พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสงครามครั้งนั้น พวกอสูรชนะ พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดาที่
แพ้ได้พากันหนีไป พวกอสูรลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศอุดร ครั้งนั้นแล พวกเทวดาได้มีความคิด
อย่างนี้ว่า พวกอสูรลุกไล่ติดตามมาจำเราจะทำสงครามกับพวกอสูรครั้งที่ ๒ อีก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ พวกเทวดาก็ทำสงครามกับพวกอสูรอีก พวกอสูรชนะ
พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดาที่แพ้ได้พากันหนีไป พวกอสูรลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศอุดร
ครั้งนั้นแล พวกเทวดาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พวกอสูรลุกไล่ติดตามมา จำเราจะทำสงครามกับพวก
อสูรครั้งที่ ๓ อีก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ พวกเทวดาทำสงครามกับพวกอสูรอีก พวกอสูรชนะ
พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดาที่แพ้กลัวพากันหนีเข้าไปในเทพบุรีก็แหละพวกเทวดาที่หนีเข้า
ไปเทพบุรี ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ พวกเรามีตนได้ที่พึ่งแล้ว พวกอสูรจะทำอะไรเราไม่ได้
แม้พวกอสูรก็มีความคิดอย่างนี้ว่าบัดนี้ พวกเทวดามีตนได้ที่พึ่งแล้ว พวกเราจะทำอะไรไม่ได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกัน ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็ในสงครามครั้งนั้น พวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ และพวกอสูรที่แพ้ได้กัน
หนีไป พวกเทวดาลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศทักษิณครั้งนั้นแล พวกอสูรได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
พวกเทวดาลุกไล่ติดตามมา จำเราจะทำสงครามกับพวกเทวดาแม้ครั้งที่ ๒ อีก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ พวกอสูรก็ทำความกับพวกเทวดาอีก พวกเทวดาชนะ
พวกอสูรแพ้ และพวกอสูรที่แพ้ได้พากันหนีไป พวกเทวดาลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศทักษิณ
ครั้งนั้นแล พวกอสูรได้มีความคิดอย่างนี้ว่าพวกเทวดาลุกไล่ติดตามมา จำเราจะทำสงครามกับ
พวกเทวดาแม้ครั้งที่ ๓ อีก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ พวกอสูรก็ทำสงครามกับพวกเทวดาอีกพวกเทวดาก็ชนะ
พวกอสูรแพ้ และพวกอสูรที่แพ้ได้พากันหนีเข้าไปยังอสูรบุรีก็แหละพวกอสูรที่พากันหนีเข้าไป
ในอสูรบุรี ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ พวกเรามีตนได้ที่พึ่งแล้ว พวกเทวดาจะทำอะไรเราไม่ได้
แม้พวกเทวดาก็มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ พวกอสูรมีตนเป็นที่พึ่งแล้ว พวกเราทำอะไรไม่ได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล สมัยใด ภิกษุสงัดจากกาม …บรรลุปฐมฌาน …
สมัยนั้น ภิกษุมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ เรามีตนได้ที่พึ่งแล้วมารจะทำอะไรเราไม่ได้ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย แม้มารผู้ลามกก็มีความคิดอย่างนี้ว่าบัดนี้ ภิกษุมีตนได้ที่พึ่งแล้ว เราจะทำอะไรไม่ได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯบรรลุ
จตุตถฌาน ฯลฯ สมัยนั้น ภิกษุมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ เรามีตนได้ที่พึ่งแล้ว มารจะทำอะไร
เราไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้มารผู้ลามกก็มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ภิกษุมีตนได้ที่พึ่งแล้ว
เราจะทำอะไรไม่ได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง บรรลุอากาสา
นัญจายตนฌาน … สมัยนั้น ภิกษุ นี้เรียกว่า ได้ทำมารให้เป็นที่สุดให้ติดตามไม่ได้ ปิดตา
มารสนิท มารมองไม่เห็น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ฯลฯ บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ฯลฯบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน
ฌาน ฯลฯ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะของเธอสิ้นรอบแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา สมัยนั้น
ภิกษุนี้เรียกว่า ได้กระทำมารให้เป็นที่สุด ให้ติดตามไม่ได้ ปิดตามารสนิท มารมองไม่เห็น ฯ
จบสูตรที่ ๘
นาคสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อช้างตัวประเสริฐอยู่ในป่าเที่ยวหากิน ช้าง
พลายบ้าง ช้างพังบ้าง ช้างสะเทิ้นบ้าง ลูกช้างบ้าง เดินไปข้างหน้ากัดปลายหญ้าไว้ด้วน ช้าง
ตัวประเสริฐนั้น ย่อมอิดหนาระอาใจรังเกียจเพราะการกระทำนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อ
ช้างตัวประเสริฐอยู่ในป่าเที่ยวหากิน ช้างพลายบ้าง ช้างพังบ้าง ช้างสะเทิ้นบ้าง ลูกช้างบ้าง กัด
กินกิ่งไม้ที่ช้างตัวประเสริฐหักลงไว้ ช้างตัวประเสริฐนั้น ย่อมอิดหนาระอาใจรังเกียจเพราะการ
กระทำนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อช้างตัวประเสริฐอยู่ในป่าลงสู่สระ ช้างพลายบ้าง
ช้างพังบ้าง ช้างสะเทิ้นบ้าง ลูกช้างบ้าง เดินออกหน้า เอางวงสูบน้ำให้ขุ่น ช้างตัวประเสริฐนั้น
ย่อมอิดหนาระอาใจรังเกียจเพราะการกระทำนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อช้างตัวประเสริฐ
อยู่ในป่าขึ้นจากสระช้างพลายทั้งหลายย่อมเดินเสียดสีกายไป ช้างตัวประเสริฐย่อมอิดหนาระอา
ใจรังเกียจเพราะการกระทำนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ช้างตัวประเสริฐนั้นย่อมมีความคิด
อย่างนี้ว่า บัดนี้ เราเกลื่อนกล่นไปด้วยช้างพลาย ช้างพัง ช้างสะเทิ้นและลูกช้าง เรากินหญ้า
ยอดด้วน กินกิ่งไม้ที่ช้างทั้งหลายกินแล้วๆ ดื่มน้ำที่ขุ่นมัวและเมื่อเราขึ้นจากสระ ช้างพังทั้ง
หลายย่อมเดินเสียดสีกายไป ผิฉะนั้น เราพึงหลีกออกจากโขลงอยู่ตัวเดียวเถิด สมัยต่อมา ช้าง
ตัวประเสริฐนั้น หลีกออกจากโขลงอยู่ตัวเดียว กินหญ้ายอดไม่ด้วน กินกิ่งไม้ที่ไม่มีช้างอื่นเล็ม
ดื่มน้ำที่ไม่ขุ่นมัว เมื่อขึ้นจากสระ ช้างพังก็ไม่เดินเสียดสีกาย สมัยนั้น ช้างตัวประเสริฐย่อมมี
ความคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเกลื่อนกล่นไปด้วยช้างพลาย ช้างพังช้างสะเทิ้น และลูกช้าง
