พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีศรัทธาอยู่
เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุ
ทั้งหลาจักเป็นผู้มีหิริ ฯลฯจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ ฯลฯ จักเป็นพหุสูต ฯลฯ จักปรารภความ
เพียร ฯลฯ จักเป็นผู้มีสติ ฯลฯ จักเป็นผู้มีปัญญา เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้
แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้
จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด
ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอนไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯ
จบสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุทั้งหลายจักเจริญสติ
สัมโพชฌงค์อยู่ เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย
เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จัก
เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
จักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อยู่ เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึง
หวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ใน
ภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุ
ทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯ
จบสูตรที่ ๖
สัญญาสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนิจจสัญญา
อยู่เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น
ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนัตตสัญญา ฯลฯ จักเจริญอสุภสัญญา ฯลฯ จักเจริญอาทีนวสัญญา ฯลฯ
จักเจริญปหานสัญญา ฯลฯ จักเจริญวิราคสัญญา ฯลฯ จักเจริญนิโรธสัญญาอยู่ เพียงใด ภิกษุ
ทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ใน
อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุทั้งหลาย ก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง
ความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯลฯ
จบสูตรที่ ๗
เสขสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้
เสขะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ชอบการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็น
ผู้ชอบหลับ ๑ ความเป็นผู้คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑
ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ กิจที่สงฆ์จะพึงทำมีอยู่ในสงฆ์ ภิกษุไม่สำเหนียกในกิจ
นั้นอย่างนี้ว่าก็พระเถระผู้รัตตัญญู บวชมานาน เป็นผู้รับภาระ มีอยู่ในสงฆ์ ท่านเหล่านั้นจะ
รับผิดชอบด้วยกิจนี้ ดังนี้ ต้องขวนขวายด้วยตนเอง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๗ ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่ชอบการงาน ๑ ความ
เป็นผู้ไม่ชอบคุย ๑ความเป็นผู้ไม่ชอบหลับ ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความ
เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ กิจที่สงฆ์จะพึง
ทำมีอยู่ในสงฆ์ ภิกษุสำเหนียกในกิจนั้นอย่างนี้ว่า ก็พระเถระผู้รัตตัญญูบวชมานาน เป็นผู้
รับภาระ มีอยู่ในสงฆ์ ท่านเหล่านั้นจะรับผิดชอบด้วยกิจนั้นดังนี้ ไม่ต้องขวนขวายด้วย
ตนเอง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ฯ
จบสูตรที่ ๘
หานิสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่อุบาสก
๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ละเลยการฟังธรรม ๑ ไม่ศึกษา
ในอธิศีล ๑ ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ทั้งเป็นผู้ใหม่ ทั้งปานกลาง ๑
ตั้งจิตติเตียนคอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ทำสักการะก่อน
ในเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไป
เพื่อความเสื่อมแก่อุบาสกดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความ
ไม่เสื่อมแก่อุบาสก๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกไม่ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ไม่ละเลย
การฟังธรรม ๑ ศึกษาในอธิศีล ๑ มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ทั้งเป็นผู้ใหม่
ทั้งปานกลาง ๑ ไม่ตั้งจิตติเตียน ไม่คอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนา
นี้ ๑ กระทำสักการะก่อนในเขตบุญในศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่อุบาสก ฯ
อุบาสกใดขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุผู้อบรมตน ละเลยการฟัง
อริยธรรม ไม่ศึกษาในอธิศีล มีความไม่เลื่อมใสเจริญยิ่งๆ
ขึ้นไป ในภิกษุทั้งหลาย ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม
แสวงหาเขตบุญอื่นภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะ
ก่อนในเขตบุญภายนอกศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรม
อันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม อันเราแสดงแล้ว ๗ ประการ
นี้แล ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม อุบาสกใดไม่ขาดการเยี่ยม
เยียนภิกษุผู้อบรมตน ไม่ละเลยการฟังอริยธรรม ศึกษาอยู่
ในอธิศีล มีความเลื่อมใสเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในภิกษุทั้งหลาย
ไม่ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม ไม่แสวงหาเขตบุญอื่น
ภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะก่อนในเขตบุญใน
ศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความเสื่อม อันเราแสดงดีแล้ว ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่
เสื่อมจากสัทธรรม ฯ
จบสูตรที่ ๙
วิปัตติสัมภวสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติของอุบาสก ๗ ประการนี้ … สมบัติของอุบาสก ๗
ประการนี้ … ความเสื่อมของอุบาสก ๗ ประการนี้ … ความเจริญของอุบาสก ๗ ประการนี้
๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกไม่ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ไม่ละเลยการฟังสัทธรรม ๑
ศึกษาในอธิศีล ๑ มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่ ทั้งปานกลาง ๑ ไม่
ตั้งจิตติเตียน ไม่คอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ กระทำสักการะ
ก่อนในเขตบุญในศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญของอุบาสก ๗ ประการนี้แล ฯ
อุบาสกใด ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุผู้อบรมตน ละเลยการฟัง
อริยธรรม ไม่ศึกษาในอธิศีล มีความไม่เลื่อมใสเจริญยิ่งๆ
ขึ้นไปในภิกษุทั้งหลาย ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม
แสวงหาเขตบุญอื่นภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะ
ก่อนในเขตบุญภายนอกในศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพ
ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม อันเราแสดงแล้ว ๗ ประการ
นี้แล ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม อุบาสกใดไม่ขาดการเยี่ยม
