พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 293 (เล่ม 11)

๓๔
คันถะ๑ (เครื่องร้อยรัด) ๔
๑. อภิชฌากายคันถะ (กายคันถะคืออภิชฌา)
๒. พยาปาทกายคันถะ (กายคันถะคือพยาบาท)
๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ (กายคันถะคือสีลัพพตปรามาส)
๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ (กายคันถะคือความยึดถือว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง)
๓๕
อุปาทาน๒ (ความถือมั่น) ๔
๑. กามุปาทาน (ความถือมั่นในกาม)
๒. ทิฏฐุปาทาน (ความถือมั่นในทิฏฐิ)
๓. สีลัพพตุปาทาน (ความถือมั่นในศีลพรต)
๔. อัตตวาทุปาทาน (ความถือมั่นในวาทะว่ามีอัตตา)
๓๖
โยนิ๓ (กำเนิด) ๔
๑. อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่)
๒. ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์)
๓. สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล)
๔. โอปปาติกโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๗๕/๑๐๒๑๐๓
๒ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๓๘/๕๘๘
๓ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๕๒/๑๕๑

293
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 294 (เล่ม 11)

๓๗
การก้าวลงสู่ครรภ์๑ ๔
๑. สัตว์บางชนิดในโลกนี้ไม่รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา ไม่รู้สึกตัว
ขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา (และ) ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของ
มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๑
๒. สัตว์บางชนิดในโลกนี้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา แต่ไม่รู้สึก
ตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของ
มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๒
๓. สัตว์บางชนิดในโลกนี้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา รู้สึกตัวขณะ
อยู่ในครรภ์ของมารดา แต่ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของมารดา
นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๓
๔. สัตว์บางชนิดในโลกนี้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา รู้สึกตัวขณะ
อยู่ในครรภ์ของมารดา (และ) รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของมารดา
นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๔
๓๘
การได้อัตภาพ๒ ๔
๑. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนดำเนินไป มิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป
๒. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป มิใช่สัญเจตนาของตนดำเนินไป
๓. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนและสัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป
๔. การได้อัตภาพที่มิใช่สัญเจตนาของตนและมิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๑๔๗ หน้า ๑๐๗ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๑/๒๔๐๒๔๑

294
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 295 (เล่ม 11)

๓๙
[๓๑๓] ทักขิณาวิสุทธิ๑ (ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา) ๔
๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ)
๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
๓. ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก
๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก
๔๐
สังคหวัตถุ๒ (ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว) ๔
๑. ทาน (การให้)
๒. เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก)
๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์)
๔. สมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ)
๔๑
อนริยโวหาร(วิธีการพูดของผู้มิใช่อริยะ) ๔
๑. มุสาวาท (พูดเท็จ)
๒. ปิสุณาวาจา (พูดส่อเสียด)
๓. ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ)
๔. สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๘/๑๒๓
๒ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๓๒/๕๑

295
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 296 (เล่ม 11)

๔๒
อริยโวหาร(วิธีการพูดของผู้เป็นอริยะ) ๔
๑. มุสาวาทา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ)
๒. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด)
๓. ผรุสาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ)
๔. สัมผัปปลาปา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ)
๔๓
อนริยโวหาร๑ ๔ อีกนัยหนึ่ง
๑. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าได้เห็น
๒. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง
๓. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ
๔. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้
๔๔
อริยโวหาร๒ ๔ อีกนัยหนึ่ง
๑. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น
๒. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง
๓. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ
๔. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๐/๓๖๘
๒ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๑/๓๖๙

296
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 297 (เล่ม 11)

๔๕
อนริยโวหาร๑ ๔ อีกนัยหนึ่ง
๑. การกล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น
๒. การกล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง
๓. การกล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ
๔. การกล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้
๔๖
อริยโวหาร๒ ๔ อีกนัยหนึ่ง
๑. การกล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น
๒. การกล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าได้ฟัง
๓. การกล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ
๔. การกล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้
๔๗
[๓๑๔] บุคคล๓ ๔
๑. เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน
๒. เป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
๓. เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน
และเป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
๔. เป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน
และเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้
เดือดร้อน เขาผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้
ไม่หิว ดับร้อน เย็นใจ เสวยสุขมีตนอันประเสริฐอยู่ในปัจจุบันเทียว
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๒/๓๖๙
๒ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๓/๓๗๐
๓ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๙๘/๓๐๓, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๗๔๑๗๗/๒๐๖๒๐๙