กินหญ้ายอดด้วน กินกิ่งไม้ที่ช้างอื่นเล็มแล้วๆ ดื่มน้ำขุ่นมัว และเมื่อเราขึ้นจากสระ ช้างพังยัง
เดินเสียดสีกายเราไป บัดนี้ เราหลีกออกจากโขลงอยู่ตัวเดียว กินหญ้ายอดไม่ด้วน กินกิ่งไม้ที่
ช้างอื่นไม่เล็ม ดื่มน้ำที่ไม่ขุ่นมัว และเมื่อขึ้นจากสระ ช้างพังก็ไม่เดินเสียดสีกายเราไป ดังนี้
ช้างตัวประเสริฐนั้นเอางวงหักกิ่งไม้มาปัดกาย มีใจชื่นชม บำบัดโรคต่อมคัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใด ภิกษุเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกา พระราชา
มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์สาวกของเดียรถีย์ สมัยนั้น ภิกษุนั้น ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
บัดนี้ เราเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของ
พระราชาเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ผิฉะนั้น เราพึงหลีกออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียว เธอเสพ
เสนาสนะที่สงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอ
อยู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เบื้องหน้า ละอภิชฌาใน
โลกเสีย มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความประทุษร้าย คือ
พยาบาท มีจิตไม่พยาบาทอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย
คือพยาบาท ละถีนมิทธะ ปราศจากความง่วงเหงาหาวนอน มีความสำคัญในแสงสว่างอยู่
มีสติสัมปชัญญะ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ
ในภายใน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะละวิจิกิจฉา ข้ามพ้นวิจิกิจฉา ไม่เคลือบ
แคลงสงสัยในกุศลทั้งหลาย ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา เธอละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ อันเป็น
อุปกิเลสแห่งใจทำปัญญาให้ทุรพลแล้ว สงัดจากกาม … บรรลุปฐมฌาน … เธอมีใจชื่นชม บำบัด
ความระคายใจได้ เธอบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน มีใจชื่นชมบำบัดความ
ระคายใจได้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ฯลฯ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ฯลฯ
บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ฯลฯ บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ฯลฯ บรรลุเนวสัญญานาสัญญา
ยตนฌาน ฯลฯ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะของเธอสิ้นรอบแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
เธอมีใจชื่นชมบำบัดความระคายใจได้ ฯ
จบสูตรที่ ๙
ตปุสสสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชนชาวมัลละ ชื่ออุรุเวลกัปปะ
ในแคว้นมัลละ ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังอุรุเวลกัปปนิคม ครั้นแล้วเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต ตรัส
เรียกท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เธอจงอยู่ในที่นี้ก่อน จนกว่าเราจะไปถึงป่ามหาวันเพื่อผัก
ผ่อนในกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จถึง
ป่ามหาวันประทับพักผ่อนกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ฯ
ครั้งนั้นแล ตปุสสคฤหบดี เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้า
เป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เพลิดเพลินยินดีหมกมุ่นอยู่ในกาม เนกขัมมะไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า
เหล่านั้นเหมือนดังเหว ข้าแต่ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายได้สดับมาดังนี้ว่า จิตของภิกษุหนุ่มๆ
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ย่อมหลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ
เมื่อเธอเหล่านั้นพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล้วนแต่เป็น
วิสภาคกับชนเป็นอันมาก นั้นก็ คือ เนกขัมมะ ฯ
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรคฤหบดี เหตุแห่งถ้อยคำนี้มีอยู่มาเราไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กันเถิด เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจักกราบทูลเนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาค
จักทรงพยากรณ์แก่เราอย่างไร เราจักกระทำอย่างนั้น ตปุสสคฤหบดีรับคำท่านพระอานนท์แล้ว
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์พร้อมด้วยตปุสสคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตปุสสคฤหบดีกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้า
เป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เพลิดเพลินยินดีหมกมุ่นอยู่ในกามเนกขัมมะไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า
เหล่านั้นเหมือนดังเหว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สดับมาดังนี้ว่า จิตของพวกภิกษุ
หนุ่มๆ ในธรรมวินัยนี้ย่อมแล่นไปเลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ
เมื่อเธอเหล่านั้นพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ล้วนแต่เป็น
วิสภาคกับชนเป็นอันมาก นั่นก็ คือ เนกขัมมะ ดังนี้ พระเจ้าข้า ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ดูกร
อานนท์ แม้เมื่อเราเองก่อนแต่การตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดอย่างนี้
ว่า เนกขัมมะเป็นความดี วิเวกเป็นความดี จิตของเรานั้นยังไม่แล่นไป ยังไม่เลื่อมใส ยังไม่
ตั้งมั่นในเนกขัมมะ ยังไม่หลุดพ้นใน เพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นี้สงบ เรานั้น
ได้มีความคิดว่าอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเรา ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส
ไม่ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ไม่หลุดพ้น ใน เพราะเนกขัมมะ เพราะเราเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้น
จึงคิดต่อไปว่าโทษในกามทั้งหลายที่เรายังไม่เห็น และไม่ได้กระทำให้มากอานิสงส์ในเนกขัมมะ
เรายังไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เสพโดยมาก เพราะฉะนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส
ไม่ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ไม่หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้น
ได้มีความคิดว่า ถ้าว่าเราเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว พึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ใน
เนกขัมมะแล้วพึงเสพอานิสงส์นั้นโดยมาก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราจะพึง
แล่นไปพึงเลื่อมใส พึงตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พึงหลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ เมื่อเราพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในกามแล้วได้กระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในเนกขัมมะแล้วเสพโดยมาก จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ
หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เราสงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรมบรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดจากวิเวกอยู่ เมื่ยเรานั้นอยู่
ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน ข้อนั้นเป็นอาพาธของเรา
เปรียบเหมือนความทุกข์ พึงบังเกิดขึ้นแก่คนผู้มีความสุข เพียงเพื่อเบียดเบียนฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้นไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ในทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร ไม่หลุดพ้นใน
เพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เพื่อพิจารณาเห็นว่านั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความ
คิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป … ในเพราะทุติยฌานอันไม่มี
วิตกวิจาร เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในวิตก
เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้
เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป … ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในวิตกแล้วพึงกระทำให้
มาก บรรลุอานิสงส์ในทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจารแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะ
มีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นแล เห็นโทษในวิตก …
เสพโดยมาก ดูกรอานนท์จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร …
เรานั้นบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ ดูกรอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคต
ด้วยวิตก … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราจะพึงมีอุเบกขา มีสติมีสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้
ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ดูกร
อานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่าอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป …
ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า
โทษในปีติ เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในตติยฌานอันไม่มีปีติ เราไม่ได้บรรลุและ
ไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป …ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในปีติแล้วพึงกระทำให้มาก
บรรลุอานิสงส์ในตติยฌานอันไม่มีปีติแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิต
ของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัยต่อมาเรานั้นเห็นโทษในปีติ … เสพโดยมาก ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ … เรานั้นบรรลุตติยฌาน ฯลฯ ดูกร
อานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยปีติ … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุจตุตถฌาน …ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้น ย่อมไม่แล่นไป … ในจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า
นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป … ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
ดูกรอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า โทษในอุเบกขาและสุข เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์
ในจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึง
ไม่แล่นไป … ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้
มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในอุเบกขาและสุขแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ใน
จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุขแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเรา
พึงแล่นไป … ดูกรอานนท์สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอุเบกขาและสุข … เสพโดยมาก ดูกร
อานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข … เรานั้นบรรลุ
จตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วย
อุเบกขา … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา … พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน …
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้น ย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป …ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในรูปฌานทั้งหลาย เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มากอานิสงส์ใน
อากาสานัญจายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเราจึงไม่แล่นไป …
ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่านั่นสงบเรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแล
เราเห็นโทษในรูปฌานทั้งหลายแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในอากาสานัญจายตนฌาน
แล้ว พึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัย
ต่อมา เราเห็นโทษในรูปฌานทั้งหลาย … เสพโดยมาก ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป …ใน