เยียนภิกษุผู้อบรมตน ไม่ละเลยการฟังอริยธรรม ศึกษาอยู่ใน
อธิศีล มีความเลื่อมใสเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในภิกษุทั้งหลาย
ไม่ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม ไม่แสวงหาเขตบุญอื่น
ภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะก่อนในเขตบุญใน
ศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
เสื่อม อันเราแสดงดีแล้ว ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เสื่อม
จากสัทธรรม
จบสูตรที่ ๑๐
จบวัชชีวรรคที่ ๓
_________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สารันททสูตร ๒. วัสสการสูตร
๓. ภิกขุสูตร ๔. กรรมสูตร
๕. สัทธิยสูตร ๖. โพธิยสูตร
๗. สัญญาสูตร ๘. เสขสูตร
๙. หานิสูตร ๑๐. วิปัตติสัมภวสูตร
_________
เทวตาวรรคที่ ๔
อัปปมาทสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๒๙] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่งมีผิวพรรณงาม ยังพระวิหาร
เชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระ
ศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑
ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑ ความเป็นผู้เคารพใน
ปฏิสันถาร ๑ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ เทวดานั้นกราบทูล
ดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น เทวดานั้นทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา
ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ครั้นล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาค
ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไป เทวดาตนหนึ่งมี
ผิวพรรณงาม ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญธรรม ๗ ประการนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉนคือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑
ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความ
เป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑ ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๑
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้เรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในธรรม
มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ
มีความเพียร มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา มีความ
เคารพในความไม่ประมาท มีความเคารพในปฏิสันถาร
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
จบสูตรที่ ๑
หิรีมาสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่งมีผิวพรรณ
งาม ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความ
เป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้
เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้เคารพในหิริ ๑ ความเป็นผู้เคารพในโอตตัปปะ ๑ ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้
แล้ว ไหว้เรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในธรรม
มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ
มีความเพียร มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา ถึงพร้อม
ด้วยหิริและโอตตัปปะ มีความเคารพ ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควร
เพื่อความเสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
จบสูตรที่ ๓
สุวจสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ
ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่
ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑
ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความ
เป็นผู้ว่าง่าย ๑ความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้น ครั้นกล่าวดังนี้แล้วไหว้เรา กระทำ
ประทักษิณแล้ว หายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในธรรม
มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ
มีความเพียร มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา มีมิตรดีงาม
เป็นผู้ว่าง่าย มีความเคารพ ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความ
เสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
จบสูตรที่ ๓
สุวจสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (เล่ม 23)

[๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ
ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่
ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑
ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความ
เป็นผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อม
เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้เรา
กระทำประทักษิณแล้ว หายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่พระองค์ตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ว่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้เคารพ
ในพระศาสดา ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดาให้เคารพในพระศาสดา
และกล่าวสรรเสริญภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควรตนเอง
เป็นผู้เคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพใน
สิกขา ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิตร
ดีงาม กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีมิตรดีงามชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีมิตรดีงาม ให้เป็นผู้มี
มิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีมิตรดีงาม ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อ
นี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่เรา
กล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ เป็นการดีแล ดูกรสารีบุตรภิกษุในธรรมวินัยนี้
ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา
ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ให้เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา และ
กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีความเคารพในพระศาสดา ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร
ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มี
ความเคารพในสิกขา ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ ฯลฯตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ
ตนเองเป็นผู้มีมิตรดีงาม กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีมิตร
ดีงาม ให้เป็นผู้มีมิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีมิตรดีงาม ตามความเป็นจริง
โดยกาลอันควร ดูกรสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดาร
อย่างนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๔
สขสูตรที่ ๑