พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 503 (เล่ม 8)

สิ่งใดเป็นความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งใดเป็น
ความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก สิ่งใดเป็นความยอมรับว่าดี
แห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม สิ่งใดเป็นความยอม
รับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน สิ่งใดเป็น
ความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต
สิ่งใดเป็นความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส
สิ่งใดเป็นความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของคนที่
เลื่อมใสแล้ว สิ่งใดเป็นความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ
สัทธรรม สิ่งใดเป็นความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย
สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก สิ่งใดเป็นความ
ผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม สิ่งใดเป็นความ
ผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน สิ่งใดเป็น
ความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต สิ่งใด
เป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส สิ่งใดเป็น
ความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของคนที่เลื่อมใสแล้ว สิ่งใด
เป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม สิ่งใดเป็นความ
ผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย
สิ่งใดเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ฯลฯ สิ่งใดเพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มี
ศีลดีงาม ฯลฯ สิ่งใดเพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ฯลฯ สิ่งใด
เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ฯลฯ สิ่งใดเพื่อความเลื่อมใสของ
คนที่ยังไม่เลื่อมใส ฯลฯ สิ่งใดเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของคนที่เลื่อมใสแล้ว ฯลฯ
สิ่งใดเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ฯลฯ สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย สิ่งนั้นเป็น
ความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย สิ่งนั้นเพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์
สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย สิ่งนั้นเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย

503
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 504 (เล่ม 8)

สิ่งนั้นเพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย
สิ่งนั้นเพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย
สิ่งนั้นเพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย
สิ่งนั้นเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย สิ่งนั้นเพื่อ
ความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของคนที่เลื่อมใสแล้ว สิ่งใดเพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย สิ่งนั้นเพื่อ
ความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
อรรถหนึ่งร้อย ธรรมหนึ่งร้อย นิรุตติสองร้อย
ญาณสี่ร้อย มีในอัตถวสปกรณ์
อัตถวสปกรณ์ จบ
มหาวรรค จบ
ห้อข้อประจำเรื่อง
หมวดธรรมเหล่านี้ของภิกษุ ๑๖ ของภิกษุณี ๑๖ คือ
หมวด ๑ ถึงหมวด ๘ ในการถามและปัจจัย และหมวด ๑
ถึงหมวด ๘ ในคำถามและปัจจัยอีก เปยยาล อันตราเภท
และเอกุตตริกะ ปวารณา อัตถวสปกรณ์ สงเคราะห์เข้ามหาวรรค
อัตถวสปกรณ์ จบ

504
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 505 (เล่ม 8)

คาถาสังคณิกะ
ว่าด้วยกลุ่มคาถา
๑. สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท
ว่าด้วยสิกขาบทที่ทรงบัญญัติใน ๗ พระนคร
พระอุบาลีเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา
[๓๓๕] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
“เธอห่มผ้าเฉวียงบ่า ประณมมือ ดูเหมือนมีความมุ่งหวังมา
ณ สถานที่นี้เพื่อประโยชน์อะไร”
ท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า
“สิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ในวินัยทั้งสอง
มาสู่อุทเทสทุกวันอุโบสถนั้นมีเท่าไร ทรงบัญญัติ ณ พระนครกี่นคร”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“ปัญญาของเธอดี เธอสอบถามอย่างแยบคาย
เพราะฉะนั้น เราจักบอกเธอ สมกับที่เธอฉลาดถาม
สิกขาบทที่บัญญัติไว้ในวินัยทั้งสองมาสู่อุทเทสทุกวันอุโบสถนั้น
มี ๓๕๐ สิกขาบท เราบัญญัติ ณ พระนคร ๗ นคร”
พระอุบาลีกราบทูลว่า
“สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ณ พระนคร ๗ นคร
พระนครไหนบ้าง ขอพระองค์ได้โปรดชี้แจงพระนคร ๗ นครนั้น
แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังถ้อยพระดำรัส
ของพระองค์แล้วจะปฏิบัติ
ข้อนั้นจะพึงมีเพื่อความเกื้อกูลแก่ข้าพระพุทธเจ้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“สิกขาบทเหล่านั้น เราบัญญัติ ณ กรุงเวสาลี ณ กรุงราชคฤห์

505
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 506 (เล่ม 8)

