พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 433 (เล่ม 8)

ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ
๑. ออกด้วยกาย ๒. ออกด้วยวาจา
ปริวาสมี ๒ อย่าง คือ
๑. ปฏิจฉันนปริวาส ๒. อัปปฏิจฉันนปริวาส
ปริวาสแม้อีก ๒ อย่าง คือ
๑. สุทธันตปริวาส ๒. สโมธานปริวาส
มานัตมี ๒ อย่าง คือ
๑. ปฏิจฉันนมานัต ๒. อัปปฏิจฉันนมานัต
มานัตแม้อีก ๒ อย่าง คือ
๑. ปักขมานัต ๒. สโมธานมานัต
รัตติเฉทของบุคคล ๒ จำพวก คือ
๑. ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๒. ภิกษุผู้ประพฤติมานัต
ว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อ เป็นต้น
ความไม่เอื้อเฟื้อมี ๒ อย่าง คือ
๑. ไม่เอื้อเฟื้อต่อบุคคล ๒. ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรม
เกลือมี ๒ ชนิด คือ
๑. เกลือเกิดจากธรรมชาติ ๒. เกลือเกิดจากน้ำด่าง
เกลือแม้อื่นอีกก็มี ๒ ชนิด คือ
๑. เกลือสมุทร ๒. เกลือดำ
เกลือแม้อื่นอีกก็มี ๒ ชนิด คือ
๑. เกลือสินเธาว์ ๒. เกลือดินโปร่ง
เกลือแม้อื่นอีกก็มี ๒ ชนิด คือ
๑. เกลือโรมกะ ๒. เกลือปักขัลลกะ
การบริโภคมี ๒ อย่าง คือ
๑. การบริโภคภายใน ๒. การบริโภคภายนอก

433
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 434 (เล่ม 8)

คำด่ามี ๒ อย่าง คือ
๑. คำด่าหยาบ ๒. คำด่าสุภาพ
คำส่อเสียดมีด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ
๑. ต้องการให้ผู้อื่นชอบตน ๒. ต้องการให้ผู้อื่นแตกกัน
การฉันคณโภชนะมีด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ
๑. เพราะทายกนิมนต์ ๒. เพราะภิกษุออกปากขอเขา
วันเข้าพรรษามี ๒ วัน คือ
๑. วันเข้าพรรษาต้น ๒. วันเข้าพรรษาหลัง
งดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรมมี ๒ อย่าง งดปาติโมกข์ชอบธรรมมี ๒ อย่าง
ว่าด้วยบุคคลโง่เขลาและบัณฑิต เป็นต้น
บุคคลโง่เขลามี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้รับภาระที่ยังมาไม่ถึง ๒. ผู้ไม่รับภาระที่มาถึงแล้ว
บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้ไม่รับภาระที่ยังมาไม่ถึง ๒. ผู้รับภาระที่มาถึงแล้ว
บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าไม่ควร
บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งที่ไม่ควรว่าไม่ควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าควร
บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญอนาบัติว่าเป็นอาบัติ ๒. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอนาบัติ
บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอาบัติ ๒. ผู้สำคัญอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ
บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นอธรรม

434
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 435 (เล่ม 8)

บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญอธรรมว่าเป็นอธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นธรรม
บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นสิ่งมิใช่วินัย
บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่า ๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นวินัยเป็นสิ่งมิใช่วินัย
ว่าด้วยอาสวะ
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ
๒. ผู้ไม่ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติรังเกียจ
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้ไม่ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ
๒. ผู้ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติรังเกียจ
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งไม่ควรว่าควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าไม่ควร
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งไม่ควรว่าไม่ควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าควร
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญอนาบัติว่าต้องอาบัติ ๒. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอนาบัติ
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ ๒. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอาบัติ
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ จำพวก คือ
๑. ผู้สำคัญอธรรมว่าเป็นธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นอธรรม

435
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 436 (เล่ม 8)

