พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๐] ครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อโปตลิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง
หนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามโปตลิยปริพาชกว่า ดูกรโปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ มี
ปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควร
ติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร เป็นผู้ไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความจริง
โดยกาลอันควรจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตาม
ความเป็นจริง โดยกาลอันควร ไม่กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอัน
ควรจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดย
กาลอันควรทั้งไม่กล่าวสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง โดยกาลอันควรจำพวก ๑บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ทั้งเป็นผู้
กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควรจำพวก ๑ ดูกรโปตลิยะ บุคคล
๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรโปตลิยะ บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้แล ท่านชอบใจบุคคล
จำพวกไหนว่า เป็นผู้งามกว่า และประณีตกว่า โปตลิยปริพาชกกราบทูลว่า ท่านพระโคดมบุคคล
๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวติเตียนบุคคล
ผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร แต่ไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญ
ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควรจำพวก ๑ ฯลฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวติเตียนบุคคล
ผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ทั้งเป็นผู้กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความ
เป็นจริง โดยกาลอันควรจำพวก ๑ บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลกบรรดาบุคคล ๔
จำพวกนี้ ข้าพเจ้าชอบใจบุคคลผู้ไม่กล่าวติเตียน บุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร
และไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง โดยกาลอันควรว่า เป็นผู้งามกว่า และ
ประณีตกว่าบุคคล ๔ จำพวกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีความงาม คือ อุเบกขา ฯ
พ. ดูกรโปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน ฯลฯ
บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้กล่าวติเตียนบุคคลที่ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร
และผู้สรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง โดยกาลอันควรนี้ เป็นผู้งามกว่า และ
ประณีตกว่าบุคคล ๔จำพวกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีความงาม คือ ความเป็นผู้รู้จักกาลใน
อันควรติเตียนและสรรเสริญนั้นๆ ฯ
โป. ท่านพระโคดม บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯลฯท่านพระโคดม
บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ ข้าพเจ้าชอบใจบุคคลที่กล่าวติเตียนบุคคลที่ควรติเตียนตามความเป็นจริง
โดยกาลอันควร และกล่าวสรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง โดยกาลอันควรว่า
เป็นผู้งามกว่า และประณีตกว่าบุคคล ๔ จำพวกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีความงาม คือ
ความเป็นผู้รู้กาลในอันติเตียนและสรรเสริญนั้นๆ ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้า
แต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ใน
เวลามืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม กับทั้งพระธรรม
และภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ
ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบอสุรวรรคที่ ๕
_______
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อสุรสูตร ๒. สมาธิสูตรที่ ๑
๓. สมาธิสูตรที่ ๒ ๔. สมาธิสูตรที่ ๓
๕. ฉลาวาตสูตร ๖. ราคสูตร
๗. นิสันติสูตร ๘. อัตตหิตสูตร
๙. สิกขาสูตร ๑๐. โปตลิยสูตร ฯ
จบทุติยปัณณาสก์
_______
ตติยปัณณาสก์
วลาหกวรรคที่ ๑
วลาหกสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ
บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายวลาหก (เมฆ) ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก
อย่าง ๑ ให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่าง ๑ ไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่าง ๑ คำรามด้วยให้ฝนตกด้วย
อย่าง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก ๔ อย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏ
อยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจวลาหกคำรามไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกให้
ฝนตก แต่ไม่คำรามจำพวก ๑ ดุจวลาหกทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกคำรามด้วย
ให้ฝนตกด้วยจำพวก ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ชอบพูดแต่ไม่ชอบทำ บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก
อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใดเรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ
ฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกให้ฝนตกแต่ไม่คำรามอย่างไร บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เป็นผู้ทำ แต่ไม่ชอบพูด บุคคลเป็นดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย วลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำราม แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุ
ทั้งหลายก็บุคคลเป็นดุจวลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคน
ไม่ชอบพูดทั้งไม่ชอบทำ บุคคลเป็นดุจวลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
วลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล
เป็นดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ชอบพูดด้วยชอบทำ
ด้วยบุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำรามด้วยให้
ฝนตกด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยวลาหก
๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
จบสูตรที่ ๑
วลาหกสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ วลาหกคำราม
แต่ไม่ให้ฝนตกอย่าง ๑ ให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่าง ๑ ทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่าง ๑ คำราม
ด้วยให้ฝนตกด้วยอย่าง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายวลาหก ๔ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือน
กัน บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจวลาหก
คำราม แต่ไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกไม่คำราม แต่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหก
ทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่างไรบุคคลบางคนในโลกนี้ เล่าเรียนธรรม คือ
สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ เขาไม่รู้ทั่วถึงตาม
ความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจวลาหก
คำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด
เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำราม
อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ … เวทัลละ แต่เขารู้ทั่วถึงตามความ