ณ กรุงสาวัตถี ณ เมืองอาฬวี ณ กรุงโกสัมพี
ณ แคว้นสักกะ ณ ภัคคชนบท”
สิกขาบทบัญญัติ
พระอุบาลีกราบทูลว่า
“สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ณ กรุงเวสาลีมีเท่าไร
ณ กรุงราชคฤห์มีเท่าไร ณ กรุงสาวัตถีมีเท่าไร
ณ เมืองอาฬวีมีเท่าไร ณ กรุงโกสัมพีมีเท่าไร
ณ แคว้นสักกะมีเท่าไร ณ ภัคคชนบทมีเท่าไร
พระองค์อันข้าพระพุทธเจ้าทูลถามแล้ว ขอได้โปรดตอบข้อนั้น
แก่ข้าพระพุทธเจ้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“สิกขาบทที่บัญญัติ ณ กรุงเวสาลีมี ๑๐ สิกขาบท
ณ กรุงราชคฤห์มี ๒๑ สิกขาบท ณ กรุงสาวัตถี
รวมทั้งหมดมี ๒๙๔ สิกขาบท ณ เมืองอาฬวีมี ๖ สิกขาบท
ณ กรุงโกสัมพีมี ๘ สิกขาบท ณ แคว้นสักกะมี ๘ สิกขาบท
ณ ภัคคชนบทมี ๓ สิกขาบท
เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ ณ กรุงเวสาลี ตามลำดับต่อไป
สิกขาบทว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม สิกขาบทว่าด้วยการพรากกายมนุษย์
สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีจริง
สิกขาบทว่าด้วยทรงอติเรกจีวร
สิกขาบทว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำล้วน
สิกขาบทว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง
สิกขาบทว่าด้วยการฉันปรัมปรโภชนะ
สิกขาบทว่าด้วยการรับประเคนอาหารนอกจากน้ำและไม้ชำระฟัน
สิกขาบทว่าด้วยการให้ของเคี้ยวของฉันแก่อเจลก
ในหมู่ภิกษุณี สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีด่า บริภาษภิกษุ
รวมสิกขาบทที่บัญญัติ ณ กรุงเวสาลี ๑๐ สิกขาบท

506
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 507 (เล่ม 8)

เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์ตามลำดับต่อไป
สิกขาบทว่าด้วยการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในกรุงราชคฤห์
สิกขาบทว่าด้วยใส่ความภิกษุ ๒ สิกขาบท
สิกขาบทว่าด้วยทำลายสงฆ์และประพฤติตาม ๒ สิกขาบท
สิกขาบทว่าด้วยการรับอันตรวาสก(จีวร)
สิกขาบทว่าด้วยแลกเปลี่ยนรูปิยะ
สิกขาบทว่าด้วยการออกปากขอด้าย
สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวให้เพ่งโทษ
สิกขาบทว่าด้วยฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้จัดเตรียม
สิกขาบทว่าด้วยการฉันภัตตาหารในที่พักแรม
สิกขาบทว่าด้วยการฉันคณโภชนะ
สิกขาบทว่าด้วยการฉันโภชนะในเวลาวิกาล
สิกขาบทว่าด้วยการเที่ยวสัญจรไป
สิกขาบทว่าด้วยการสรงน้ำนอกสมัย
สิกขาบทว่าด้วยการอุปสมบทให้บุคคลมีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี
สิกขาบทว่าด้วยการให้จีวร
สิกขาบทว่าด้วยการไม่ห้ามภิกษุณีผู้คอยบงการ
สิกขาบทว่าด้วยการเที่ยวดูมหรสพบนยอดเขา
สิกขาบทว่าด้วยการไม่หลีกจาริกไป(๒ สิกขาบท)
สิกขาบทว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาโดยให้ปริวาสิกฉันทะ
สิกขาบทเหล่านี้บัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์
รวม ๒๑ สิกขาบท
เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ตามลำดับต่อไป
ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๖ อนิยต ๒
นิสสัคคีย์ ๒๔ สิกขาบทที่เรียกว่าขุททกสิกขาบทมี ๑๕๖

507
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 508 (เล่ม 8)

สิกขาบทว่าด้วยการกระทำที่น่าตำหนิ ๑๐ สิกขาบท๑
เสขิยวัตร ๗๒ สิกขาบท
รวมสิกขาบททั้งหมดที่เราบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ๒๙๔ สิกขาบท
เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี ตามลำดับต่อไป
สิกขาบทว่าด้วยการก่อสร้างกุฎี
สิกขาบทว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม
สิกขาบทว่าด้วยนอนร่วมกับอนุปสัมบัน
สิกขาบทว่าด้วยการขุดดิน
สิกขาบทว่าด้วยการพรากภูตคาม
สิกขาบทว่าด้วยการเอาน้ำมีสิ่งมีชีวิตรดหญ้าหรือดิน
รวมสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี ๖ สิกขาบท
เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงโกสัมพี ตามลำดับต่อไป
สิกขาบทว่าด้วยการสร้างวิหารใหญ่
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุเป็นคนว่ายากสอนยาก
สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวกลบเกลื่อน
สิกขาบทว่าด้วยการติดตั้งบานประตู
สิกขาบทว่าด้วยการดื่มสุราและเมรัย
สิกขาบทว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อ ต่อคำตักเตือน
สิกขาบทว่าด้วยกล่าวตักเตือนโดยชอบธรรม
สิกขาบทว่าด้วยการฉันน้ำนมเสียงดังซู้ดๆ รวม ๘ สิกขาบท
เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
(๘ สิกขาบท)ตามลำดับต่อไป
สิกขาบทว่าด้วยการให้ซักขนเจียม
สิกขาบทว่าด้วยบาตรมีรอยซ่อม ๕ แห่ง
สิกขาบทว่าด้วยเข้าไปสั่งสอนภิกษุณีถึงที่อยู่
สิกขาบทว่าด้วยขอเภสัช
เชิงอรรถ :
๑ สิกขาบทว่าด้วยการกระทำที่น่าตำหนิ หมายถึงปาฏิเทสนียะ ๑๐ สิกขาบท คือ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบท
ที่ ๑ ที่ ๓ ของภิกษุ (วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๕๒/๖๒๗, ๕๖๒/๖๓๕) และปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๑๘
ของภิกษุณี (วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๒๒๘/๓๘๕, ๓/๑๒๓๔/๓๘๙)

