พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 206 (เล่ม 22)

๖. ทุติยอนายุสสาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้อายุสั้นและอายุยืน สูตรที่ ๒
[๑๒๖] ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุสั้น
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ
๒. ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ
๓. บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก
๔. ทุศีล
๕. มีปาปมิตร(มิตรชั่ว)
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุสั้น
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ
๒. รู้จักประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ
๓. บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย
๔. มีศีล
๕. มีกัลยาณมิตร(มิตรดี)
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน
ทุติยอนายุสสาสูตรที่ ๖ จบ

206
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 207 (เล่ม 22)

๗. วปกาสสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้ควรหลีกออกจากหมู่
[๑๒๗] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ไม่ควรหลีกออก
จากหมู่อยู่ผู้เดียว
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. ไม่สันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้
๒. ไม่สันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้
๓. ไม่สันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้
๔. ไม่สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้
๕. มากด้วยความดำริในกาม
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ควรหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. สันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้
๒. สันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้
๓. สันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้
๔. สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้
๕. มากด้วยความดำริในการออกจากกาม
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบธรรม ๕ ประการนี้แล ควรหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้ดียว
วปกาสสูตรที่ ๗ จบ

207
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 208 (เล่ม 22)

๘. สมณสุขสูตร
ว่าด้วยสุขของสมณะ
[๑๒๘] ภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ของสมณะ ๕ ประการ
ทุกข์ของสมณะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. ไม่สันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้
๒. ไม่สันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้
๓. ไม่สันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้
๔. ไม่สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้
๕. ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
ภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ของสมณะ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย สุขของสมณะ ๕ ประการ
สุขของสมณะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. สันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้
๒. สันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้
๓. สันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้
๔. สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้
๕. ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
ภิกษุทั้งหลาย สุขของสมณะ ๕ ประการนี้แล
สมณสุขสูตรที่ ๘ จบ

208
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 209 (เล่ม 22)

๙. ปริกุปปสูตร
ว่าด้วยบุคคลที่ต้องเดือดร้อน
[๑๒๙] ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๕ จำพวกนี้เป็นผู้ไปอบาย เป็นผู้ไปนรก
เป็นผู้เดือดร้อน เป็นผู้แก้ไขไม่ได้
บุคคล ๕ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้ฆ่ามารดา
๒. บุคคลผู้ฆ่าบิดา
๓. บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์
๔. บุคคลผู้มีจิตคิดประทุษร้ายทำพระโลหิตของตถาคตให้ห้อขึ้น
๕. บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๕ จำพวกนี้แล เป็นผู้ไปอบาย เป็นผู้ไปนรก
เป็นผู้เดือดร้อน เป็นผู้แก้ไขไม่ได้
ปริกุปปสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. พยสนสูตร
ว่าด้วยความวิบัติ
[๑๓๐] ภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๕ ประการนี้
วิบัติ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. วิบัติแห่งญาติ
๒. วิบัติแห่งโภคะ
๓. วิบัติเพราะโรค
๔. วิบัติแห่งศีล
๕. วิบัติแห่งทิฏฐิ
ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว จะไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก เพราะความวิบัติแห่งญาติเป็นเหตุ เพราะความวิบัติแห่งโภคะเป็นเหตุ

209
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 210 (เล่ม 22)

เพราะความวิบัติเพราะโรคเป็นเหตุ แต่สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว จะไปเกิดใน
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความวิบัติแห่งศีลเป็นเหตุ หรือเพราะความวิบัติ
แห่งทิฏฐิเป็นเหตุ
ภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย สมบัติ ๕ ประการนี้
สมบัติ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สมบัติคือญาติ
๒. สมบัติคือโภคะ
๓. สมบัติคือความไม่มีโรค
๔. สมบัติคือศีล
๕. สมบัติคือทิฏฐิ
ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว จะไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
เพราะสมบัติคือญาติเป็นเหตุ เพราะสมบัติคือโภคะเป็นเหตุ เพราะสมบัติคือความไม่
มีโรคเป็นเหตุ แต่สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะ
สมบัติคือศีลเป็นเหตุ หรือเพราะสมบัติคือทิฏฐิเป็นเหตุ
ภิกษุทั้งหลาย สมบัติ ๕ ประการนี้แล
พยสนสูตรที่ ๑๐ จบ
คิลานวรรคที่ ๓ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. คิลานสูตร ๒. สติสุปัฏฐิตสูตร
๓. ปฐมอุปัฏฐากสูตร ๔. ทุติยอุปัฏฐากสูตร
๕. ปฐมอนายุสสาสูตร ๖. ทุติยอนายุสสาสูตร
๗. วปกาสสูตร ๘. สมณสุขสูตร
๙. ปริกุปปสูตร ๑๐. พยสนสูตร

210
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 211 (เล่ม 22)

