[๑๙๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกสัมพีชนบท พร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงพราหมณคามแห่งชนชาวโกศล ชื่ออิจฉานังคละ ได้ยินว่า สมัยนั้น
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละใกล้พราหมณคามชื่ออิจฉานังคละ ฯ
พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละ ได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตร
ทรงผนวชจากศากยะตระกูล เสด็จถึงบ้านอิจฉานังคละ ประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ
ใกล้พราหมณคามชื่ออิจฉานังคละ ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปดังนี้ว่า
แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ ก็การ
ได้เห็นพระอรหันต์เห็นปานฉะนี้ เป็นการดีแล ครั้งนั้น พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้าน
อิจฉานังคละ เมื่อล่วงราตรีนั้นไป พากันถือของเคี้ยวของกินเป็นจำนวนมาก เข้าไปทางไพรสณฑ์
ชื่ออิจฉานังคละ ครั้นแล้วได้ยืนชุมนุมกันส่งเสียงอื้ออึงอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอก ฯ
สมัยนั้น ท่านพระนาคิตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถาม
ท่านพระนาคิตะว่า ดูกรนาคิตะ ก็พวกใครที่ส่งเสียงอื้ออึงอยู่นั้นคล้ายพวกชาวประมงแย่ง
ปลากัน ท่านพระนาคิตะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้าน
อิจฉานังคละเหล่านี้ พากันถือของเคี้ยวของกินเป็นจำนวนมาก มายืนชุมนุมกันอยู่ที่ซุ้มประตู
ด้านนอก เพื่อถวายพระผู้มีพระภาคและพระภิกษุสงฆ์ ฯ
พ. ดูกรนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศก็อย่าติดเรา ดูกรนาคิตะ ผู้ใดแลไม่พึงได้ตาม
ความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบากซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุข
อันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้นชื่อว่าพึงยินดีสุขอันไม่สะอาด สุขในการหลับนอน และสุขที่
อาศัยลาภสักการะและการสรรเสริญ ฯ
น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคทรงรับ ขอพระสุคตจงทรงรับ
บัดนี้เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคจะทรงรับพระผู้มีพระภาคจักเสด็จไปทางใดๆ พราหมณ์ คฤหบดี
ชาวนิคมและชาวชนบท ก็จักหลั่งไหลไปทางนั้นๆเปรียบเหมือนฝนเม็ดใหญ่ตกลงมา น้ำก็
ย่อมไหลไปตามที่ลุ่ม ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคทรงมีศีลและปัญญา ฯ
พ. ดูกรนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศอย่าติดเรา ดูกรนาคิตะ ผู้ใดแลไม่พึงได้ตาม
ความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุข
อันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้นชื่อว่าพึงยินดีความสุขที่ไม่สะอาด สุขในการหลับนอน และสุขที่
อาศัยลาภสักการะและการสรรเสริญ ดูกรนาคิตะ แม้เทวดาบางพวกก็ไม่พึงได้ตามความปรารถนา
ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะสุขอันเกิดแต่วิเวก
สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่
ลำบาก ดูกรนาคิตะ แม้เธอทั้งหลายมาประชุมพร้อมหน้ากัน ประกอบการอยู่ด้วยการคลุกคลีด้วย
หมู่คณะ ย่อมมีความเห็นอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก
ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ
สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก แน่นอน ก็ความ
จริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านี้มาประชุมพร้อมหน้ากัน ประกอบการอยู่ด้วยการคลุกคลีด้วย
หมู่คณะอยู่ ดูกรนาคิตะ เราเห็นภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ใช้นิ้วจี้เล่นกระซิกกระซี้กันและ
กันอยู่ เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก
ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ
สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก แน่นอน ความ
จริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านี้มัวใช้นิ้วจี้เล่นกระซิกกระซี้กันและกันอยู่ ฯ
ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ฉันอาหารเต็มท้องพอความต้องการ
แล้ว มัวประกอบด้วยความสุขในการนอน สุขในการเอน สุขในการหลับอยู่ เรานั้นมีความคิด
อย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนาไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก
ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้
ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก แน่นอน ความจริงเป็นอย่างนั้น
เพราะท่านเหล่านี้ฉันอาหารเต็มท้องพอความต้องการแล้ว มัวประกอบความสุขในการนอน สุขใน
การเอน สุขในการหลับอยู่ ฯ
ดูกรนาคิตะ เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งสมาธิอยู่ที่วิหารใกล้บ้าน เรานั้นมีความคิด
อย่างนี้ว่า บัดนี้ คนวัดหรือสมณุทเทสจักบำรุงท่านผู้นี้ ทำให้เธอไปจากสมาธินั้นเสีย เพราะ
เหตุนั้น เราจึงไม่พอใจด้วยการอยู่ใกล้บ้านของภิกษุนั้น ฯ
ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งโงกง่วงอยู่ในป่า เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
บัดนี้ ท่านผู้นี้พอบรรเทาความลำบากในการนอนหลับนี้ได้แล้วจักกระทำความสำคัญว่าอยู่ในป่า
ไว้ในใจได้ประมาณเท่านี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น ฯ
ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งไม่เป็นสมาธิอยู่ในป่า เรานั้นมีความคิด
อย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้จักตั้งมั่นจิตที่ยังไม่ตั้งมั่น หรือจักตามรักษาจิตที่ตั้งมั่นแล้ว เพราะ
เหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น ฯ
ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือการอยู่ป่านั่งสมาธิอยู่ เรานั้นมีความคิด
อย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้จักเปลื้องจิตที่ยังไม่หลุดพ้น หรือจักตามรักษาจิตที่หลุดพ้นแล้ว เพราะ
เหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น ฯ
ดูกรนาคิตะ สมัยใด เราเดินทางไกลไม่เห็นอะไรๆ ข้างหน้าหรือข้างหลัง สมัยนั้น
เรามีความผาสุก โดยที่สุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ฯ
จบสูตรที่ ๖
ปัตตสูตรที่ ๑