พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุผู้เถระในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เวลาเช้า
นุ่งผ้าถือเอาบาตรและจีวรเข้าไปสู่บ้านหรือนิคม เพื่อบิณฑบาตพวกเธอย่อมกล่าวธรรมในที่นั้น
คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้เลื่อมใสย่อมกระทำอาการเลื่อมใสแก่พวกเธอ พวกเธอไม่กำหนัด ไม่หมกมุ่น
ไม่พัวพัน มักเห็นโทษมีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก ย่อมบริโภคลาภนั้น ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อ
วรรณและเพื่อกำลังแก่ภิกษุผู้เถระเหล่านั้น พวกเธอย่อมไม่เข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตายซึ่งมี
ข้อนั้นเป็นเหตุ ส่วนพวกภิกษุใหม่ ผู้ตามสำเหนียกภิกษุผู้เถระเหล่านั้นนั่นเทียว เวลาเช้า นุ่ง
ผ้าถือเอาบาตรและจีวรเข้าไปสู่บ้านหรือนิคม เพื่อบิณฑบาตพวกเธอย่อมกล่าวธรรมในที่นั้น
คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้เลื่อมใส ย่อมกระทำอาการเลื่อมใสแก่พวกเธอ พวกเธอกำหนัด หมกมุ่น
พัวพัน มักไม่เห็นโทษ ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก ย่อมบริโภคลาภนั้น ข้อนั้นย่อมไม่เป็น
ไปเพื่อวรรณและเพื่อกำลังแก่พวกเธอ พวกเธอย่อมเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย ซึ่งมีข้อนั้น
เป็นเหตุ เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักไม่กำหนัด ไม่หมกมุ่น
ไม่พัวพัน มักเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภค ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึง
ศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ
จบสูตรที่ ๙
๑๐. วิฬารสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี … สมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเที่ยวในสกุลเกินเวลา ภิกษุทั้งหลายกล่าว
กะเธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ อย่าเข้าไปเที่ยวในสกุลเกินเวลาเลย ภิกษุนั้นถูกพวกภิกษุว่ากล่าว
อยู่ ย่อมไม่พอใจ ลำดับนั้นภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไป
เฝ้าถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นภิกษุเหล่านั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุรูปหนึ่งในพระธรรมวินัยนี้เข้าไปเที่ยวในสกุลเกิน
เวลา ภิกษุทั้งหลายกล่าวกะเธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ อย่าเข้าไปเที่ยวในสกุลเกินเวลาเลย ภิกษุ
นั้นถูกพวกภิกษุว่ากล่าวอยู่ย่อมไม่พอใจ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีแมวได้ยืนคอย
จับลูกหนูอยู่ในที่กองหยักเยื่อที่ทางระบายคูถโคในบ้าน ระหว่างที่ต่อเรือนสองหลัง ด้วยคิดว่า
ลูกหนูจักไปหาเหยื่อในที่ใด เราจักจับมันกินเสียในที่นั้น ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ลูกหนูได้
ออกไปหาเหยื่อ แมวจับลูกหนูนั้นแล้วรีบกัดกลืนลงไป ลูกหนูนั้นกัดทั้งไส้ใหญ่และไส้น้อยของแมว
นั้น แมวนั้นย่อมเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เวลาเช้า นุ่ง
แล้วถือเอาบาตรและจีวรเข้าไปสู่บ้านหรือนิคม เพื่อบิณฑบาตมีกายวาจาและจิตอันไม่รักษาแล้ว
มีสติไม่เข้าไปตั้งไว้แล้ว มีอินทรีย์อันไม่สำรวมแล้ว เธอเห็นมาตุคามในบ้านหรือนิคมนั้น นุ่งห่ม
ผ้าลับๆ ล่อๆ ความกำหนัดย่อมรบกวนจิตของเธอ เพราะเห็นมาตุคามนุ่งห่มผ้าลับๆ ล่อๆ เธอ
มีจิตอันราคะรบกวน ชื่อว่าย่อมเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย การที่เธอบอกคืนสิกขาเวียนมา
เพื่อหินเพศนั้น ชื่อว่าเป็นความตายในอริยวินัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอต้องอาบัติเศร้าหมอง
อย่างใดอย่างหนึ่ง การปรากฏแห่งการออกจากอาบัติตามที่ต้องนั้น ชื่อว่าเป็นทุกข์ปางตายทีเดียว
เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักมีกายวาจาและจิตอันรักษาแล้ว มีสติเข้า
ไปตั้งไว้แล้ว มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว เข้าไปสู่บ้านหรือนิคม เพื่อบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
๑๑. สิคาลสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอได้ฟังเรื่องของ
