พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 393 (เล่ม 8)

ถาม : มีเหตุเท่าไร
ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓
ถาม : มีมูลเท่าไร
ตอบ : มีมูล ๑๒
ถาม : ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร
ตอบ : ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการ ๒ คือ (๑) เห็นว่าเป็นธรรม (๒) เห็นว่า
เป็นอธรรม
ถาม : วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ (๑) สัมมุขาวินัย
(๒) เยภุยยสิกา
[๒๙๔] ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า
ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้า
มีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า
ถาม : มีฐานเท่าไร
ตอบ : มีฐาน คือ วิบัติ ๔
ถาม : มีวัตถุเท่าไร
ตอบ : มีวัตถุ คือ วิบัติ ๔
ถาม : มีภูมิเท่าไร
ตอบ : มีภูมิ คือ วิบัติ ๔
ถาม : มีเหตุเท่าไร
ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓
ถาม : มีมูลเท่าไร
ตอบ : มีมูล ๑๔
ถาม : ภิกษุโจทกันด้วยอาการเท่าไร
ตอบ : ภิกษุโจทด้วยอาการ ๒ คือ (๑) วัตถุ (๒) อาบัติ
ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร

393
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 394 (เล่ม 8)

ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) สติวินัย
(๓) อมูฬหวินัย (๔) ตัสสปาปิยสิกา
[๒๙๕] ถาม : อาปัตตาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า
ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้า
มีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า
ถาม : มีฐานเท่าไร
ตอบ : มีฐาน คือ กองอาบัติ ๗ กอง
ถาม : มีวัตถุเท่าไร
ตอบ : มีวัตถุ คือ กองอาบัติ ๗ กอง
ถาม : มีภูมิเท่าไร
ตอบ : มีภูมิ คือ กองอาบัติ ๗ กอง
ถาม : มีเหตุเท่าไร
ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓
ถาม : มีมูลเท่าไร
ตอบ : มีมูล คือ สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน
ถาม : ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร
ตอบ : ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๖ คือ (๑) ไม่ละอาย (๒) ไม่รู้ (๓) สงสัย
แล้วขืนทำ (๔) สำคัญในของไม่สมควรว่าสมควร (๕) สำคัญในของสมควรว่าไม่สมควร
(๖) ลืมสติ
ถาม : อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ (๑) สัมมุขาวินัย
(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) ติณวัตถารกะ
[๒๙๖] ถาม : กิจจาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า

394
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 395 (เล่ม 8)

ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้า
มีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า
ถาม : มีฐานเท่าไร
ตอบ : มีฐาน คือ กรรม ๔
ถาม : มีวัตถุเท่าไร
ตอบ : มีวัตถุ คือ กรรม ๔
ถาม : มีภูมิเท่าไร
ตอบ : มีภูมิ คือ กรรม ๔
ถาม : มีเหตุเท่าไร
ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓
ถาม : มีมูลเท่าไร
ตอบ : มีมูล ๑ คือ สงฆ์
ถาม : กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร
ตอบ : กิจเกิดด้วยอาการ ๒ คือ (๑) ญัตติ (๒) อปโลกน์
ถาม : กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย
ถาม : สมถะ มีเท่าไร
ตอบ : สมถะมี ๗ คือ
๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย
๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ
๕. เยภุยยสิกา ๖. ตัสสปาปิยสิกา
๗. ติณวัตถารกะ สมถะมี ๗ เหล่านี้
สมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐ ก็มี สมถะ ๑๐ เป็นสมถะ ๗ ก็มี มีโดย
อ้อมด้วยอำนาจวัตถุ
ถาม : พึงเป็นได้อย่างไร

395
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 396 (เล่ม 8)