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ
๑. ผู้สำคัญอธรรมว่าเป็นอธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นธรรม
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย
๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นสิ่งมิใช่วินัย
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ
๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นสิ่งมิใช่วินัย
๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นวินัย
ทุกวาร จบ
หัวข้อประจำวาร
อาบัติที่เป็นสัญญา อาบัติของผู้ได้สมาบัติ
อาบัติที่เกี่ยวด้วยสัทธรรม เกี่ยวด้วยบริขาร เกี่ยวด้วยบุคคล
อาบัติที่ต้องเพราะเรื่องจริง เพราะแผ่นดิน เพราะการออกไป
เพราะการถือเอา เพราะการสมาทาน เพราะการทำ เพราะการให้
เพราะการรับ เพราะการบริโภค อาบัติที่ต้องในกลางคืน
ที่ต้องเพราะอรุณขึ้น ที่ต้องเพราะการตัด
ที่ต้องเพราะการปกปิด ที่ต้องเพราะการทรงไว้
อุโบสถ ปวารณา กรรม กรรมอีกอย่าง วัตถุ วัตถุอีกอย่าง โทษ
โทษอีกอย่าง สมบัติ ๒ หมวด นานาสังวาส สมานสังวาส ปาราชิก
สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต
อาบัติ ๗ กองอาบัติ ๗ สงฆ์แตกกัน อุปสมบท
อุปสมบทอีกสอง ไม่อาศัยอยู่ ไม่ให้นิสัย อภัพบุคคล ภัพบุคคล
จงใจ มีโทษ คัดค้าน ขับออกจากหมู่ เรียกเข้าหมู่ ปฏิญญา รับ
ห้าม ทำลาย การโจท กฐินปลิโพธ ๒ อย่าง จีวร บาตร เชิงบาตร
อธิษฐาน ๒ อย่าง วิกัป วินัย เนื้อหาที่ปรากฏในวินัย
ความขัดเกลา การต้องและการออกจากอาบัติ

436
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 437 (เล่ม 8)

ปริวาส ๒ อย่าง มานัต ๒ อย่าง
รัตติเฉท เอื้อเฟื้อ เกลือ ๒ ชนิด
เกลืออื่นอีก ๓ ชนิด บริโภค คำด่า คำส่อเสียด
คณโภชนะ วันจำพรรษา การงดปาติโมกข์ การรับภาระ
สิ่งที่สมควร อนาบัติ อธรรม วินัย อาสวะ
๓. ติกวาร
ว่าด้วยหมวด ๓
[๓๒๓] ๑. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุจึงต้อง เมื่อ
ปรินิพพานแล้วไม่ต้อง มีอยู่
๒. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้อง เมื่อทรง
พระชนม์อยู่ไม่ต้อง มีอยู่
๓. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี
ภิกษุก็ต้อง มีอยู่
๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกาล ไม่ต้องในเวลาวิกาล มีอยู่
๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในเวลาวิกาล ไม่ต้องในกาล มีอยู่
๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาล ทั้งในเวลาวิกาล มีอยู่
๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางคืน ไม่ต้องในกลางวัน มีอยู่
๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน มีอยู่
๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกลางคืน ทั้งในกลางวัน มีอยู่
๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่
๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ จึงต้อง มีพรรษา ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่
๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๑๐ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๑๐ ก็ต้อง มีอยู่
๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ต้อง มีอยู่

437
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 438 (เล่ม 8)

๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ จึงต้อง มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง มีอยู่
๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๕ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๕ ก็ต้อง มีอยู่
๑. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นอกุศลไม่ต้อง มีอยู่
๒. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นกุศลไม่ต้อง มีอยู่
๓. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤตจึงต้อง มีอยู่
๑. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่
๒. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยทุกขเวทนาจึงต้อง มีอยู่
๓. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่
ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจท เป็นต้น
วัตถุแห่งการโจทมี ๓ อย่าง คือ
๑. เห็น ๒. ได้ยิน
๓. นึกสงสัย
การจับสลากมี ๓ อย่าง คือ
๑. ปกปิด ๒. เปิดเผย
๓. กระซิบที่หู
ข้อห้ามมี ๓ อย่าง คือ
๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ
๓. ความไม่ขัดเกลา
ข้ออนุญาตมี ๓ อย่าง คือ
๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ
๓. ความขัดเกลา
ข้อห้ามแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ
๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ
๓. ความไม่รู้จักประมาณ

438
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 439 (เล่ม 8)

ข้ออนุญาตมี ๓ คือ
๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ
๓. ความรู้จักประมาณ
บัญญัติมี ๓ คือ
๑. บัญญัติ ๒. อนุบัญญัติ
๓. อนุปปันนบัญญัติ
บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ
๑. สัพพัตถบัญญัติ ๒. ปเทสบัญญัติ
๓. สาธารณบัญญัติ
บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ
๑. อสาธารณบัญญัติ ๒. เอกโตบัญญัติ
๓. อุภโตบัญญัติ
ว่าด้วยภิกษุโง่เขลาและฉลาด เป็นต้น
อาบัติที่ภิกษุผู้โง่เขลาจึงต้อง ผู้ฉลาดไม่ต้อง มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุผู้ฉลาดจึงต้อง ผู้โง่เขลาไม่ต้อง มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุทั้งผู้โง่เขลาทั้งผู้ฉลาดก็ต้อง มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องในกาฬปักษ์ ไม่ต้องในชุณหปักษ์ มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องในชุณหปักษ์ ไม่ต้องในกาฬปักษ์ มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่
การเข้าพรรษาย่อมสำเร็จในกาฬปักษ์ ไม่สำเร็จในชุณหปักษ์ มีอยู่
ปวารณาในวันมหาปวารณาย่อมสำเร็จในชุณหปักษ์ ไม่สำเร็จในกาฬปักษ์ มีอยู่
สังฆกิจที่เหลือย่อมสำเร็จทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูหนาว ไม่ต้องทั้งในฤดูร้อน ทั้งในฤดูฝน มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูร้อน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูฝน มีอยู่