เพราะอากาสานัญจายตนฌาน … เรานั้นแล … บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ฯลฯดูกรอานนท์ เมื่อ
เราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยรูปฌานทั้งหลาย … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา … พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน …
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็น
ว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในอากาสานัญจายตนฌาน เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มากอานิสงส์
ในวิญญาณัญจายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่น
ไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่านั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแล
เราเห็นโทษในอากาสานัญจายตนฌานแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในวิญญาณัญจายตน
ฌานแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์
สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอากาสานัญจายตนฌาน … เสพโดยมาก ดูกรอานนท์ จิตของเราจึง
แล่นไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน … เรานั้นแล … บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน … ดูกร
อานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน …
ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน …
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่อง
ให้จิตของเราไม่แล่นไป …ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกร
อานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในวิญญาณัญจายตนฌาน เราไม่ได้เห็นและไม่ได้ทำให้มาก
อานิสงส์ในอากิญจัญญายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเรา
จึงไม่แล่นไป … ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มี
ความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในวิญญาณัญจายตนฌานแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์
ในอากิญจัญญายตนฌานแล้วพึงเสพโดยมากข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเรา
พึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัยต่อมาเรานั้นเห็นโทษในวิญญาณัญจายตนฌาน … เสพโดยมาก
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน … เรานั้นแล … บรรลุอากิญ
จัญญายตนฌาน … ดูกรอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วย
วิญญาณัญจายตนฌาน … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา … พึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน
ฌาน จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่านั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกร
อานนท์เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในอากิญจัญญายตนฌาน เราไม่ได้เห็นและไม่ได้ทำให้มาก
อานิสงส์ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิต
ของเรา จึงไม่แล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในอากิญจัญญายตนฌานแล้วกระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิต
ของเราพึงแล่นไป… ดูกรอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอากิญจัญญายตนฌาน … เสพโดยมาก
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน …เรานั้นแล
… บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน … ดูกรอานนท์ เมื่อเรานั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา
มนสิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนฌาน … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญา
ยตนฌาน พึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไปไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น
ในสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่าอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป
ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในเนวสัญญานาสัญญายตน
ฌาน เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธ เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้
เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเราจึงไม่แล่นไปไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ
ไม่หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้น
ได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเรา
จะพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส พึงตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงหลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญา
ยตนฌานแล้วทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วเสพโดยมาก ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นแล บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง และอาสวะทั้งหลายของเราได้ถึงความสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ฯ
ดูกรอานนท์ ก็เรายังเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙ประการนี้ โดย
อนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้ไม่ได้เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา
และมนุษย์ เพียงนั้น ดูกรอานนท์ก็เมื่อใดแล เราเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุบุพพวิหารสมาบัติ
๙ ประการนี้ โดยอนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้แล้ว ซึ่ง
อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ก็แหละญาณทัสนะเกิดขึ้นแก่เราว่าเจโตวิมุติของเราไม่กำเริบ
ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรคที่ ๔
________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วิหารสูตรที่ ๑ ๒. วิหารสูตรที่ ๒
๓. นิพพานสูตร ๔. คาวีสูตร
๕. ฌานสูตร ๖. อานันทสูตร
๗. พราหมณสูตร ๘. เทวสูตร
๙. นาคสูตร ๑๐. ตปุสสสูตร ฯ
________
ปัญจาลวรรคที่ ๕
ปัญจาลสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ครั้งนั้นแล
ท่านพระอุทายีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้น
ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่าน
พระอานนท์ว่า ดูกรอาวุโส เทพบุตรชื่อปัญจาลจัณฑะได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า
พระพุทธองค์ใดหลีกออกเร้น ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ
ได้ตรัสรู้ฌานแล้ว พระพุทธองค์นั้นเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง
ได้ทรงรู้แล้วซึ่งโอกาสอันไปแล้วในที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสที่แคบเป็นไฉน ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบเป็น
ไฉน ฯ
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ ๕ ประการนี้ว่าเป็น
ที่แคบ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็น
ที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ
รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ ๕ ประการนี้แล
ว่าเป็นที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อปฐมฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนั้น วิตกวิจารยังไม่ดับไปในปฐมฌานนั้น นี้
ชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระ
ผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อทุติยฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่า
ที่แคบในทุติยฌานนั้น ปีติยังไม่ดับไปในทุติยฌานนี้นี้ชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อตติยฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่า
ที่แคบในตติยฌานนั้น อุเบกขาและสุขยังไม่ดับไปในตติยฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อจตุตถฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไร
ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับไปในจตุตถฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบใน
จตุตถฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ เมื่ออากาสานัญจายตนฌานนั้น
มีอยู่ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญา
ยังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้นนี้ชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโสโดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น วิญญาณัญจายตนสัญญา
ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌานนั้นนี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบแม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนั้น อากิญจัญญายตนสัญญา
ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตน
ฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น เนวสัญญา
นาสัญญายตนสัญญายังไม่ดับไปในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญา
นาสัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกร
อาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ ฯ
จบสูตรที่ ๑
กามเหสสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔๗] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กายสักขีๆ ดังนี้ โดยปริยายเพียง
เท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกายสักขี ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน และอายตนะ
นั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน … ตติยฌาน … จตุตถฌาน …และอายตนะ
นั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนะ … และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการ
ใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโสโดยปริยายแม้เพียง
เท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา และ
อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส
โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แลพระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
จบสูตรที่ ๒
กามเหสสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔๘] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญาๆ ดังนี้
ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานและเธอ
ย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แลพระผู้มีพระภาคตรัสบุคคล
หลุดพ้นด้วยปัญญา ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา และ
เธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัส
บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
จบสูตรที่ ๓
กามเหสสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔๙] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสองๆ ดังนี้
ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน อายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วย
ปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วน
สอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา อายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัด
ด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้น
โดยส่วนสอง ฯ
จบสูตรที่ ๔
สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๕๐] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเองๆ ดังนี้
ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกร
อาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มี พระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๕
สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๕๑] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเองๆ ดังนี้
ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกร
อาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๖
นิพพานสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๕๒] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานๆ ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๗
ปรินิพพานสูตร