ตอบ : วิวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๒ อนุวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๔ อาปัตตาธิกรณ์
มีสมถะ ๓ กิจจาธิกรณ์มีสมถะ ๑ อย่างนี้ สมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐
สมถะ ๑๐ จึงเป็นสมถะ ๗ โดยอ้อมด้วยอำนาจวัตถุ
อธิกรณปริยายวารที่ ๖ จบ
๗. สาธารณวาร
วาระว่าด้วยสมถะทั่วไป
[๒๙๗] ถาม : สมถะเท่าไร ทั่วไปแก่วิวาทาธิกรณ์ สมถะเท่าไร ไม่ทั่วไปแก่
วิวาทาธิกรณ์ สมถะเท่าไร ทั่วไปแก่อนุวาทาธิกรณ์ สมถะเท่าไร ไม่ทั่วไปแก่อนุวาทาธิ-
กรณ์ สมถะเท่าไร ทั่วไปแก่อาปัตตาธิกรณ์ สมถะเท่าไร ไม่ทั่วไปแก่อาปัตตาธิกรณ์
สมถะเท่าไร ทั่วไปแก่กิจจาธิกรณ์ สมถะเท่าไร ไม่ทั่วไปแก่กิจจาธิกรณ์
ตอบ : สมถะ ๒ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) เยภุยยสิกา ทั่วไป
แก่วิวาทาธิกรณ์ สมถะ ๕ อย่าง คือ (๑) สติวินัย (๒) อมูฬหวินัย (๓) ปฏิญญาต-
กรณะ (๔) ตัสสปาปิยสิกา (๕) ติณวัตถารกะ ไม่ทั่วไปแก่วิวาทาธิกรณ์
ตอบ : สมถะ ๔ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) สติวินัย (๓) อมูฬหวินัย
(๔) ตัสสปาปิยสิกา ทั่วไปแก่อนุวาทาธิกรณ์ สมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) เยภุยยสิกา
(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) ติณวัตถารกะ ไม่ทั่วไปแก่อนุวาทาธิกรณ์
สมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) ติณวัตถารกะ
ทั่วไปแก่อาปัตตาธิกรณ์ สมถะ ๔ อย่าง คือ (๑) เยภุยยสิกา (๒) สติวินัย
(๓) อมูฬหวินัย (๔) ตัสสปาปิยสิกา ไม่ทั่วไปแก่อาปัตตาธิกรณ์
สมถะ ๑ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ทั่วไปแก่กิจจาธิกรณ์ สมถะ ๖ อย่าง
คือ (๑) เยภุยยสิกา (๒) สติวินัย (๓) อมูฬหวินัย (๔) ปฏิญญาตกรณะ
(๕) ตัสสปาปิยสิกา (๖) ติณวัตถารกะ ไม่ทั่วไปแก่กิจจาธิกรณ์
สาธารณวารที่ ๗ จบ

396
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 397 (เล่ม 8)

