พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 577 (เล่ม 19)

ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สัปปุริสสังเสวะ (การคบหาสัตบุรุษ)
๒. สัทธัมมัสสวนะ (การฟังพระสัทธรรม)
๓. โยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยแยบคาย)
๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม)
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป
เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล”
โสตาปัตติผลสูตรที่ ๕ จบ
๖. สกทาคามิผลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล
[๑๐๕๒] “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล
ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง
ฯลฯ
ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล”
สกทาคามิผลสูตรที่ ๖ จบ
๗. อนาคามิผลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล
[๑๐๕๓] … ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล”
อนาคามิผลสูตรที่ ๗ จบ
๘. อรหัตตผลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล
[๑๐๕๔] … ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล”
อรหัตตผลสูตรที่ ๘ จบ

577
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 578 (เล่ม 19)

๙. ปัญญาปฏิลาภสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา
[๑๐๕๕] … ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา”
ปัญญาปฏิลาภสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. ปัญญาวุฑฒิสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา
[๑๐๕๖] … ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา”
ปัญญาวุฑฒิสูตรที่ ๑๐ จบ
๑๑. ปัญญาเวปุลลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา
[๑๐๕๗] … ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา”
ปัญญาเวปุลลสูตรที่ ๑๑ จบ
สัปปัญญวรรคที่ ๖ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สคาถกสูตร ๒. วัสสังวุตถสูตร
๓. ธัมมทินนสูตร ๔. คิลานสูตร
๕. โสตาปัตติผลสูตร ๖. สกทาคามิผลสูตร
๗. อนาคามิผลสูตร ๘. อรหัตตผลสูตร
๙. ปัญญาปฏิลาภสูตร ๑๐. ปัญญาวุฑฒิสูตร
๑๑. ปัญญาเวปุลลสูตร

578
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 579 (เล่ม 19)

๗. มหาปัญญวรรค
หมวดว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญามาก
๑. มหาปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญามาก
[๑๐๕๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้
ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญามาก
ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สัปปุริสสังเสวะ ๒. สัทธัมมัสสวนะ
๓. โยนิโสมนสิการ ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญามาก”
มหาปัญญาสูตรที่ ๑ จบ
๒. ปุถุปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาแน่น
[๑๐๕๙] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาแน่น”
ปุถุปัญญาสูตรที่ ๒ จบ
๓. วิปุลปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาไพบูลย์
[๑๐๖๐] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาไพบูลย์”
วิปุลปัญญาสูตรที่ ๓ จบ

579
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 580 (เล่ม 19)

๔. คัมภีรปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาลึกซึ้ง
[๑๐๖๑] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาลึกซึ้ง”
คัมภีรปัญญาสูตรที่ ๔ จบ
๕. อัปปมัตตปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาหาประมาณมิได้
[๑๐๖๒] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาหาประมาณมิได้”
อัปปมัตตปัญญาสูตรที่ ๕ จบ
๖. ภูริปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาดุจแผ่นดิน
[๑๐๖๓] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาดุจแผ่นดิน”
ภูริปัญญาสูตรที่ ๖ จบ
๗. ปัญญาพาหุลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาหลากหลาย
[๑๐๖๔] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาหลากหลาย”
ปัญญาพาหุลสูตรที่ ๗ จบ
๘. สีฆปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาเร็ว
[๑๐๖๕] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาเร็ว”
สีฆปัญญาสูตรที่ ๘ จบ

580
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 581 (เล่ม 19)

๙. ลหุปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาฉับพลัน
[๑๐๖๖] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาฉับพลัน”
ลหุปัญญาสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. หาสปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาร่าเริง
[๑๐๖๗] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาร่าเริง”
หาสปัญญาสูตรที่ ๑๐ จบ
๑๑. ชวนปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาแล่นไป
[๑๐๖๘] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาแล่นไป”
ชวนปัญญาสูตรที่ ๑๑ จบ
๑๒. ติกขปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญากล้า
[๑๐๖๙] … ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญากล้า”
ติกขปัญญาสูตรที่ ๑๒ จบ
๑๓. นิพเพธิกปัญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาชำแรกกิเลส
[๑๐๗๐] “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาชำแรกกิเลส

581
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 582 (เล่ม 19)

ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สัปปุริสสังเสวะ ๒. สัทธัมมัสสวนะ
๓. โยนิโสมนสิการ ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความมีปัญญาชำแรกกิเลส”
นิพเพธิกปัญญาสูตรที่ ๑๓ จบ
มหาปัญญวรรคที่ ๗ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหาปัญญาสูตร ๒. ปุถุปัญญาสูตร
๓. วิปุลปัญญาสูตร ๔. คัมภีรปัญญาสูตร
๕. อัปปมัตตปัญญาสูตร ๖. ภูริปัญญาสูตร
๗. ปัญญาพาหุลสูตร ๘. สีฆปัญญาสูตร
๙. ลหุปัญญาสูตร ๑๐. หาสปัญญาสูตร
๑๑. ชวนปัญญาสูตร ๑๒. ติกขปัญญาสูตร
๑๓. นิพเพธิกปัญญาสูตร
โสตาปัตติสังยุตที่ ๑๑ จบ