508
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 509 (เล่ม 8)

สิกขาบทว่าด้วยการทำกล่องเข็ม
สิกขาบทว่าด้วยการอยู่ในเสนาสนะป่า
สิกขาบทว่าด้วยการใช้น้ำชำระ
สิกขาบทว่าด้วยการไม่ไปรับโอวาท เรากล่าวไว้ในหมู่ภิกษุณี
เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ ภัคคชนบท ตามลำดับต่อไป
สิกขาบทว่าด้วยก่อไฟผิง
สิกขาบทว่าด้วยการจับภาชนะน้ำดื่มด้วยมือเปื้อนอามิส
สิกขาบทว่าด้วยการเทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวสุกในละแวกบ้าน
สิกขาบททั้งหลาย คือ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๗
นิสสัคคีย์ ๘ ขุททกะ ๓๒ สิกขาบทที่น่าตำหนิ(ปาฏิเทสนียะ) ๒
เสขิยวัตร ๓ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์
บัญญัติ ณ ๖ พระนคร รวม ๕๖ สิกขาบท
พระโคดมผู้มีพระยศทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
รวมทั้งหมด ๒๙๔ สิกขาบท”
๒. จตุวิบัติ
ว่าด้วยวิบัติ ๔
ทรงพยากรณ์อาบัติหนัก และอาบัติเบา เป็นต้น
[๓๓๖] พระอุบาลีกราบทูลว่า
“ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทูลถามปัญหาข้อใดกับพระองค์
พระองค์ได้ตรัสแก้ปัญหาข้อนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ทูลถามเรื่องใดๆ พระองค์ก็ได้ทรงแก้เฉพาะเรื่องนั้นๆ
โดยมิได้ทรงแก้โดยประการอื่น
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอทูลถามปัญหาข้ออื่นกับพระองค์
ขอพระองค์โปรดตอบปัญหาข้อนั้นต่อไป
คือ อาบัติหนัก อาบัติเบา อาบัติที่มีส่วนเหลือ

509
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 510 (เล่ม 8)

อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ อาบัติชั่วหยาบ อาบัติที่ไม่ชั่วหยาบ
สิกขาบทเป็นยาวตติยกะ สิกขาบททั่วไป สิกขาบทไม่ทั่วไป
สิกขาบทที่จำแนกไว้ระงับด้วยสมถะ ๑
ขอพระองค์ได้โปรดชี้แจงเรื่องนั้นแม้ทั้งหมดเถิด
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะฟังพระดำรัสของพระองค์”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“อาบัติหนักมี ๓๑ ในอาบัติหนักเหล่านั้น
อาบัติไม่มีส่วนเหลือมี ๘ อาบัติหนักจัดเป็นอาบัติชั่วหยาบ
อาบัติชั่วหยาบจัดเป็นสีลวิบัติ
สีลวิบัติ และอาจารวิบัติ
ปาราชิก สังฆาทิเสส เรียกว่า สีลวิบัติ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์
ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต คือ ด่าด้วยประสงค์จะล้อเล่น
อาบัตินี้นั้น รวมเรียกว่า อาจารวิบัติ
ทิฏฐิวิบัติ
บุคคลมีปัญญาเขลาทั้งหลาย ถูกโมหะครอบงำ
ถูกอสัทธรรมรุมล้อม ยึดถือความเห็นวิปริต
กล่าวตู่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้นั้น รวมเรียกว่า ทิฏฐิวิบัติ
อาชีววิบัติ
ภิกษุมีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยากครอบงำ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม
ที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง เพราะเหตุแห่งอาชีวะ๑ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุทำหน้าที่
ชักสื่อ เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุกล่าวว่า ภิกษุรูปใด
เชิงอรรถ :
๑ เพราะเหตุแห่งอาชีวะ คือมุ่งเลี้ยงชีวิต (วิสุทฺธิ.มหา.ฏีกา ๑/๑๑๖/๖๑)