๔. ราชวรรค
หมวดว่าด้วยพระราชา
๑. ปฐมจักกานุวัตตนสูตร
ว่าด้วยการให้จักรหมุนไป สูตรที่ ๑
[๑๓๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิประกอบ
ด้วยองค์ ๕ ประการ จึงทรงให้จักรหมุนไปโดยธรรม๑ เท่านั้น จักรนั้นอันใครๆ ที่เป็น
มนุษย์ เป็นข้าศึก และเป็นสัตว์มีชีวิตให้หมุนกลับไม่ได้
องค์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
พระเจ้าจักรพรรดิในโลกนี้
๑. เป็นผู้รู้ประโยชน์๒
๒. เป็นผู้รู้ธรรม๓
๓. เป็นผู้รู้ประมาณ๔
๔. เป็นผู้รู้กาล๕
๕. เป็นผู้รู้บริษัท๖
เชิงอรรถ :
๑ ทรงให้จักรหมุนไปโดยธรรม หมายถึงอาณาจักรที่พระเจ้าจักรพรรดิทรงปกครองด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการ อันใครๆ จะให้หมุนกลับเป็นอื่นไปไม่ได้ (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔/๘๘, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๐)
๒ เป็นผู้รู้ประโยชน์ หมายถึงทรงครองราชย์ด้วยการทรงบำเพ็ญประโยชน์ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๐,
องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๓๑/๕๓)
๓ เป็นผู้รู้ธรรม หมายถึงทรงรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๐)
๔ เป็นผู้รู้ประมาณ หมายถึงทรงรู้จักประมาณในการลงอาชญาตามสมควรแก่ความผิด หรือในการทำพลีกรรม
(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๐, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๓๑/๕๓)
๕ เป็นผู้รู้กาล หมายถึงทรงรู้กาลที่จะเสวยความสุขในราชสมบัติ กาลเป็นที่วินิจฉัย และกาลที่เสด็จไปยัง
ชนบท (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๐)
๖ เป็นผู้รู้บริษัท คือทรงรู้ว่า “นี้คือขัตติยบริษัท นี้คือพราหมณบริษัท นี้คือเวสสบริษัท นี้คือศุทรบริษัท
และนี้คือสมณบริษัท” (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๐)

211
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 212 (เล่ม 22)

ภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล จึงทรงให้
จักรหมุนไปโดยธรรมเท่านั้น จักรนั้นอันใครๆ ที่เป็นมนุษย์ เป็นข้าศึก และเป็นสัตว์
มีชีวิตให้หมุนกลับไม่ได้
ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จึงทรงให้ธรรมจักรอันยอดเยี่ยมหมุนไปโดยธรรม
เท่านั้น จักรนั้นอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ให้หมุน
กลับไม่ได้
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกนี้
๑. เป็นผู้รู้ประโยชน์๑
๒. เป็นผู้รู้ธรรม๒
๓. เป็นผู้รู้ประมาณ๓
๔. เป็นผู้รู้กาล๔
๕. เป็นผู้รู้บริษัท
ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล จึงทรงให้ธรรมจักรอันยอดเยี่ยมหมุนไปโดยธรรมเท่านั้น จักรนั้นอัน
สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ให้หมุนกลับไม่ได้
ปฐมจักกานุวัตตนสูตรที่ ๑ จบ
เชิงอรรถ :
๑ เป็นผู้รู้ประโยชน์ ในที่นี้หมายถึงทรงรู้ประโยชน์ ๕ ประการ คือ (๑) ประโยชน์ตน (๒) ประโยชน์ผู้อื่น
(๓) ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น (๔) ประโยชน์ในภพนี้ (๕) ประโยชน์ในภพหน้า
(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๑, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๓๑/๕๓)
๒ เป็นผู้รู้ธรรม ในที่นี้หมายถึงทรงรู้ธรรม คือ อริยสัจ ๔ หรือธรรม ๔ ประการ คือ กามาวจรธรรม
รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม และโลกุตตรธรรม (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๑, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๓๑/๕๓)
๓ เป็นผู้รู้ประมาณ ในที่นี้หมายถึงทรงรู้ประมาณในการรับปัจจัย ๔ การบริโภคปัจจัย ๔ การแสวงหาปัจจัย ๔
และการสละปัจจัย ๔ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๑, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๓๑/๕๓)
๔ รู้กาล หมายถึงทรงรู้ว่า “นี้เป็นเวลาหลีกเร้น นี้เป็นเวลาเข้าสมาบัติ นี้เป็นเวลาแสดงธรรม และนี้เป็น
เวลาเที่ยวจาริกในชนบท” (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๑/๕๑)

212
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 213 (เล่ม 22)

