พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 483 (เล่ม 8)

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๗ แม้อื่นอีก เป็นพระวินัยธรได้ คือ
๑. รู้อาบัติ ๒. รู้อนาบัติ
๓. รู้อาบัติเบา ๔. รู้อาบัติหนัก
๕. เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีการสั่งสมสุตะ เธอได้สดับมาก ทรงจำได้
แม่นยำ คล่องปาก ขึ้นใจ รู้ชัดด้วยปัญญาซึ่งธรรมงามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ
พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน
๖. ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตาม
ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
๗. ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะ
สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๗ แม้อื่นอีก เป็นพระวินัยธรได้ คือ
๑. รู้อาบัติ ๒. รู้อนาบัติ
๓. รู้อาบัติเบา ๔. รู้อาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้ง ๒ โดยพิสดารได้ดี จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี
วินิจฉัยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะได้ดี
๖. ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตาม
ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
๗. ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะ
สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๗ แม้อื่นอีก เป็นพระวินัยธรได้ คือ
๑. รู้อาบัติ ๒. รู้อนาบัติ
๓. รู้อาบัติเบา ๔. รู้อาบัติหนัก
๕. ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ๓ ชาติ
บ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง ๓๐

483
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 484 (เล่ม 8)

ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐
ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปบ้าง ตลอดวิวัฏฏ
กัปบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัปบ้าง หลายกัปบ้าง ว่าในภพโน้น
เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูลอย่างนี้ มีวรรณะอย่างนั้นๆ มีอาหาร
เสวยสุขทุกข์ มีกำหนดอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นไปเกิดในภพ
โน้น มีชื่อ มีโคตร มีผิว มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ มีกำหนดอายุ
อย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นมาเกิดในภพนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อน
ได้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะและชีวประวัติด้วยประการฉะนี้
๖. เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ ทั้งชั้นต่ำทั้งชั้นสูง งามและไม่งาม
เกิดดีและไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่ง
หมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์ที่ประกอบด้วยกายทุจริต วจี
ทุจริต มโนทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นผิดและชักชวน
ผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นผิด สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายแล้วไป
บังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบด้วย
กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็น
ชอบ ชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นชอบ สัตว์เหล่านั้นหลังจาก
ตายแล้วไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ
กำลังอุบัติ ทั้งชั้นต่ำทั้งชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและไม่ดี ด้วย
ตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตาม
กรรมด้วยประการฉะนี้
๗. ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะ
สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๗ ย่อมงาม คือ
๑. รู้อาบัติ ๒. รู้อนาบัติ
๓. รู้อาบัติเบา ๔. รู้อาบัติหนัก
๕. มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

484
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 485 (เล่ม 8)

๖. ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตาม
ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
๗. ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะ
สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๗ แม้อื่นอีก ย่อมงาม คือ
๑. รู้อาบัติ ๒. รู้อนาบัติ
๓. รู้อาบัติเบา ๔. รู้อาบัติหนัก
๕. เป็นพหูสูต ฯลฯ บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน
๖. ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตาม
ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
๗. ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะ
อาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๗ แม้อื่นอีก ย่อมงาม คือ
๑. รู้อาบัติ ๒. รู้อนาบัติ
๓. รู้อาบัติเบา ๔. รู้อาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้ง ๒ โดยพิสดารได้ดี จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี
วินิจฉัยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะได้ดี
๖. ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตาม
ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
๗. ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะ
อาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๗ แม้อื่นอีก ย่อมงาม คือ
๑. รู้อาบัติ ๒. รู้อนาบัติ
๓. รู้อาบัติเบา ๔. รู้อาบัติหนัก

485
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 486 (เล่ม 8)

