตนมั่นเที่ยวไป นรชนเช่นนั้น รู้แจ้งสุภาษิตที่เป็นสาระ รู้แจ้งสูตรและ
สมาธิที่เป็นสาระ ปัญญาและสุตะ ย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้เป็นคน
ผลุนผลัน เป็นคนประมาท ส่วนนรชนเหล่าใด ยินดีแล้วในธรรมที่
พระอริยะเจ้าประกาศแล้ว นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์
ที่เหลือด้วยวาจา ด้วยใจและการงาน นรชนเหล่านั้นดำรงอยู่ด้วยดีแล้ว
ในขันติโสรัจจะ และสมาธิ ได้บรรลุถึงธรรมอันเป็นสาระแห่งสุตะ
และปัญญา ฯ
จบกึสีลสูตรที่ ๙
อุฏฐานสูตรที่ ๑๐