พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 257 (เล่ม 2)

คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานอยู่”
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าปฐมฌาน
แล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน”
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญใน
ปฐมฌาน” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าทำปฐมฌานให้แจ้ง
แล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกทุติยฌาน – จตุตถฌาน
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าตติยฌาน…จตุตถฌานแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้า
แล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้จตุตถฌาน ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำจตุตถฌานให้
แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกสุญญตวิโมกข์ – อัปปณิหิตสมาธิ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตวิโมกข์ …อัปปณิหิตวิโมกข์ …สุญญตสมาธิ …อนิมิตตสมาธิ
…อัปปณิหิตสมาธิแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้
อัปปณิหิตสมาธิ… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำอัปปณิหิตสมาธิให้แจ้งแล้ว”
ต้องอาบัติปาจิตตีย์

257
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 258 (เล่ม 2)

บอกสุญญตสมาบัติ – อัปปณิหิตสมาบัติ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาบัติ
…อนิมิตตสมาบัติ …อัปปณิหิตสมาบัติแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว…
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาบัติ… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำอัปปณิหิต
สมาบัติให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกวิชชา ๓
คำว่า บอก คือภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าวิชชา ๓ แล้ว…
ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้วิชชา ๓ … ข้าพเจ้าเป็น
ผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำวิชชา ๓ ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกสติปัฏฐาน ๔ – อิทธิบาท ๔
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ
…สัมมัปปธาน ๔ …อิทธิบาท ๔ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว…
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อิทธิบาท ๔ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำอิทธิบาท ๔ ให้
แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกอินทรีย์ ๕ – พละ ๕
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าอินทรีย์ ๕ ฯลฯ
พละ ๕ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้พละ ๕ …
ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำพละ ๕ ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกโพชฌงค์ ๗
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าโพชฌงค์ ๗
แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้โพชฌงค์ ๗ …
ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำโพชฌงค์ ๗ ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์

258
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 259 (เล่ม 2)

บอกอริยมรรคมีองค์ ๘
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าอริยมรรคมี
องค์ ๘ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อริยมรรค
มีองค์ ๘ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้แจ้งแล้ว”
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกโสดาปัตติผล – อรหัตตผล
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าโสดาปัตติผล…
สกทาคามิผล… อนาคามิผล… อรหัตตผลแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้า
แล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อรหัตตผล… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำอรหัตตผล
ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกการสละราคะ โทสะ และโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว”
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกว่าจิตปลอดจากราคะ โทสะ และโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ
ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ” ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์
บอกปฐมฌาน – จตุตถฌานในเรือนว่าง
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน ฯลฯ
ทุติยฌาน… ตติยฌาน… จตุตถฌานในเรือนว่างแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้า
เป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้จตุตถฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำ
จตุตถฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์

259
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 260 (เล่ม 2)

บอกปฐมฌานและทุติยฌาน
[๗๒] คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน
และทุติยฌานแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้
ปฐมฌานและทุติยฌาน… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและ
ทุติยฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและตติยฌาน – จตุตถฌาน
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
ตติยฌาน ฯลฯ ปฐมฌานและจตุตถฌานแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้า
แล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและจตุตถฌาน… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้า
ทำปฐมฌานและจตุตถฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์ – อัปปณิหิตสมาธิ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
สุญญตวิโมกข์ ฯลฯ อนิมิตตวิโมกข์… อัปปณิหิตวิโมกข์… สุญญตสมาธิ…
อนิมิตตสมาธิ… อัปปณิหิตสมาธิแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว…
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิ… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำ
ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและสุญญตสมาบัติ – อัปปณิหิตสมาบัติ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
สุญญตสมาบัติ ฯลฯ อนิมิตตสมาบัติ… อัปปณิหิตสมาบัติแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่…
ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ… ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์

260
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 261 (เล่ม 2)

บอกปฐมฌานและวิชชา ๓
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและวิชชา
๓ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและ
วิชชา ๓ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและวิชชา ๓ ให้แจ้งแล้ว”
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔ – อิทธิบาท ๔
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
สติปัฏฐาน ๔ …สัมมัปปธาน ๔ …อิทธิบาท ๔ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้า
เป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ…
ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ – พละ ๕
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
อินทรีย์ ๕ ฯลฯ พละ ๕ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้า
เป็นผู้ได้ปฐมฌานและพละ ๕ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและ
พละ ๕ ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
โพชฌงค์ ๗ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้
ปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและ
โพชฌงค์ ๗ ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็น

261
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 262 (เล่ม 2)

ผู้ได้ปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำ
ปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌานและโสดาปัตติผล – อรหัตตผล
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและ
โสดาปัตติผล ฯลฯ สกทาคามิผล… อนาคามิผล… อรหัตผลแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่…
ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและอรหัตตผล… ข้าพเจ้าเป็นผู้
ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและอรหัตตผลให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌาน – สละราคะ โทสะ และโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน ข้าพเจ้า
สละราคะ ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะ
ขึ้นแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกปฐมฌาน-จิตปลอดจากราคะ โทสะ และโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว…
ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกทุติยฌานและจตุตถฌาน
[๗๓] คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌาน
และตติยฌาน ทุติยฌานและจตุตถฌานแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว…
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ทุติยฌานและจตุตถฌาน… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำ
ทุติยฌานและจตุตถฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บอกทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและ
สุญญตวิโมกข์แล้ว ฯลฯ และจิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ” ต้องอาบัติปาจิตตีย์