เป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจวลาหกให้
ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกให้ฝนตกแต่ไม่คำราม แม้ฉันใด เรา
กล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลเป็นดุจวลาหกทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ … เวทัลละ ทั้งเขาไม่รู้ทั่วถึงตามความเป็นจริง
ว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจวลาหกทั้งไม่คำรามทั้ง
ไม่ให้ฝนตกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ … เวทัลละ ทั้งเขารู้ทั่วถึงตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วย
อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉัน
นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
จบสูตรที่ ๒
กุมภสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อ ๔ ชนิดนี้ ๔ ชนิดเป็นไฉน คือ หม้อเปล่าปิดชนิด ๑
หม้อเต็มเปิดชนิด ๑ หม้อเปล่าเปิดชนิด ๑ หม้อเต็มปิดชนิด ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อ ๔ ชนิดนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันบุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
๔ จำพวกเป็นไฉน คือบุคคลดุจหม้อเปล่าปิดจำพวก ๑ ดุจหม้อเต็มเปิดจำพวก ๑ ดุจหม้อเปล่า
เปิดจำพวก ๑ ดุจหม้อเต็มปิดจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่าปิดอย่างไร
การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของ
บุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนแต่น่าเลื่อมใส แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่าปิดอย่างนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย หม้อเปล่าปิด แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล
เป็นดุจหม้อเต็มเปิดอย่างไร การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้การเหยียด การทรง
สังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส แต่เขาทราบชัดตามความเป็น
จริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหม้อเต็มเปิด
อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายหม้อเต็มเปิด แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุ
ทั้งหลายก็บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่าเปิดอย่างไร การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้
การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ไม่น่าเลื่อมใส ทั้งเขา
ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่าเปิดอย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อเปล่าเปิด แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคล
นี้เปรียบฉันนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหม้อเต็มปิดอย่างไร การก้าว การถอย การ
เหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้
น่าเลื่อมใส ทั้งเขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธ
คามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหม้อเต็มปิดอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อเต็มปิด แม้ฉันใด
เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏ
อยู่ในโลก ฯ
จบสูตรที่ ๓
อุทกรหทสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ ห้วงน้ำตื้น
เงาลึกอย่าง ๑ ห้วงน้ำลึกเงาตื้นอย่าง ๑ ห้วงน้ำตื้นเงาตื้นอย่าง ๑ห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่าง ๑ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำ ๔ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยห้วง
น้ำ ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึกจำพวก ๑
ดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้นจำพวก ๑ ดุจห้วงน้ำตื้นเงาตื้นจำพวก ๑ ดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกจำพวก ๑ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึกอย่างไร การก้าว การถอยการเหลียว การแล
การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส
แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทา บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำตื้นเงาลึก แม้ฉันใด
เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้นอย่างไร การ
ก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส แต่เขา
ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคล
เป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำลึกเงาตื้น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคล
นี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาตื้นอย่างไร การก้าว ฯลฯการทรง
สังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใสทั้งเขาไม่ทราบชัดตามความ
เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้น
เงาตื้นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายห้วงน้ำตื้นเงาตื้น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตร
และจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส ทั้งเขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาบุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำลึกเงาลึกแม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
จบสูตรที่ ๔
อัมพสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วง ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ มะม่วงดิบ
ผิวสุกอย่าง ๑ มะม่วงสุกผิวดิบอย่าง ๑ มะม่วงดิบผิวดิบอย่าง ๑มะม่วงสุกผิวสุกอย่าง ๑ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย มะม่วง ๔ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วย
มะม่วง ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจมะม่วงดิบผิวสุกจำพวก ๑
ดุจมะม่วงสุกผิวดิบจำพวก ๑ ดุจมะม่วงดิบผิวดิบจำพวก ๑ ดุจมะม่วงสุกผิวสุกจำพวก ๑ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวสุกอย่างไร การก้าวการถอย การเหลียว การแล
การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวรของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส
แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวสุกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วงดิบผิวสุก แม้ฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวดิบอย่างไร การก้าว ฯลฯ
การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส แต่เขาทราบชัดตามความ
เป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุก
ผิวดิบอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วงสุกผิวดิบ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวดิบอย่างไรการก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตร
และจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส ทั้งเขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวดิบอย่าง
นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วงดิบผิวดิบ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวสุกอย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและ
จีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ น่าเลื่อมใส ทั้งเขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกข
สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาบุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวสุกอย่างนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย มะม่วงสุกผิวสุกแม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลกนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๕
มูสิกาสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๖]

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนู ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉนคือ หนูขุดรู
แต่ไม่อยู่จำพวก ๑ อยู่แต่ไม่ขุดรูจำพวก ๑ ไม่ขุดรูไม่อยู่จำพวก ๑ขุดรูด้วยอยู่ด้วยจำพวก ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนู ๔ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยหนู
๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่จำพวก ๑
ดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรูจำพวก ๑ ดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่จำพวก ๑ ดุจหนูขุดรูด้วยอยู่ด้วยจำพวก ๑ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม
คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทานอิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ แต่เขา
ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ แม้ฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรูอย่างไร บุคคลบางคน
ในโลกนี้ (ไม่) เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละแต่เขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ บุคคลเป็นดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรูอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูอยู่แต่ไม่ขุดรู แม้
ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่อย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ เขาไม่ทราบชัดตามความ
เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ บุคคลเป็นดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่อย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูไม่ขุดรู
ไม่อยู่ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูด้วย
อยู่ด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ทั้งทราบชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาบุคคลเป็นดุจหนู
ขุดรูด้วยอยู่ด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูขุดรูด้วยอยู่ด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ
ฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
จบสูตรที่ ๗
พลิพัททสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉนคือ โคเป็นผู้
ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นจำพวก ๑ ข่มเหงโคฝูงอื่นไม่ข่มเหงโคฝูงตนจำพวก ๑
ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ไม่ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น
ด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายโคพลิพัท ๔ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคลเปรียบด้วยโคพลิพัท ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือบุคคลดุจ
โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นจำพวก ๑ ดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหง
โคฝูงตนจำพวก ๑ ดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วยข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ ดุจโคพลิพัท
ไม่ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโค
พลิพัทข่มเหงโคฝูงตนไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ยังบริษัทของตน
ให้หวาดเสียว ไม่ยังบริษัทของบุคคลคนอื่นให้หวาดเสียว บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตน
ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น
แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโค
ฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังบริษัทอื่นให้หวาดเสียว ไม่ยัง
บริษัทของตนให้หวาดเสียว บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตนอย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตนแม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้
เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วยข่มเหงโคฝูงอื่นด้วย
อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังบริษัทของตนและบริษัทของบุคคลอื่นให้หวาดเสียว บุคคล
เป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายโคพลิพัท
ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้ง
หลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตนไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างไร บุคคลบางคนในโลก
นี้ ไม่ยังบริษัทของตนและบริษัทของบุคคลอื่นให้หวาดเสียว บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูง
ตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูง
อื่น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยโคพลิพัท ๔
จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
จบวรรคที่ ๘
รุกขสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (เล่ม 21)

[๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้ ๔ ชนิดเป็นไฉน คือ ต้นไม้กะพี้มีไม้
กะพี้เป็นบริวารชนิด ๑ ต้นไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารชนิด ๑ ต้นไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวารชนิด
๑ ต้นไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารชนิด ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันบุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็น
ไฉน คือบุคคลดุจไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวารจำพวก ๑ ดุจไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารจำพวก ๑
ดุจไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวารจำพวก ๑ ดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็บุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวารอย่างไรบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาป
ธรรม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม บุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวารอย่างนี้
แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบฉันนั้น
ก็บุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาป
ธรรม แต่บริษัทของเขาเป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรมบุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารอย่าง
นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายก็บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวารอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น
ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่บริวารของเขาเป็นคนทุศีล มีบาปธรรม บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้กะพี้
เป็นบริวารอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคล
นี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายก็บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม บุคคล
เป็นดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารแม้
ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกนี้แล
มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
จบสูตรที่ ๙
อาสีวิสสูตร