297
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 298 (เล่ม 11)

๔๘
บุคคล๑ ๔ อีกนัยหนึ่ง
๑. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น
๒. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง
๓. เป็นผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง และไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น
๔. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง และปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น
๔๙
บุคคล๒ ๔ อีกนัยหนึ่ง
๑. ตโม ตมปรายโน (ผู้มืดมา และมืดไป)
๒. ตโม โชติปรายโน (ผู้มืดมา แต่สว่างไป)
๓. โชติ ตมปรายโน (ผู้สว่างมา แต่มืดไป)
๔. โชติ โชติปรายโน (ผู้สว่างมา และสว่างไป)
๕๐
บุคคล๓ ๔ อีกนัยหนึ่ง
๑. สมณอจละ (สมณะผู้ไม่หวั่นไหว)
๒. สมณปทุมะ (สมณะเหมือนดอกปทุม)
๓. สมณปุณฑริกะ (สมณะเหมือนดอกบุณฑริก)
๔. สมเณสุ สมณสุขุมาละ (สมณะผู้ละเอียดอ่อน ในหมู่สมณะ)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙๖/๑๔๕
๒ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘๕/๑๒๙, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๖๘/๒๐๑๒๐๒
๓ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘๗/๑๓๒

298
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 299 (เล่ม 11)

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๔ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว
พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้
ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุข
แก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย
สังคีติหมวด ๔ จบ
ภาณวารที่ ๑ จบ
สังคีติหมวด ๕
[๓๑๕] ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๕ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว
มีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อ
ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ธรรมหมวดละ ๕ ประการ คืออะไร
คือ

ขันธ์๑ ๕
๑. รูปขันธ์ (กองรูป)
๒. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๑/๑

299
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 300 (เล่ม 11)

๓. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา)
๔. สังขารขันธ์ (กองสังขาร)
๕. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ)

อุปาทานขันธ์ (ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น) ๕
๑. รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป)
๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา)
๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา)
๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร)
๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)

กามคุณ๑ ๕
๑. รูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก
ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
๒. เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหู …
๓. กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูก …
๔. รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น …
๕. โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก
ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๖๓/๕๗๒

300
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 301 (เล่ม 11)


คติ๑ (ภพที่สัตว์ไปเกิด) ๕
๑. นิรยะ (นรก)
๒. ติรัจฉานโยนิ (กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน)
๓. เปตติวิสัย (แดนเปรต)
๔. มนุสสะ (มนุษย์)
๕. เทวะ (เทวดา)

มัจฉริยะ๒ (ความตระหนี่) ๕
๑. อาวาสมัจฉริยะ (ความตระหนี่อาวาส)
๒. กุลมัจฉริยะ (ความตระหนี่ตระกูล)
๓. ลาภมัจฉริยะ (ความตระหนี่ลาภ)
๔. วัณณมัจฉริยะ (ความตระหนี่วรรณะ)
๕. ธัมมมัจฉริยะ (ความตระหนี่ธรรม)

นิวรณ์๓ (สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดี) ๕
๑. กามฉันทนิวรณ์ (นิวรณ์คือความพอใจในกาม)
๒. พยาบาทนิวรณ์ (นิวรณ์คือความคิดร้าย)
๓. ถีนมิทธนิวรณ์ (นิวรณ์คือความหดหู่และเซื่องซึม)
๔. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ (นิวรณ์คือความฟุ้งซ่านและร้อนใจ)
๕. วิจิกิจฉานิวรณ์ (นิวรณ์คือความลังเลสงสัย)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๓๙/๔๙๐
๒ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๙๓/๕๖๑
๓ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๕๘/๒๒๓, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๑/๕๙๕

301
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 302 (เล่ม 11)


โอรัมภาคิยสังโยชน์๑ (ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์เบื้องต่ำ) ๕
๑. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน)
๒. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
๓. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต)
๔. กามฉันทะ (ความกำหนัดในกามคุณ)
๕. พยาบาท (ความคิดร้าย)

อุทธัมภาคิยสังโยชน์๒ (ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์เบื้องสูง) ๕
๑. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน)
๒. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน)
๓. มานะ (ความถือตัว)
๔. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)
๕. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง)

สิกขาบท๓ ๕
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์)
๒. อทินนาทานา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่
เจ้าของเขามิได้ให้)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓/๒๑, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๐/๕๙๒
๒ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๐/๕๙๒
๓ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๐๓/๔๔๗

302