๕. ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ ฯลฯ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลัง
อุบัติ ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและไม่ดีด้วยตาทิพย์
อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ
๖. ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
๗. ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะ
สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
ว่าด้วยอสัทธรรมและสัทธรรม
อสัทธรรมมี ๗ ประการ คือ
๑. ไม่มีศรัทธา ๒. ไม่มีหิริ(ความละอายบาป)
๓. ไม่มีโอตตัปปะ(ความเกรงกลัวบาป)
๔. ได้ยินได้ฟังมาน้อย
๕. เกียจคร้าน ๖. หลงลืมสติ
๗. มีปัญญาเขลา
สัทธรรมมี ๗ ประการ คือ
๑. มีศรัทธา ๒. มีหิริ
๓. มีโอตตัปปะ ๔. เป็นพหูสูต(ได้ยินได้ฟังมามาก)
๕. ปรารภความเพียร ๖. มีสติตั้งมั่น
๗. มีปัญญา
สัตตกวาร จบ
หัวข้อประจำวาร
อาบัติ กองอาบัติ วินีตวัตถุ สามีจิกรรม
ทำตามปฏิญญาไม่ชอบธรรม ทำตามปฏิญญาชอบธรรม
ไปด้วยสัตตาหกรณียะไม่ต้องอาบัติ อานิสงส์การทรงวินัย
สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่ง อรุณขึ้น สิ่งของเป็นนิสสัคคีย์
สมถะ กรรม ข้าวเปลือกดิบ สร้างกุฎีด้านกว้าง
คณโภชนะ เก็บเภสัชไว้ได้เจ็ดวันเป็นอย่างยิ่ง
ภิกษุถือเอาจีวรไป เก็บจีวรแล้วหลีกไป

486
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 487 (เล่ม 8)

ภิกษุไม่เห็นอาบัติ เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ การงดปาติโมกข์
ไม่ชอบธรรม การงดปาติโมกข์ชอบธรรม องค์ของวินัยธร ๔ หมวด
พระวินัยธรงาม ๔ หมวด อสัทธรรม ๗ อย่าง
สัทธรรม ๗ อย่าง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วแล
๘. อัฏฐกวาร
ว่าด้วยหมวด ๘
[๓๒๘] ภิกษุเมื่อพิจารณาเห็นอานิสงส์ ๘ ไม่พึงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุนั้น
เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ภิกษุเมื่อพิจารณาเห็นอานิสงส์ ๘ พึงแสดงอาบัตินั้น
เพราะเชื่อผู้อื่น อาบัติสังฆาทิเสส เป็นยาวตติยกะมี ๘ ประจบตระกูลด้วยอาการ ๘
จีวรเกิดขึ้นมีมาติกา ๘ กฐินเดาะมีมาติกา ๘ น้ำปานะมี ๘ ชนิด พระเทวทัตมีจิต
ถูกอสัทธรรม ๘ อย่างครอบงำย่ำยี จึงไปเกิดในอบาย ตกนรกชั่วกัป แก้ไขไม่ได้
โลกธรรมมี ๘ ครุธรรมมี ๘ อาบัติปาฏิเทสนียะมี ๘ มุสาวาทมี ๘ องค์อุโบสถมี
๘ องค์แห่งทูตมี ๘ วัตรแห่งเดียรถีย์มี ๘ อัจฉริยอัพภูตธรรมในมหาสมุทรมี ๘
อัจฉริยอัพภูตธรรมในพระธรรมวินัยนี้มี ๘ ภัตตาหารที่ไม่เป็นเดนมี ๘ ภัตตาหารที่
เป็นเดนมี ๘ เภสัชเป็นนิสสัคคีย์เมื่อรุ่งอรุณมี ๘ ปาราชิกมี ๘ ภิกษุณีทำวัตถุ
ครบทั้ง ๘ สงฆ์พึงให้นาสนะเสีย ภิกษุณีทำวัตถุครบทั้ง ๘ แม้แสดงอาบัติแล้วก็ไม่
เป็นอันแสดง อุปสมบทมีวาจา ๘ พึงลุกรับภิกษุณี ๘ จำพวก พึงให้อาสนะแก่ภิกษุณี
๘ จำพวก อุบาสิกาขอพร ๘ ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นผู้
สอนภิกษุณี การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๘ สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๘ ภิกษุผู้ถูก
ลงตัสสปาปิยสิกากรรม พึงประพฤติชอบในธรรม ๘ ประการ การงดปาติโมกข์ไม่
ชอบธรรมมี ๘ การงดปาติโมกข์ชอบธรรมมี ๘
อัฏฐกวาร จบ

487
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 488 (เล่ม 8)