๘. ตัพภาคิยวาร
วาระว่าด้วยเป็นส่วนนั้น
[๒๙๘] ถาม : สมถะเท่าไร เป็นส่วนนั้นแห่งวิวาทาธิกรณ์ สมถะเท่าไร เป็น
ส่วนอื่นแห่งวิวาทาธิกรณ์ สมถะเท่าไร เป็นส่วนนั้นแห่งอนุวาทาธิกรณ์ สมถะเท่าไร
เป็นส่วนอื่นแห่งอนุวาทาธิกรณ์ สมถะเท่าไร เป็นส่วนนั้นแห่งอาปัตตาธิกรณ์ สมถะ
เท่าไร เป็นส่วนอื่นแห่งอาปัตตาธิกรณ์ สมถะเท่าไร เป็นส่วนนั้นแห่งกิจจาธิกรณ์
สมถะเท่าไร เป็นส่วนอื่นแห่งกิจจาธิกรณ์
ตอบ : สมถะ ๒ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) เยภุยยสิกา เป็นส่วนนั้น
แห่งวิวาทาธิกรณ์
สมถะ ๕ อย่าง คือ (๑) สติวินัย (๒) อมูฬหวินัย (๓) ปฏิญญาตกรณะ
(๔) ตัสสปาปิยสิกา (๕) ติณวัตถารกะ เป็นส่วนอื่นแห่งวิวาทาธิกรณ์
สมถะ ๔ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) สติวินัย (๓) อมูฬหวินัย
(๔) ตัสสปาปิยสิกา เป็นส่วนนั้นแห่งอนุวาทาธิกรณ์
สมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) เยภุยยสิกา (๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) ติณวัตถารกะ
เป็นส่วนอื่นแห่งอนุวาทาธิกรณ์
สมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) ติณวัตถารกะ
เป็นส่วนนั้นแห่งอาปัตตาธิกรณ์
สมถะ ๔ อย่าง คือ (๑) เยภุยยสิกา (๒) สติวินัย (๓) อมูฬหวินัย
(๔) ตัสสปาปิยสิกา เป็นส่วนอื่นแห่งอาปัตตาธิกรณ์
สมถะ ๑ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย เป็นส่วนนั้นแห่งกิจจาธิกรณ์
สมถะ ๖ สมุฏฐาน คือ (๑) เยภุยยสิกา (๒) สติวินัย (๓) อมูฬหวินัย
(๔) ปฏิญญาตกรณะ (๕) ตัสสปาปิยสิกา (๖) ติณวัตถารกะ เป็นส่วนอื่นแห่งกิจจาธิกรณ์
ตัพภาคิยวารที่ ๘ จบ

397
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 398 (เล่ม 8)

๙. สมถาสมถัสสสาธารณวาร
วาระว่าด้วยสมถะทั่วไปและไม่ทั่วไปแก่สมถะ
[๒๙๙] สมถะทั่วไปแก่สมถะ สมถะไม่ทั่วไปแก่สมถะ สมถะที่ทั่วไปแก่สมถะก็มี
สมถะที่ไม่ทั่วไปแก่สมถะก็มี
ถาม : สมถะทั่วไปแก่สมถะอย่างไร สมถะไม่ทั่วไปแก่สมถะอย่างไร
ตอบ : เยภุยยสิกาทั่วไปแก่สัมมุขาวินัย ไม่ทั่วไปแก่สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาต-
กรณะ ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ
สติวินัยทั่วไปแก่สัมมุขาวินัย ไม่ทั่วไปแก่อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสส-
ปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา
อมูฬหวินัยทั่วไปแก่สัมมุขาวินัย ไม่ทั่วไปแก่ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา
ติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา สติวินัย
ปฏิญญาตกรณะทั่วไปแก่สัมมุขาวินัย ไม่ทั่วไปแก่ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ
เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย
ตัสสปาปิยสิกาทั่วไปแก่สัมมุขาวินัย ไม่ทั่วไปแก่ติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา สติวินัย
อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ
ติณวัตถารกะทั่วไปแก่สัมมุขาวินัย ไม่ทั่วไปแก่เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย
ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา
สมถะทั่วไปแก่สมถะอย่างนี้ สมถะไม่ทั่วไปแก่สมถะอย่างนี้
สมถาสมถัสสสาธารณวาระที่ ๙ จบ
๑๐. สมถาสมถัสสตัพภาคิยวาร
วาระว่าด้วยสมถะเป็นส่วนนั้นแห่งสมถะ
[๓๐๐] สมถะเป็นส่วนนั้นแห่งสมถะ สมถะเป็นส่วนอื่นแห่งสมถะ สมถะที่เป็น
ส่วนนั้นแห่งสมถะก็มี สมถะที่เป็นส่วนอื่นแห่งสมถะก็มี

398
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 399 (เล่ม 8)

