พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 151 (เล่ม 16)

“เธอเห็นว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมีหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอเห็นว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมีหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอเห็นว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมีหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอเห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมีหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมีหรือ … เพราะผัสสะเป็น
ปัจจัย เวทนาจึงมี … เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี … เพราะสังขารเป็น
ปัจจัย วิญญาณจึงมี … เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี … เพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย นามรูปจึงมี” … เธอเห็นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมีหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอเห็นว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอเห็นว่า เพราะภพดับ ชาติจึงดับหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ … เพราะตัณหาดับ
อุปาทานจึงดับ … เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ … เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ …
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ … เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ … เพราะ
วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ … เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ … เพราะอวิชชาดับ
สังขารจึงดับหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

151
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 152 (เล่ม 16)

“สุสิมะ เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือคนเดียวแสดง
เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏก็ได้หรือให้หายไป
ก็ได้ ทะลุฝา ทะลุกำแพง (และ)ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือ
ดำลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำโดยที่น้ำไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดิน
ก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลก
ก็ได้บ้างหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์
ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์บ้างหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมกำหนดรู้จิตของสัตว์และคนอื่นด้วยจิตของตน คือ
จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ฯลฯ จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้นบ้างหรือ”๑
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ฯลฯ
ย่อมระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไป และชีวประวัติอย่างนี้บ้าง
หรือ”๒
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ ฯลฯ ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์
เหนือมนุษย์ รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมอย่างนี้ บ้างหรือ”๓
เชิงอรรถ :
๑๓ ดูความเต็มในข้อ ๗๐ หน้า ๑๔๔๑๔๖ ในเล่มนี้

152
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 153 (เล่ม 16)

“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกต้องอารุปปวิโมกข์๑ อันสงบก้าวล่วงรูปทั้งหลาย
เสียได้ ด้วยนามกายอยู่บ้างหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“สุสิมะ บัดนี้ คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรมเหล่านี้ มีอยู่ในเรื่องนี้ เรื่องนี้
เป็นอย่างไรกันแน่”
ลำดับนั้น ท่านพระสุสิมะได้หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค
ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษได้ตกถึงข้าพระองค์
เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ข้าพระองค์บวชขโมยธรรมในธรรมวินัยที่พระองค์
ตรัสไว้ดีแล้วอย่างนี้ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงรับโทษของข้าพระองค์โดยความ
เป็นโทษ เพื่อความสำรวมต่อไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า’
“สุสิมะ โทษได้ตกถึงเธอ เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา เธอบวชขโมยธรรม
ในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เปรียบเหมือนราชบุรุษทั้งหลายจับโจรผู้
ประพฤติชั่วได้แล้ว จึงทูลแสดงแด่พระราชาว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ประพฤติชั่วต่อ
พระองค์ ขอจงทรงลงพระอาญาตามที่ทรงพระประสงค์แก่โจรผู้นี้เถิด’ พระราชา
รับสั่งราชบุรุษผู้นั้นว่า ‘ท่านทั้งหลายจงไปเอาเชือกที่เหนียวมัดบุรุษนี้ไพล่หลังให้แน่น
แล้วเอามีดโกนโกนศีรษะ แห่ประจานไปตามถนน ตามทางสี่แยก ด้วยลั่นฆ้อง
กลองนำออกไปทางประตูด้านทิศทักษิณ(ทิศใต้) แล้วจงตัดศีรษะทางด้านทิศทักษิณ
ของตัวเมือง ราชบุรุษทั้งหลายก็เอาเชือกที่เหนียวมัดโจรผู้นั้นไพล่หลังให้แน่น
แล้วเอามีดโกนโกนศีรษะ แห่ประจานไปตามถนน ตามทางสี่แยก ด้วยลั่นฆ้องกลอง
นำออกไปทางประตูด้านทิศทักษิณ แล้วตัดศีรษะทางด้านทิศทักษิณของตัวเมือง ฉะนั้น’
เชิงอรรถ :
๑ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ในข้อ ๗๐ หน้า ๑๔๗ ในเล่มนี้

153
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 154 (เล่ม 16)

เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษนั้นพึงเสวยทุกข์และโทมนัส เพราะ
การกระทำความผิดนั้นบ้างหรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“สุสิมะ บุรุษนั้นต้องเสวยทุกข์และโทมนัส เพราะการกระทำความผิดนั้น
นับแต่การบวชของเธอผู้ขโมยธรรมในธรรมวินัยที่ตถาคตกล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ ยังมี
ผลเป็นทุกข์และเผ็ดร้อนกว่าการเสวยทุกข์และโทมนัสนั้น ทั้งยังเป็นไปเพื่อวินิบาต
(ปราศจากความสุข) แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วแสดงคืนตาม
วิธีที่ถูกต้อง เรารับโทษนั้นของเธอ ผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วแสดงคืน
ตามวิธีที่ถูกต้อง ผู้นั้นจะได้สำรวมต่อไป ข้อนี้เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยะ”
สุสิมปริพพาชกสูตรที่ ๑๐ จบ
มหาวรรคที่ ๗ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัสสุตวาสูตร ๒. ทุติยอัสสุตวาสูตร
๓. ปุตตมังสสูตร ๔. อัตถิราคสูตร
๕. นครสูตร ๖. สัมมสสูตร
๗. นฬกลาปิสูตร ๘. โกสัมพิสูตร
๙. อุปยันติสูตร ๑๐. สุสิมปริพพาชกสูตร

154
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 155 (เล่ม 16)

๘. สมณพราหมณวรรค
หมวดว่าด้วยสมณพราหมณ์
๑. ชรามรณสูตร
ว่าด้วยชราและมรณะ
[๗๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-
เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมา
ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาค
จึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดชราและมรณะ
ไม่รู้ชัดความเกิดแห่งชราและมรณะ ไม่รู้ชัดความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้ชัด
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่จัดว่า
เป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่จัดว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ ทั้งท่านเหล่านั้น
ก็ไม่ทำให้แจ้งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ชัดชราและมรณะ ฯลฯ รู้ชัด
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จัดว่าเป็น
สมณะในหมู่สมณะ และจัดว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ ทั้งท่านเหล่านั้นก็ทำให้
แจ้งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญา
อันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน” (สุตตันตะเป็นอย่างเดียว)
ชรามรณสูตรที่ ๑ จบ

155
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 156 (เล่ม 16)

๒๑๑. ชาติสุตตาทิทสกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๑๐ สูตรมีชาติสูตรเป็นต้น
[๗๒] (๒) ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
ฯลฯ ไม่รู้ชัดชาติ ฯลฯ
(๓) ไม่รู้ชัดภพ … สูตรที่ ๓ จบ
(๔) ไม่รู้ชัดอุปาทาน … สูตรที่ ๔ จบ
(๕) ไม่รู้ชัดตัณหา … สูตรที่ ๕ จบ
(๖) ไม่รู้ชัดเวทนา … สูตรที่ ๖ จบ
(๗) ไม่รู้ชัดผัสสะ … สูตรที่ ๗ จบ
(๘) ไม่รู้ชัดสฬายตนะ … สูตรที่ ๘ จบ
(๙) ไม่รู้ชัดนามรูป … สูตรที่ ๙ จบ
(๑๐) ไม่รู้ชัดวิญญาณ … สูตรที่ ๑๐ จบ
(๑๑) สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดสังขารทั้งหลาย ไม่รู้ชัดความ
เกิดแห่งสังขาร ไม่รู้ชัดความดับแห่งสังขาร ไม่รู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร
ฯลฯ ทั้งท่านเหล่านั้นก็ทำให้แจ้ง ฯลฯ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน”
สูตรที่ ๑๑ จบ
สมณพราหมณวรรคที่ ๘ จบ
รวมความที่มีในวรรคนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสปัจจยาการ ๑๑
โดยจำแนกปัจจยาการหนึ่งๆ ตามแบบอริยสัจ ๔
สมณพราหมณวรรคที่ ๘ รวมอยู่ในนิทานสังยุต
รวมวรรคที่มีในสังยุตนี้ คือ
๑. พุทธวรรค ๒. อาหารวรรค
๓. ทสพลวรรค ๔. กฬารขัตติยวรรค
๕. คหปติวรรค ๖. ทุกขวรรค
๗. มหาวรรค ๘. สมณพราหมณวรรค

156
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 157 (เล่ม 16)

