[๒๔๗] ๕. เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายของเราผู้ปฏิบัติ
ตามย่อมเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุ
ที่สุดแห่งอภิญญาและอภิญญาบารมี๑ อยู่
อีกประการหนึ่ง เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายของเรา
ผู้ปฏิบัติตามเจริญสัมมัปปธาน ๔ ประการ
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. สร้างฉันทะ๒ พยายาม ปรารภความเพียร๓ ประคองจิต มุ่งมั่น
เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรม๔ ที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น
๒. สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น
เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น
เพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
เชิงอรรถ :
๑ ที่สุดแห่งอภิญญาและอภิญญาบารมี ในที่นี้หมายถึงพระอรหัตตผลอันมีอภิญญาเป็นที่สุด และมี
อภิญญาเป็นบารมี (ม.ม.อ. ๒/๒๔๗/๑๗๗)
๒ สร้างฉันทะ ในที่นี้หมายถึงสร้างความพอใจในกุศลคือความประสงค์จะทำยิ่งขึ้น (ม.ม.อ. ๒/๒๔๗/๑๗๗)
๓ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๒๕ (เสขปฏิปทาสูตร) หน้า ๒๙ ในเล่มนี้
๔ บาปอกุศลธรรม ในที่นี้หมายถึงอาสวะ คือ กามาสวะ (อาสวะคือกาม) (ม.ม.อ. ๒/๒๔๗/๑๘๓)