สุนัขจิ้งจอกผู้อยู่ในปัจจุสมัยแห่งราตรีแล้วมิใช่หรือ ฯ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ได้ฟังมาแล้ว พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกแก่นี้แล เป็นโรคเรื้อน มันอยากจะไปทางไหนก็
ไปทางนั้น อยากจะยืนที่ไหนๆ ก็ยืนที่นั่น อยากจะนั่งที่ไหนก็นั่งที่นั่น อยากจะนอนที่ไหน
ก็นอนที่นั่น ลมเย็นๆ ย่อมรำเพยให้มัน ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ผู้ปฏิญาณว่าเป็นศากยบุตร
ได้เสวยการได้เฉพาะซึ่งอัตภาพแม้เห็นปานนี้ เป็นการดีนักหนาเพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้
แหละ ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
๑๒. สิคาลสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอได้ฟังเรื่องของสุนัข
จิ้งจอกผู้อยู่ในปัจจุสสมัยแห่งราตรีแล้วมิใช่หรือ ฯ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ได้ฟังแล้ว พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความกตัญญูบางอย่าง ความกตเวทีบางอย่าง พึงมีในสุนัข
จิ้งจอกแก่นั้น แต่ความกตัญญูบางอย่าง ความกตเวทีบางอย่าง ไม่พึงมีในภิกษุบางรูป
ผู้ปฏิญาณว่าเป็นศากยบุตรในธรรมวินัยนี้เลย เพราะเหตุดังนี้นั้นเธอทั้งหลายพึงศึกษา
อย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้กตัญญู เราจักเป็นผู้กตเวที อุปการะแม้น้อยที่บุคคลกระทำ
แล้วในพวกเรา จักไม่เสื่อมหายไป ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้
แหละ ฯ
จบสูตรที่ ๑๒
________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กูฏาคารสูตร ๒. นขสิขสูตร ๓. กุลสูตร
๔. โอกขาสูตร ๕. สัตติสูตร ๖. ธนุคคหสูตร
๗. อาณิสูตร ๘. กลิงครสูตร ๙. นาคสูตร
๑๐. วิฬารสูตร ๑๑. สิคาลสูตรที่ ๑ ๑๒. สิคาลสูตรที่ ๒ ฯ
จบโอปัมมสังยุตต์ที่ ๘
___________
ภิกขุสังยุตต์
๑. โกลิตสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มี
อายุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้รับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๗] ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายความปริวิตกแห่ง
ใจได้บังเกิดขึ้นแก่เรา ผู้เร้นอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า ที่เรียกว่าดุษณีภาพอันประเสริฐ ดุษณีภาพอัน
ประเสริฐ ดังนี้ ดุษณีภาพอันประเสริฐเป็นไฉนดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ความดำริได้มีแก่เราดังนี้ว่า
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เพราะระงับวิตกและวิจารเสียได้ จึงเข้าสู่ทุติยฌาน เป็นความผ่องใสแห่ง
ใจในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่นี้เรียกว่าดุษณี
ภาพอันประเสริฐ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เรานั้น เพราะระงับวิตกและวิจารเสียได้ จึงเข้าสู่
ทุติยฌานเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุข
เกิดแต่สมาธิอยู่ เมื่อเรานั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิตก ย่อมฟุ้ง
ขึ้น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยฤทธิ์ตรัสพระ
พุทธพจน์นี้ว่า โมคคัลลานะๆ ผู้เป็นพราหมณ์อย่าประมาทดุษณีภาพอันประเสริฐ เธอจงรวมจิต
ตั้งไว้ในดุษณีภาพอันประเสริฐ จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในดุษณีภาพอันประเสริฐ จง
ตั้งจิตมั่นไว้ในดุษณีภาพอันประเสริฐ สมัยต่อมาเรานั้น เพราะระงับวิตกและวิจารเสียได้ จึงเข้า
สู่ทุติยฌาน เป็นความผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติ
และสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ก็บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ หมายถึงบุคคลใด พึงกล่าวว่าสาวก
ผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ ได้บรรลุความรู้อันยิ่งใหญ่แล้ว บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ
พึงกล่าวหมายถึงเรานั้นว่า สาวกผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ ได้บรรลุความรู้อันยิ่งใหญ่แล้ว
ดังนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. อุปติสสสูตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (เล่ม 16)

[๖๘๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี … ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลายได้รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ฯ