พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 123 (เล่ม 8)

ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓
[๑๕๙] ถาม : ภิกษุจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : ภิกษุจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. ขุดหลุมพรางไว้เจาะจงมนุษย์ว่า “บุคคลชื่อนี้จะตกลงไปตาย” ต้อง
อาบัติทุกกฏ
๒. เมื่อบุคคลนั้นตกลงไปได้รับทุกขเวทนา ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. เขาตาย ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต ต้องอาบัติ ๓ อย่างเหล่านี้
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔
[๑๖๐] ถาม : ภิกษุกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติ
เท่าไร
ตอบ : ภิกษุกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติ ๓
อย่าง คือ
๑. ภิกษุมีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยากครอบงำ กล่าวอวดอุตตริ-
มนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติปาราชิก
๒. ภิกษุกล่าวว่า “ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่านภิกษุรูปนั้นเป็นพระ
อรหันต์” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติ ๓ อย่าง
เหล่านี้
ปาราชิก ๔ สิกขาบท จบ

123
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 124 (เล่ม 8)

๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
คำถาม – คำตอบจำนวนอาบัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์
๑. สุกกวิสัฏฐิสิกขาบท
[๑๖๑] ถาม : ภิกษุพยายามทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : ภิกษุพยายามทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จงใจ พยายาม น้ำอสุจิเคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๒. จงใจ พยายาม น้ำอสุจิไม่เคลื่อน ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. ต้องอาบัติทุกกฏ๑ เพราะพยายาม
๒. กายสังสัคคสิกขาบท
ภิกษุถูกต้องกายกับมาตุคาม ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. ใช้กายจับต้องกาย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๒. ใช้กายจับต้องของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. ใช้ของที่เนื่องด้วยกายจับต้องของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ
เชิงอรรถ :
๑ อาบัติทุกกฏในสุกกวิสัฏฐิสิกขาบทมีกล่าวในคัมภีร์มหาวิภังค์ ๒ แห่ง
๑. ภิกษุจับองคชาตของสามเณร ผู้หลับอยู่แล้ว น้ำอสุจิของภิกษุเคลื่อน ต้องอาบัติทุกกฏ
(วิ.มหา. (แปล) ๑/๒๖๕/๒๘๑)
๒. ภิกษุมีความกำหนัดเพ่งดูองค์กำเนิดของมาตุคาม ต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.มหา. (แปล) ๑/๒๖๖/๒๘๔)
ในอรรถกถากล่าวอาบัติทุกกฏไว้ ๒ แห่ง
๑. ภิกษุยินดีในเมถุนธรรม จับต้องมาตุคามด้วยความกำหนัดในเมถุน น้ำอสุจิเคลื่อนเพราะ
พยายามจับต้อง แต่เพราะเป็นขั้นตอนแห่งเมถุนธรรม จึงต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.อ. ๒/๒๔๐/๑๓)
๒. ภิกษุมีความกำหนัดพยายามเพ่งดูนิมิตของมาตุคามต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.อ. ๒/๒๖๖/๑๘)
ต้องอาบัติทุกกฏ ขณะพยายาม ในคัมภีร์ปริวารนี้คงหมายถึงพยายามจับต้องมาตุคามด้วยประสงค์
จะเสพเมถุนธรรมแล้วน้ำอสุจิเคลื่อน หรือพยายามเพ่งดูอวัยวะของมาตุคามก็ได้ เพราะข้อความตอนนี้
ท่านอธิบายสุกกวิสัฏฐิสิกขาบท ในสิกขาบทวิภังค์ และปทภาชนีย์ ไม่มีกล่าวถึงอาบัติทุกกฏ

124
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 125 (เล่ม 8)

๓. ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบท
ภิกษุพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. พูดชมบ้าง พูดติบ้าง พาดพิงถึงทวารหนัก ทวารเบา ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
๒. พูดชมบ้าง พูดติบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนใต้รากขวัญลงมา อวัยวะ
เบื้องต่ำเหนือเข่าขึ้นไป เว้นทวารหนัก ทวารเบา ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. พูดชมบ้าง พูดติบ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ
๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท
ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตน ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
๒. กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ต้อง
อาบัติถุลลัจจัย
๓. กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าสัตว์ดิรัจฉาน ต้อง
อาบัติทุกกฏ
๕. สัญจริตตสิกขาบท
ภิกษุทำหน้าที่ชักสื่อ ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. รับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๒. รับคำ ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. รับคำ ไม่ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติทุกกฏ
๖. กุฏิการสิกขาบท
ภิกษุสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ

125
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 126 (เล่ม 8)