หัวข้อประจำวาร
เมื่อเห็นอานิสงส์ไม่ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุนั้น
พึงแสดงอาบัติเพราะเชื่อผู้อื่น อาบัติสังฆาทิเสสเป็นยาวตติยกะ
การประจบตระกูล มาติกา กฐินเดาะ น้ำปานะ อสัทธรรมครอบงำ
โลกธรรม ครุธรรม อาบัติปาฏิเทสนียะ มุสาวาท อุโบสถ องค์แห่งทูต
วัตรแห่งเดียรถีย์ มหาสมุทร อัพภูตธรรมในพระธรรมวินัย
ภัตตาหารไม่เป็นเดน ภัตตาหารเป็นเดน เภสัชเป็นนิสสัคคีย์
ปาราชิก ภิกษุณีทำวัตถุครบทั้ง ๘ แสดงอาบัติแล้วไม่เป็นอันแสดง
อุปสมบท ลุกรับ ให้อาสนะ พร สมมติให้เป็นผู้สอน
อานิสงส์การทรงวินัย สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่ง
ประพฤติชอบในธรรม ๘ การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม
การงดปาติโมกข์ชอบธรรม
หมวด ๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้ดีแล้ว
๙. นวกวาร
ว่าด้วยหมวด ๙
[๓๒๙] อาฆาตวัตถุมี ๙ อุบายกำจัดอาฆาตวัตถุมี ๙ วินีตวัตถุมี ๙ อาบัติ
สังฆาทิเสสเป็นปฐมาปัตติกะมี ๙ สงฆ์แตกกันเพราะภิกษุ ๙ รูป โภชนะอันประณีต
มี ๙ เป็นทุกกฏเพราะมังสะ ๙ ชนิด ปาติโมกขุทเทสมี ๙ สิกขาบทว่าด้วยอย่างยิ่ง
มี ๙ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลมี ๙ มานะมี ๙ จีวรที่ควรอธิษฐานมี ๙ จีวรที่ไม่ควร
วิกัปมี ๙ จีวรขนาดพระสุคตยาว ๙ คืบ การให้ไม่ชอบธรรมมี ๙ การรับไม่ชอบ
ธรรมมี ๙ การบริโภคไม่ชอบธรรมมี ๙ การให้ที่ชอบธรรมมี ๙ การรับที่ชอบธรรม
มี ๙ การบริโภคที่ชอบธรรมมี ๙ ข้อตกลงที่ไม่ชอบธรรมมี ๙ ข้อตกลงที่ชอบธรรม
มี ๙ หลักธรรมหมวด ๙ ในกรรมที่ไม่ชอบธรรมมี ๒ หมวด หลักธรรมหมวด ๙
ในกรรมที่ชอบธรรมมี ๒ หมวด การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรมมี ๙ การงด
ปาติโมกข์ชอบธรรมมี ๙
นวกวาร จบ

488
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 489 (เล่ม 8)

หัวข้อประจำวาร
อาฆาตวัตถุ อุบายกำจัด วินีตวัตถุ อาบัติเป็นปฐมาปัตติกะ
สงฆ์แตกกัน โภชนะอันประณีต มังสะ อุทเทส
สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่ง ตัณหา มานะ อธิษฐาน วิกัป
จีวรขนาดพระสุคต การให้ไม่ชอบธรรม การรับไม่ชอบธรรม
การบริโภคไม่ชอบธรรม การให้รับและบริโภคที่ชอบธรรมอย่างละ ๓
ข้อตกลงที่ไม่ชอบธรรม ข้อตกลงที่ชอบธรรม ๓
ธรรม ๙ หมวด กรรมที่ไม่ชอบธรรม ๒ หมวด
การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม การงดปาฏิโมกข์ชอบธรรม
๑๐. ทสกวาร
ว่าด้วยหมวด ๑๐
[๓๓๐] อาฆาตวัตถุมี ๑๐ อุบายกำจัดอาฆาตวัตถุมี ๑๐ วินีตวัตถุมี ๑๐
มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ สัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมี ๑๐ มิจฉัตตะ
มี ๑๐ สัมมัตตะมี ๑๐ อกุศลกรรมบถมี ๑๐ กุศลกรรมบถมี ๑๐ จับสลาก
ไม่ชอบธรรมมี ๑๐ จับสลากชอบธรรมมี ๑๐ สิกขาบทสำหรับสามเณรมี ๑๐
สามเณรประกอบด้วงองค์ ๑๐ พึงให้นาสนะ
ว่าด้วยองค์ของพระวินัยธร
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ
๑. ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๒. ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น
๓. ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ทั้งไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น
แล้วปรับอาบัติ
๔. ปรับอาบัติโดยไม่ชอบธรรม