262
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 263 (เล่ม 2)

บอกทุติยฌานและปฐมฌาน
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและ
ปฐมฌานแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้
ทุติยฌานและปฐมฌาน… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ… ข้าพเจ้าทำทุติยฌานและ
ปฐมฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ
(มูลนัยท่านย่อไว้แล้ว)
บอกว่าจิตปลอดจากโมหะและปฐมฌาน
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
และข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว… ข้าพเจ้าเข้าอยู่… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว… จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ
จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำปฐมฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ ฯลฯ
บอกว่าจิตปลอดจากโมหะและโทสะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “จิตของข้าพเจ้าปลอดจาก
โมหะและจิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ” ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ
บอกปฐมฌาน – จิตปลอดจากราคะ โทสะ และโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน ทุติย
ฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ
อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล
และอรหัตตผล ฯลฯ ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว และสละ คาย
พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์

263
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 264 (เล่ม 2)

วัตตุกามวารกถา
ประสงค์จะบอกปฐมฌาน
[๗๔] คำว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้า
เข้าปฐมฌานแล้ว” แต่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
ประสงค์จะบอกปฐมฌาน – จิตปลอดจากราคะ โทสะ และโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน
แล้ว” แต่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ
สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผลแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ
ราคะแล้ว ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว และข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะ
ขึ้นแล้ว” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
ประสงค์จะบอกทุติยฌาน – จิตปลอดจากโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติย
ฌานแล้ว” แต่กล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
ประสงค์จะบอกทุติยฌาน
คำว่า บอก คือ ภิกษุต้องการจะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติย
ฌานแล้ว” แต่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
(มูลนัยท่านย่อไว้แล้ว)

264
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 265 (เล่ม 2)

ประสงค์จะบอกว่าจิตปลอดจากโมหะ
คำว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ” แต่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
คำว่า บอก คือ ภิกษุต้องการจะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ” แต่กล่าวว่า “จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
ประสงค์จะบอกปฐมฌาน ฯลฯ
คำว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน
ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานแล้ว ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ”
แต่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อ
เขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
ประสงค์จะบอกทุติยฌาน ฯลฯ
คำว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติย
ฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานแล้ว ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ” แต่กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อเขาไม่เข้าใจ
ต้องอาบัติทุกกฏ
บอกว่าภิกษุอื่นเข้าปฐมฌาน
[๗๕] คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหาร
ของท่าน ภิกษุรูปนั้นเข้าปฐมฌานแล้ว… ภิกษุรูปนั้นเข้าอยู่… ภิกษุรูปนั้นเป็น
ผู้เข้าแล้ว… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได้ปฐมฌาน… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ชำนาญ… ภิกษุรูปนั้น
ทำปฐมฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติทุกกฏ

265
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ หน้าที่ 266 (เล่ม 2)

บอกว่าภิกษุอื่นเข้าทุติยฌาน ฯลฯ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของ
ท่าน ภิกษุรูปนั้นเข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน… จตุตถฌานแล้ว… ภิกษุรูปนั้น
เข้าอยู่… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เข้าแล้ว… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได้ทุติยฌาน… ภิกษุรูปนั้น
เป็นผู้ชำนาญ… ภิกษุรูปนั้นทำจตุตถฌานให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติทุกกฏ
บอกว่าภิกษุอื่นเข้าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่าน
ภิกษุรูปนั้นเข้าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิแล้ว …ภิกษุรูปนั้นเข้าอยู่… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เข้าแล้ว…
ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาธิ… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ชำนาญ… ภิกษุรูปนั้นทำ
อัปปณิหิตสมาธิให้แจ้งแล้ว” ต้องอาบัติทุกกฏ
บอกว่าภิกษุอื่นเข้าสุญญตสมาบัติ ฯลฯ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวแก่อนุปสัมบันว่า “ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของ
ท่าน ภิกษุรูปนั้นเข้าสุญญตสมาบัติ ฯลฯ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติแล้ว…
ภิกษุรูปนั้นเข้าอยู่… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เข้าแล้ว… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาบัติ
… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ชำนาญ… ภิกษุรูปนั้นทำอัปปณิหิตสมาบัติให้แจ้งแล้ว” ต้อง
อาบัติทุกกฏ
บอกว่าภิกษุอื่นเข้าวิชชา ๓ ฯลฯ
คำว่า บอก คือ ภิกษุกล่าวอวดอนุปสัมบันว่า “ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของ
ท่าน ภิกษุรูปนั้นเข้าวิชชา ๓ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผล และอรหัตตผลแล้ว… ภิกษุรูปนั้นเข้าอยู่… ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เข้าแล้ว…
ภิกษุรูปนั้นสละราคะแล้ว ภิกษุรูปนั้นสละโทสะแล้ว ภิกษุรูปนั้นสละ คาย พ้น ละ
สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว จิตของภิกษุรูปนั้นปลอดจากราคะ จิตของภิกษุรูปนั้น
ปลอดจากโทสะ จิตของภิกษุรูปนั้นปลอดจากโมหะ” ต้องอาบัติทุกกฏ

266