๙. อันตรเปยยาล
หมวดว่าด้วยพระสูตรที่มีเนื้อความละไว้ในระหว่าง
๑. สัตถุสูตร
ว่าด้วยศาสดา
[๗๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค …
“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นชราและมรณะตามความเป็นจริง พึงแสวงหา
ศาสดา เพื่อรู้ชราและมรณะตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้เห็นความเกิดแห่งชราและ
มรณะตามความเป็นจริง พึงแสวงหาศาสดา เพื่อรู้ความเกิดแห่งชราและมรณะตาม
ความเป็นจริง เมื่อไม่รู้เห็นความดับแห่งชราและมรณะตามความเป็นจริง พึงแสวงหา
ศาสดา เพื่อรู้ความดับแห่งชราและมรณะตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้เห็นปฏิปทาที่
ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะตามความเป็นจริง พึงแสวงหาศาสดา เพื่อรู้ปฏิปทา
ที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะตามความเป็นจริง” (สุตตันตะเป็นอย่างเดียวกัน)
สัตถุสูตรที่ ๑ จบ
[เนื้อความที่ละไว้ทั้งหมดก็ขยายความเหมือนอย่างนี้]
๒๑๑. ทุติยสัตถุสุตตาทิทสกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๑๐ สูตรมีทุติยสัตถุสูตรเป็นต้น
(๒) “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นชาติตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๒ จบ
(๓) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นภพตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๓ จบ
(๔) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นอุปาทานตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๔ จบ

157
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 158 (เล่ม 16)

(๕) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นตัณหาตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๕ จบ
(๖) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นเวทนาตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๖ จบ
(๗) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นผัสสะตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๗ จบ
(๘) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นสฬายตนะตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๘ จบ
(๙) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นนามรูปตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๙ จบ
(๑๐) “บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นวิญญาณตามความเป็นจริง” …
สูตรที่ ๑๐ จบ
(๑๑) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริง พึง
แสวงหาศาสดา เพื่อรู้สังขารทั้งหลายตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้เห็นความเกิดแห่ง
สังขารตามความเป็นจริง พึงแสวงหาศาสดา เพื่อรู้ความเกิดแห่งสังขารตามความ
เป็นจริง เมื่อไม่รู้เห็นความดับแห่งสังขารตามความเป็นจริง พึงแสวงหาศาสดา
เพื่อรู้ความดับแห่งสังขารตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้เห็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับ
แห่งสังขารตามความเป็นจริง พึงแสวงหาศาสดา เพื่อรู้ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่ง
สังขารตามความเป็นจริง”
สูตรที่ ๑๑ จบ
[บัณฑิตพึงกระทำกิจในอริยสัจ ๔ ทุกๆ สูตร]

158
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 159 (เล่ม 16)

๒๑๒. สิกขาสุตตาทิเปยยาลเอกาทสกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๑๑ สูตรที่ละไว้มีสิกขาสูตรเป็นต้น
(๒) “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้เห็นชราและมรณะตามความเป็นจริง
พึงกระทำการศึกษาเพื่อรู้ชราและมรณะตามความเป็นจริง”
สูตรที่ ๒ จบ
[เนื้อความที่ละไว้บัณฑิตพึงกระทำกิจในอริยสัจ ๔ ทุกๆ สูตร]
(๓) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความเพียร” …
สูตรที่ ๓ จบ
(๔) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความพอใจ” …
สูตรที่ ๔ จบ
(๕) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความอุตสาหะ” …
สูตรที่ ๕ จบ
(๖) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความความเพียรไม่ถอยกลับ” …
สูตรที่ ๖ จบ
(๗) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความเพียรเครื่องเผากิเลส” …
สูตรที่ ๗ จบ
(๘) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความเพียรอย่างกล้าหาญ” …
สูตรที่ ๘ จบ
(๙) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความเพียรติดต่อ” …
สูตรที่ ๙ จบ
(๑๐) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงตั้งสติ” …
สูตรที่ ๑๐ จบ

159
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 160 (เล่ม 16)

(๑๑) “บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงดำรงสัมปชัญญะ” …
สูตรที่ ๑๑ จบ
“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ชราและมรณะ ฯลฯ พึงกระทำความไม่ประมาท” …
สูตรที่ ๑๒ จบ
อันตรเปยยาลที่ ๙ จบ
รวมพระสูตรที่มีในเปยยาลนี้ คือ
๑. สัตถุสูตร ๒. สิกขาสูตร
๓. โยคสูตร ๔. ฉันทสูตร
๕. อุสโสฬหิสูตร ๖. อัปปฏิวานิสูตร
๗. อาตัปปสูตร ๘. วิริยสูตร
๙. สาตัจจสูตร ๑๐. สติสูตร
๑๑. สัมปชัญญสูตร ๑๒. อัปปมาทสูตร
พระสูตรที่มีอันตรเปยยาล จบ
เบื้องต้นพระสูตรมี ๑๒ สูตร รวมทั้งพระสูตรที่ละไว้ในระหว่าง
เข้าเป็น ๑๓๒ สูตร พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วด้วย(จำนวนตามแบบ)อริยสัจ ๔
รวมความในพระสูตรที่ละไว้ในระหว่าง จบ
นิทานสังยุต จบบริบูรณ์

160