489
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 490 (เล่ม 8)

๕. ปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา ๖. ไม่รู้อาบัติ
๗. ไม่รู้มูลของอาบัติ ๘. ไม่รู้เหตุเกิดอาบัติ
๙. ไม่รู้การระงับอาบัติ ๑๐. ไม่รู้ข้อปฏิบัติอันให้ถึงการระงับอาบัติ
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
๑. กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๒. กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น
๓. กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ทั้งกำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น
แล้วปรับอาบัติ
๔. ปรับอาบัติตามธรรม
๕. ปรับอาบัติตามปฏิญญา ๖. รู้อาบัติ
๗. รู้มูลของอาบัติ ๘. รู้เหตุเกิดอาบัติ
๙. รู้การระงับอาบัติ ๑๐. รู้ข้อปฏิบัติอันให้ถึงการระงับอาบัติ
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ แม้อีกอย่าง ก็นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ
๑. ไม่รู้อธิกรณ์ ๒. ไม่รู้มูลของอธิกรณ์
๓. ไม่รู้เหตุเกิดอธิกรณ์ ๔. ไม่รู้การระงับอธิกรณ์
๕. ไม่รู้ข้อปฏิบัติอันให้ถึงการระงับอธิกรณ์
๖. ไม่รู้วัตถุ
๗. ไม่รู้เหตุเค้ามูล ๘. ไม่รู้บัญญัติ
๙. ไม่รู้อนุบัญญัติ ๑๐. ไม่รู้ถ้อยคำแห่งอนุสนธิ
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
๑. รู้อธิกรณ์ ๒. รู้มูลของอธิกรณ์
๓. รู้เหตุเกิดอธิกรณ์ ๔. รู้การระงับอธิกรณ์
๕. รู้ข้อปฏิบัติอันให้ถึงการระงับอธิกรณ์
๖. รู้วัตถุ

490
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 491 (เล่ม 8)

๗. รู้เหตุเค้ามูล ๘. รู้บัญญัติ
๙. รู้อนุบัญญัติ ๑๐. รู้ถ้อยคำแห่งอนุสนธิ
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ ก็นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ
๑. ไม่รู้ญัตติ ๒. ไม่รู้การตั้งญัตติ
๓. ไม่ฉลาดในเบื้องต้น ๔. ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย
๕. ไม่รู้กาล ๖. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ
๗. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๘. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๙. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๑๐. ไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ ไม่ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
๑. รู้ญัตติ ๒. รู้การตั้งญัตติ
๓. ฉลาดในเบื้องต้น ๔. ฉลาดในเบื้องปลาย
๕. รู้กาล ๖. รู้อาบัติและอนาบัติ
๗. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๘. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๙. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๑๐. ยึดถือ ใส่ใจ ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ ก็นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ
๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. จำปาติโมกข์ทั้ง ๒ โดยพิสดารไม่ดี จำแนกไม่ดี
ไม่คล่องแคล่ว วินิจฉัยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะไม่ดี

491
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 492 (เล่ม 8)

๖. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ
๗. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๘. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๙. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๑๐. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
๑. รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. จำปาติโมกข์ทั้ง ๒ โดยพิสดารได้ จำแนกได้ดี
คล่องแคล่วดี วินิจฉัยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะได้ดี
๖. รู้อาบัติและอนาบัติ
๗. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๘. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๙. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๑๐. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ว่าด้วยอุพพาหิกาสมมติ๑ เป็นต้น
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๑๐ สงฆ์พึงแต่งตั้งด้วยอุพพาหิกาวิธี พระตถาคตทรง
อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลาย
การเข้าไปสู่ภายในพระราชฐานมีโทษ ๑๐ ทานวัตถุมี ๑๐ รัตนะมี ๑๐ ภิกษุสงฆ์มี
เชิงอรรถ :
๑ วิธีระงับวิวาทาธิกรณ์ในกรณีที่ประชุมสงฆ์มีความไม่สะดวก สงฆ์จึงเลือกภิกษุบางรูปในที่ประชุมนั้น ตั้งเป็น
คณะแล้วมอบเรื่องให้นำเอาไปวินิจฉัย (ทำนองตั้งคณะกรรมการพิเศษ)

492