582
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 583 (เล่ม 19)

๑๒. สัจจสังยุต
๑. สมาธิวรรค
หมวดว่าด้วยสมาธิ
๑. สมาธิสูตร
ว่าด้วยสมาธิ
[๑๐๗๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้
มีสมาธิย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
รู้ชัดอะไรตามความเป็นจริง
คือ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) นี้ทุกขนิโรธ
(ความดับทุกข์) นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์)’
เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีสมาธิย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”
สมาธิสูตรที่ ๑ จบ
๒. ปฏิสัลลานสูตร
ว่าด้วยผู้หลีกเร้น
[๑๐๗๒] “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงประกอบความเพียรในการหลีกเร้น
ภิกษุผู้หลีกเร้นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
รู้ชัดอะไรตามความเป็นจริง
คือ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา’

583
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 584 (เล่ม 19)

เธอทั้งหลายจงประกอบความเพียรในการหลีกเร้น ภิกษุผู้หลีกเร้นย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริง
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”
ปฏิสัลลานสูตรที่ ๒ จบ
๓. ปฐมกุลปุตตสูตร
ว่าด้วยกุลบุตร สูตรที่ ๑
[๑๐๗๓] “ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาลได้ออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดได้ออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิตโดยชอบก็เพื่อรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่าใด
เหล่าหนึ่งในอนาคตกาลจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ กุลบุตรเหล่านั้น
ทั้งหมดจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบก็เพื่อรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการ
ตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลย่อมออกจากเรือนบวช
เป็นบรรพชิตโดยชอบ กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดย่อมออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
โดยชอบก็เพื่อรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการตามความเป็นจริง
อริยสัจ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทุกขอริยสัจ ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาลได้ออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิตโดยชอบ ฯลฯ กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาลจักออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ฯลฯ กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลย่อมออก
จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดย่อมออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบก็เพื่อรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการนี้ตามความเป็นจริง
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตามความ
เป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”
ปฐมกุลปุตตสูตรที่ ๓ จบ

584
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 585 (เล่ม 19)

๔. ทุติยกุลปุตตสูตร
ว่าด้วยกุลบุตร สูตรที่ ๒
[๑๐๗๔] “ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาลออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ได้รู้แจ้งตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดได้
รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ จักรู้แจ้งตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่านั้น
ทั้งหมดจักรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ในปัจจุบันกาลออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริง
กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดย่อมรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการตามความเป็นจริง
อริยสัจ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทุกขอริยสัจ ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาลออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ
ได้รู้แจ้งตามความเป็นจริง ฯลฯ กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล ออก
จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ จักรู้แจ้ง ฯลฯ กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งใน
ปัจจุบันกาล ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริง
กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดย่อมรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการนี้ตามความเป็นจริง
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”
ทุติยกุลปุตตสูตรที่ ๔ จบ
๕. ปฐมสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ สูตรที่ ๑
[๑๐๗๕] “ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล
ได้รู้แจ้งตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้รู้แจ้งอริยสัจ ๔

585
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ 586 (เล่ม 19)

ประการตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล
จักรู้แจ้งตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดจักรู้แจ้งอริยสัจ ๔
ประการตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาล
ย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมรู้แจ้งอริยสัจ
๔ ประการตามความเป็นจริง
อริยสัจ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาลได้รู้แจ้งตามความเป็นจริง ฯลฯ
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาลจักรู้แจ้ง ฯลฯ สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริง สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการนี้ตามความเป็นจริง
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้ เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตามความ
เป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”
ปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๕ จบ
๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ สูตรที่ ๒
[๑๐๗๖] “ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล
ได้ประกาศสิ่งที่ตนรู้แจ้งแล้วตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
ทั้งหมดได้ประกาศอริยสัจ ๔ ประการว่าเป็นสิ่งที่ตนรู้แจ้งแล้วตามความเป็นจริง
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาลจักประกาศสิ่งที่ตนรู้แจ้งแล้ว
ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดจักประกาศอริยสัจ ๔
ประการว่าเป็นสิ่งที่ตนรู้แจ้งแล้วตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาล ย่อมประกาศสิ่งที่ตนรู้แจ้งแล้วตามความเป็นจริง สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมประกาศอริยสัจ ๔ ประการว่าเป็นสิ่งที่ตนรู้แจ้ง
แล้วตามความเป็นจริง

586