439
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 440 (เล่ม 8)

อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูฝน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูร้อน มีอยู่
อาบัติที่สงฆ์ต้อง คณะและบุคคลไม่ต้อง มีอยู่
อาบัติที่คณะต้อง สงฆ์และบุคคลไม่ต้อง มีอยู่
อาบัติที่บุคคลต้อง สงฆ์และคณะไม่ต้อง มีอยู่
สังฆอุโบสถและสังฆปวารณาย่อมสำเร็จแก่สงฆ์ ไม่สำเร็จแก่คณะและบุคคล มีอยู่
คณะอุโบสถและคณะปวารณาย่อมสำเร็จแก่คณะ ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และบุคคล มีอยู่
อธิษฐานอุโบสถและอธิษฐานปวารณาย่อมสำเร็จแก่บุคคล ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และ
คณะ มีอยู่
ว่าด้วยการปิด เป็นต้น
การปิดมี ๓ อย่าง คือ
๑. ปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ ๒. ปิดอาบัติ ไม่ปิดวัตถุ
๓. ปิดทั้งวัตถุ ทั้งอาบัติ
เครื่องปกปิดมี ๓ อย่าง คือ
๑. เครื่องปกปิดคือเรือนไฟ ๒. เครื่องปกปิดคือน้ำ
๓. เครื่องปกปิดคือผ้า
สิ่งที่ปิดบังไม่เปิดเผยไปมี ๓ อย่าง คือ
๑. มาตุคาม ปิดบังไม่เปิดเผยไป
๒. มนต์ของพวกพราหมณ์ ปิดบังไม่เปิดเผยไป
๓. มิจฉาทิฏฐิ ปิดบังไม่เปิดเผยไป
สิ่งที่เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ อย่าง คือ
๑. ดวงจันทร์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง
๒. ดวงอาทิตย์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง
๓. ธรรมวินัย ที่พระตถาคตประกาศแล้ว เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง

440
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 441 (เล่ม 8)

การให้ถือเสนาสนะมี ๓ อย่าง คือ
๑. ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น ๒. ให้ถือในวันเข้าพรรษาหลัง
๓. ให้ถือในช่วงพ้นจากระยะนั้น
ว่าด้วยอาพาธ เป็นต้น
อาบัติที่ภิกษุอาพาธจึงต้อง ไม่อาพาธไม่ต้อง มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุไม่อาพาธจึงต้อง อาพาธไม่ต้อง มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุทั้งอาพาธ ทั้งไม่อาพาธก็ต้อง มีอยู่
ว่าด้วยงดปาติโมกข์ เป็นต้น
การงดปาติโมกข์ที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ การงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรมมี ๓
ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ
๑. ปฏิจฉันนปริวาส ๒. อัปปฏิจฉันนปริวาส
๓. สุทธันตปริวาส
มานัตมี ๓ อย่าง คือ
๑. ปฏิจฉันนมานัต ๒. อัปปฏิจฉันนมานัต
๓. ปักขมานัต
รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ
๑. สหวาสะ(การอยู่ร่วมกัน) ๒. วิปปวาสะ(การอยู่ปราศ)
๓. อนาโรจนา(การไม่บอก)
ว่าด้วยต้องอาบัติภายใน เป็นต้น
อาบัติที่ภิกษุต้องภายใน ไม่ต้องภายนอก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอก ไม่ต้องภายใน มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายใน ทั้งภายนอก มีอยู่

441
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 442 (เล่ม 8)

อาบัติที่ภิกษุต้องภายในสีมา ไม่ต้องภายนอกสีมา มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอกสีมา ไม่ต้องภายในสีมา มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายในสีมา ทั้งภายนอกสีมา มีอยู่
ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง เป็นต้น
ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ
๑. ต้องทางกาย ๒. ต้องทางวาจา
๓. ต้องทางกายกับวาจา
ภิกษุต้องอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ
๑. ต้องในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ต้องในท่ามกลางคณะ
๓. ต้องในสำนักบุคคล
ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ
๑. ออกด้วยกาย ๒. ออกด้วยวาจา
๓. ออกด้วยกายกับวาจา
ภิกษุออกจากอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ
๑. ออกในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ออกในท่ามกลางคณะ
๓. ออกในสำนักบุคคล
ให้อมูฬหวินัยที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ ให้อมูฬหวินัยที่ชอบธรรมมี ๓
ว่าด้วยข้อที่สงฆ์มุ่งหวัง เป็นต้น
สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ
๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความ
อื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์
๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้
๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร

442