510
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 511 (เล่ม 8)

อยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุรูปนั้น เป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะ
การณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุออกปากขอโภชนะอันประณีตมาเพื่อตนแล้วฉัน เพราะเหตุ
แห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุณีออกปากขอโภชนะอันประณีตมาเพื่อตน
แล้วฉัน เพราะเหตุแห่งอาชีวะ ภิกษุไม่อาพาธออกปากขอแกงหรือข้าวสุกมาเพื่อตน
แล้วฉัน เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะนี้นั้น รวมเรียกว่า อาชีววิบัติ
ยาวตติยกสิกขาบท
ยาวตติยกะ ๑๑ สิกขาบทนั้น
เธอจงฟังตามลำดับต่อไป อุกขิตตานุวัตติกาสิกขาบท๑
ยาวตติยกสังฆาทิเสส ๘ สิกขาบท๒
อริฏฐสิกขาบท จัณฑกาลีสิกขาบท๓
สิกขาบทเหล่านี้นั้น ชื่อว่า ยาวตติยกสิกขาบท”
๓. เฉทนกาทิ
ว่าด้วยเฉทนกสิกขาบท เป็นต้น
ทรงพยากรณ์เฉทนกสิกขาบท และเภทนกสิกขาบท เป็นต้น
[๓๓๗] พระอุบาลีกราบทูลว่า
“สิกขาบทว่าด้วยการตัดมีเท่าไร สิกขาบทว่าด้วยการทำลายมีเท่าไร สิกขาบท
ว่าด้วยการรื้อมีเท่าไร สิกขาบทในปาจิตตีย์ว่าด้วยไม่มีอะไรอื่นมีเท่าไร สิกขาบทว่า
ด้วยการสมมติภิกษุมีเท่าไร สิกขาบทว่าด้วยการทำที่สมควรมีเท่าไร สิกขาบทที่ว่า
ด้วยอย่างยิ่งมีเท่าไร สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์
ทรงบัญญัติว่า ‘รู้อยู่’ มีเท่าไร”
เชิงอรรถ :
๑ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๖๖๘/๑๔
๒ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐๑๑๑๒๑๓ ของภิกษุและสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗๘๙๑๐ ของภิกษุณี
๓ สิกขาบทที่ ๖ แห่งตุวัฏฏวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๙๕๕/๒๒๖

511
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 512 (เล่ม 8)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“สิกขาบทว่าด้วยการตัดมี ๖ สิกขาบทว่าด้วยการทำลายมี ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยการรื้อมี ๑ สิกขาบทในปาจิตตีย์ว่าด้วยไม่มีอะไรอื่นมี ๔ สิกขาบทว่าด้วยการ
สมมติภิกษุมี ๔ สิกขาบทว่าด้วยการกระทำที่สมควรมี ๗ สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่าง
ยิ่งมี ๑๔ สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ทรงบัญญัติว่า
‘รู้อยู่’ มี ๑๖ สิกขาบท”
๔. อสาธารณาทิ
ว่าด้วยอสาธารณสิกขาบท เป็นต้น
จำนวนสิกขาบทของภิกษุ เป็นต้น
[๓๓๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“สิกขาบทของภิกษุมาสู่อุทเทสทุกวันอุโบสถ(ยกขึ้นสวดทุกวันอุโบสถ)
รวม ๒๒๐ สิกขาบท ของภิกษุณีมาสู่อุทเทสทุกวันอุโบสถ
รวม ๓๐๔ สิกขาบท
สิกขาบทของภิกษุที่ไม่ทั่วไปกับภิกษุณี มี ๔๖ สิกขาบท
สิกขาบทของภิกษุณีที่ไม่ทั่วไปกับภิกษุ มี ๑๓๐ สิกขาบท
สิกขาบทของทั้งสองฝ่ายที่ไม่ทั่วไป มี ๑๗๖ สิกขาบท
สิกขาบทของทั้งสองฝ่ายที่ศึกษาร่วมกัน มี ๑๗๔ สิกขาบท๑
ประเภทสิกขาบทของภิกษุ
สิกขาบทของภิกษุ ๒๒๐ สิกขาบท มาสู่อุทเทสทุกวันอุโบสถ
เธอจงฟังสิกขาบทเหล่านั้น ตามลำดับต่อไป
เชิงอรรถ :
๑ พระผู้มีพระภาคทรงวิสัชนาปัญหาที่พระอุบาลีทูลถามในข้อ ๓๓๖ (สาธารณํ อสาธารณํ : สิกขาบททั่วไป
สิกขาบทที่ไม่ทั่วไป วิ.อ. ๓/๓๓๘/๔๘๑)

512