ถาม : สมถะเป็นส่วนนั้นแห่งสมถะอย่างไร สมถะเป็นส่วนอื่นแห่งสมถะอย่างไร
ตอบ : เยภุยยสิกาเป็นส่วนนั้นแห่งสัมมุขาวินัย เป็นส่วนอื่นแห่งสติวินัย อมูฬห
วินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ
สติวินัยเป็นส่วนนั้นแห่งสัมมุขาวินัย เป็นส่วนอื่นแห่งอมูฬหวินัย ปฏิญญาต-
กรณะ ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา
อมูฬหวินัยเป็นส่วนนั้นแห่งสัมมุขาวินัย เป็นส่วนอื่นแห่งปฏิญญาตกรณะ
ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา สติวินัย
ปฏิญญาตกรณะเป็นส่วนนั้นแห่งสัมมุขาวินัย เป็นส่วนอื่นแห่งตัสสปาปิยสิกา
ติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย
ตัสสปาปิยสิกาเป็นส่วนนั้นแห่งสัมมุขาวินัย เป็นส่วนอื่นแห่งติณวัตถารกะ
เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ
ติณวัตถารกะเป็นส่วนนั้นแห่งสัมมุขาวินัย เป็นส่วนอื่นแห่งเยภุยยสิกา สติวินัย
อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา
สมถะเป็นส่วนนั้นแห่งสมถะอย่างนี้ สมถะเป็นส่วนอื่นแห่งสมถะอย่างนี้
สมถาสมถัสสตัพภาคิยวาระที่ ๑๐ จบ
๑๑. สมถสัมมุขาวินยวาร
วาระว่าด้วยสมถะคือสัมมุขาวินัย
[๓๐๑] สมถะคือสัมมุขาวินัย สัมมุขาวินัยคือสมถะ สมถะคือเยภุยยสิกา
เยภุยยสิกาคือสมถะ สมถะคือสติวินัย สติวินัยคือสมถะ สมถะคืออมูฬหวินัย
อมูฬหวินัยคือสมถะ สมถะคือปฏิญญาตกรณะ ปฏิญญาตกรณะคือสมถะ สมถะ
คือตัสสปาปิยสิกา ตัสสปาปิยสิกาคือสมถะ สมถะคือติณวัตถารกะ ติณวัตถารกะ
คือสมถะ

399
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 400 (เล่ม 8)

สมถะเหล่านี้ คือ เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสส-
ปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ เป็นสมถะ ไม่ใช่เป็นสัมมุขาวินัย สัมมุขาวินัยเป็นทั้งสมถะ
เป็นทั้งสัมมุขาวินัย
สมถะเหล่านี้ คือ สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา
ติณวัตถารกะ สัมมุขาวินัย เป็นสมถะ ไม่ใช่เป็นเยภุยยสิกา เยภุยยสิกาเป็นทั้งสมถะ
เป็นทั้งเยภุยยสิกา
สมถะเหล่านี้ คือ อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ
สัมมุขาวินัย เยภุยยสิกา เป็นสมถะ ไม่ใช่เป็นสติวินัย สติวินัยเป็นทั้งสมถะ เป็นทั้ง
สติวินัย
สมถะเหล่านี้ คือ ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ สัมมุขาวินัย
เยภุยยสิกา สติวินัย เป็นสมถะ ไม่ใช่เป็นอมูฬหวินัย อมูฬหวินัยเป็นทั้งสมถะ เป็น
ทั้งอมูฬหวินัย
สมถะเหล่านี้ คือ ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ สัมมุขาวินัย เยภุยยสิกา
สติวินัย อมูฬหวินัย เป็นสมถะ ไม่ใช่เป็นปฏิญญาตกรณะ ปฏิญญาตกรณะเป็นทั้ง
สมถะ เป็นทั้งปฏิญญาตกรณะ
สมถะเหล่านี้ คือ ติณวัตถารกะ สัมมุขาวินัย เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย
ปฏิญญาตกรณะ เป็นสมถะ ไม่ใช่เป็นตัสสปาปิยสิกา ตัสสปาปิยสิกาเป็นทั้งสมถะ
เป็นทั้งตัสสปาปิยสิกา
สมถะเหล่านี้ คือ สัมมุขาวินัย เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ
ตัสสปาปิยสิกา เป็นสมถะ ไม่ใช่เป็นติณวัตถารกะ ติณวัตถารกะเป็นทั้งสมถะ เป็นทั้ง
ติณวัตถารกะ
สมถสัมมุขาวินยวารที่ ๑๑ จบ