๒. ทุติยจักกานุวัตตนสูตร
ว่าด้วยการให้จักรหมุนไป สูตรที่ ๒
[๑๓๒] ภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ประกอบ
ด้วยองค์ ๕ ประการ จึงทรงให้จักรที่พระราชบิดาให้หมุนไปแล้ว ให้หมุนไปโดย
ธรรมเท่านั้น จักรนั้นอันใครๆ ที่เป็นมนุษย์ เป็นข้าศึก และเป็นสัตว์มีชีวิตให้หมุน
กลับไม่ได้
องค์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิในโลกนี้
๑. เป็นผู้รู้ประโยชน์
๒. เป็นผู้รู้ธรรม
๓. เป็นผู้รู้ประมาณ
๔. เป็นผู้รู้กาล
๕. เป็นผู้รู้บริษัท
ภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ประกอบด้วย
องค์ ๕ ประการนี้แล จึงทรงให้จักรที่พระราชบิดาให้หมุนไปแล้ว ให้หมุนไปโดยธรรม
เท่านั้น จักรนั้นอันใครๆ ที่เป็นมนุษย์ เป็นข้าศึก และเป็นสัตว์มีชีวิตให้หมุนกลับ
ไม่ได้
ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
จึงให้ธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่ตถาคตให้หมุนไปแล้ว ให้หมุนไปโดยธรรมเท่านั้น
จักรนั้นอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ให้หมุนกลับไม่ได้
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
สารีบุตรในธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้รู้ประโยชน์
๒. เป็นผู้รู้ธรรม

213
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 214 (เล่ม 22)

๓. เป็นผู้รู้ประมาณ
๔. เป็นผู้รู้กาล
๕. เป็นผู้รู้บริษัท
ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล จึงให้ธรรมจักร
อันยอดเยี่ยมที่ตถาคตให้หมุนไปแล้ว ให้หมุนไปโดยธรรมเท่านั้น จักรนั้นอันสมณะ
พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ให้หมุนกลับไม่ได้
ทุติยจักกานุวัตตนสูตรที่ ๒ จบ
๓. ธัมมราชาสูตร
ว่าด้วยธรรมราชา
[๑๓๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
เป็นธรรมราชา ย่อมไม่ทรงให้จักรที่มิใช่ของพระราชาหมุนไป”
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค
ดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไร เป็นราชาของพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
เป็นธรรมราชา”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ธรรม๑ เป็นราชาของพระเจ้าจักรพรรดิผู้
ทรงธรรม เป็นธรรมราชา” แล้วตรัสต่อไปว่า “พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็น
ธรรมราชาในโลกนี้ ทรงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อม
ธรรม เชิดชูธรรม ยกย่องธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา ป้องกันและ
คุ้มครองชนภายใน๒ โดยธรรม
อีกประการหนึ่ง พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ฯลฯ มีธรรม
เป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา ป้องกัน และคุ้มครองพวกกษัตริย์ผู้ตามเสด็จ กำลังพล
เชิงอรรถ :
๑ ธรรม ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ จัดเป็นราชาของพระเจ้าจักรพรรดิ (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔/๘๗)
๒ ชนภายใน หมายถึงมเหสี พระราชโอรส และพระราชธิดา (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔/๘๘)

214
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 215 (เล่ม 22)

พราหมณ์คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท สมณพราหมณ์ สัตว์จำพวกเนื้อและนก
โดยธรรม พระเจ้าจักรพรรดินั้นแลผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ฯลฯ มีธรรมเป็นใหญ่
ครั้นทรงจัดการรักษา ป้องกัน และคุ้มครองโดยธรรมแล้ว จึงให้จักรหมุนไปโดย
ธรรมเท่านั้น จักรนั้นอันใครๆ ที่เป็นมนุษย์ เป็นข้าศึก และเป็นสัตว์มีชีวิตให้หมุน
กลับไม่ได้
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ทรงธรรม
เป็นธรรมราชา๑ ทรงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม
เชิดชูธรรม ยกย่องธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา ป้องกัน และคุ้มครอง
ภิกษุทั้งหลายโดยธรรมว่า
๑. กายกรรมเช่นนี้ควรประพฤติ กายกรรมเช่นนี้ไม่ควรประพฤติ
๒. วจีกรรมเช่นนี้ควรประพฤติ วจีกรรมเช่นนี้ไม่ควรประพฤติ
๓. มโนกรรมเช่นนี้ควรประพฤติ มโนกรรมเช่นนี้ไม่ควรประพฤติ
๔. อาชีพเช่นนี้ควรประกอบ อาชีพเช่นนี้ไม่ควรประกอบ
๕. บ้านและนิคมเช่นนี้ควรอยู่อาศัย บ้านและนิคมเช่นนี้ไม่ควรอยู่อาศัย
อีกประการหนึ่ง ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงธรรม เป็นธรรม
ราชา ฯลฯ มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา ป้องกัน และคุ้มครองภิกษุณีทั้งหลาย
โดยธรรม … อุบาสกทั้งหลาย … อุบาสิกาทั้งหลายโดยธรรมว่า
๑. กายกรรมเช่นนี้ควรประพฤติ กายกรรมเช่นนี้ไม่ควรประพฤติ
ฯลฯ
๕. บ้านและนิคมเช่นนี้ควรอยู่อาศัย บ้านและนิคมเช่นนี้ไม่ควรอยู่อาศัย
เชิงอรรถ :
๑ ธรรมราชา เป็นพระนามของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึงพระผู้ทรงให้มหาชนยินดีด้วย
โลกุตตรธรรม ๙ ประการ (มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑) (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔/๘๘)

215