400
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 401 (เล่ม 8)

๑๒. วินยวาร
วาระว่าด้วยวินัย
[๓๐๒] วินัยคือสัมมุขาวินัย สัมมุขาวินัยคือวินัย วินัยคือเยภุยยสิกา เยภุยยสิกา
คือวินัย วินัยคือสติวินัย สติวินัยคือวินัย วินัยคืออมูฬหวินัย อมูฬหวินัยคือวินัย
วินัยคือปฏิญญาตกรณะ ปฏิญญาตกรณะคือวินัย วินัยคือตัสสปาปิยสิกา ตัสส-
ปาปิยสิกาคือวินัย วินัยคือติณวัตถารกะ ติณวัตถารกะคือวินัย
วินัยเป็นสัมมุขาวินัยก็มี ไม่เป็นสัมมุขาวินัยก็มี แต่สัมมุขาวินัยเป็นทั้งวินัย
เป็นทั้งสัมมุขาวินัย
วินัยเป็นเยภุยยสิกาก็มี ไม่เป็นเยภุยยสิกาก็มี แต่เยภุยยสิกาเป็นทั้งวินัย
เป็นทั้งเยภุยยสิกา
วินัยเป็นสติวินัยก็มี ไม่เป็นสติวินัยก็มี แต่สติวินัยเป็นทั้งวินัย เป็นทั้งสติวินัย
วินัยเป็นอมูฬหวินัยก็มี ไม่เป็นอมูฬหวินัยก็มี แต่อมูฬหวินัยเป็นทั้งวินัย
เป็นทั้งอมูฬหวินัย
วินัยเป็นปฏิญญาตกรณะก็มี ไม่เป็นปฏิญญาตกรณะก็มี แต่ปฏิญญาตกรณะ
เป็นทั้งวินัย เป็นทั้งปฏิญญาตกรณะ
วินัยเป็นตัสสปาปิยสิกาก็มี ไม่เป็นตัสสปาปิยสิกาก็มี แต่ตัสสปาปิยสิกา
เป็นทั้งวินัย เป็นทั้งตัสสปาปิยสิกา
วินัยเป็นติณวัตถารกะก็มี ไม่เป็นติณวัตถารกะก็มี แต่ติณวัตถารกะเป็นทั้งวินัย
เป็นทั้งติณวัตถารกะ
วินยวารที่ ๑๒ จบ

401
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 402 (เล่ม 8)

๑๓. กุสลวาร
วาระว่าด้วยเป็นกุศล
[๓๐๓] สัมมุขาวินัยเป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต เยภุยยสิกาเป็นกุศล อกุศล
อัพยากฤต สติวินัยเป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต อมูฬหวินัยเป็นกุศล อกุศล
อัพยากฤต ปฏิญญาตกรณะเป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต ตัสสปาปิยสิกาเป็นกุศล
อกุศล อัพยากฤต ติณวัตถารกะเป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
สัมมุขาวินัย เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี สัมมุขาวินัยเป็นอกุศลไม่มี
เยภุยยสิกา เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
สติวินัย เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
อมูฬหวินัย เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
ปฏิญญาตกรณะ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
ตัสสปาปิยสิกา เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
ติณวัตถารกะ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
วิวาทาธิกรณ์ เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
อนุวาทาธิกรณ์ เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
อาปัตตาธิกรณ์ เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
กิจจาธิกรณ์ เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
วิวาทาธิกรณ์ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
อนุวาทาธิกรณ์ เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
อาปัตตาธิกรณ์ เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี อาปัตตาธิกรณ์ ที่เป็นกุศลไม่มี
กิจจาธิกรณ์ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
กุสลวารที่ ๑๓ จบ

402