๑. กำลังใช้ให้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. ยังเหลืออิฐอีกก้อนหนึ่งจึงจะเสร็จ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. อิฐก้อนสุดท้ายเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๗. วิหารการสิกขาบท
ภิกษุใช้ให้สร้างวิหารใหญ่ ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ให้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. ยังเหลืออิฐอีกก้อนหนึ่งจึงจะเสร็จ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. อิฐก้อนสุดท้ายเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๘. ปฐมทุฏฐโทสสิกขาบท
ภิกษุใส่ความภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให้พ้นจากพรหมจรรย์ จึงโจท
ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส
๒. ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่า จึงโจท ต้องอาบัติเพราะกล่าว
เสียดสี๑
๙. ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท
ภิกษุอ้างเอาบางส่วนแห่งอธิกรณ์เรื่องอื่นเป็นเลศใส่ความภิกษุด้วยอาบัติปาราชิก
ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให้พ้นจากพรหมจรรย์ จึงโจท
ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส
๒. ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่า จึงโจท ต้องอาบัติเพราะกล่าว
เสียดสี
เชิงอรรถ :
๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเสียดสีตามสิกขาบทที่ ๒ แห่งมุสาวาทวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์
(วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๔/๒๐๑)

126
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 127 (เล่ม 8)

๑๐. สังฆเภทสิกขาบท
ภิกษุผู้ทำสงฆ์ให้แตกกัน ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งก็ยังไม่สละ(เรื่องนั้น)
ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๑๑. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท
ภิกษุทั้งหลายที่ประพฤติตามสนับสนุนภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์
ครบ ๓ ครั้ง ก็ยังไม่สละ(เรื่องนั้น) ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๑๒. ทุพพจสิกขาบท
ภิกษุเป็นคนว่ายาก ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ก็ยังไม่สละ(เรื่องนั้น)
ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๑๓. กุลทูสกสิกขาบท
ภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ก็ยังไม่สละ ต้อง
อาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ

127
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 128 (เล่ม 8)

๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท จบ
ฯเปฯ
๔. นิสสัคคิยกัณฑ์
จำนวนอาบัติในนิสสัคคิยกัณฑ์
๑. กฐินวรรค
๑. ปฐมกฐินสิกขาบท
[๑๖๒] ภิกษุทรงอติเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ นิสสัคคิย-
ปาจิตตีย์
๒. อุทโทสิตสิกขาบท
ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรสิ้นราตรีหนึ่ง ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ นิสสัคคิย-
ปาจิตตีย์
๓. ตติยกฐินสิกขาบท
ภิกษุรับผ้าที่เป็นอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกิน ๑ เดือน ต้องอาบัติ ๑ อย่างคือ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์
๔. ปุราณจีวรสิกขาบท
ภิกษุใช้ภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติให้ซักจีวรเก่า ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. ใช้ให้ซัก ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม๑
๒. เมื่อให้ซักเสร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
เชิงอรรถ :
๑ ปโยเค เพราะพยายาม ทุกแห่ง หมายถึงในขณะพยายามทำ หรือใช้ให้ทำสิ่งนั้นๆ ก่อนสำเร็จ
(ดู วิ.อ. ๒/๓๕๓/๖๔๖๕)

128
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 129 (เล่ม 8)

๕. จีวรปฏิคคหณสิกขาบท
ภิกษุรับจีวรจากมือของภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อรับจีวรแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๖. อัญญาตกวิญญัตติสิกขาบท
ภิกษุออกปากขอจีวรจากคฤหัสถ์ชาย หรือคฤหัสถ์หญิงผู้ไม่ใช่ญาติ ต้องอาบัติ
๒ อย่าง คือ
๑. ออกปากขอ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อออกปากขอได้มาแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๗. ตตุตตริสิกขาบท
ภิกษุออกปากขอจีวรเกินกว่านั้นจากคฤหัสถ์ชาย หรือคฤหัสถ์หญิง ผู้ไม่ใช่ญาติ
ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. ออกปากขอ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อออกปากขอได้มาแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๘. อุปักขฏสิกขาบท
ภิกษุผู้ซึ่งเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติแล้วกำหนดชนิด
จีวร ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำหนด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อกำหนดแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๙. ทุติยอุปักขฏสิกขาบท
ภิกษุผู้ซึ่งเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ แล้วกำหนดจีวร
ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

129
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 130 (เล่ม 8)

๑. กำหนด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อกำหนดแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๑๐. ราชสิกขาบท
ภิกษุให้เขาจัดจีวรสำเร็จได้ด้วยการทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง ต้องอาบัติ
๒ อย่าง คือ
๑. ให้เขาจัดสำเร็จ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อให้เขาจัดสำเร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
กฐินวรรคที่ ๑ จบ
๒. โกสิยวรรค
๑. โกสิยสิกขาบท
[๑๖๓] ภิกษุใช้ให้ทำสันถัตผสมใยไหม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ให้ทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้ให้ทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๒. สุทธกาฬกสิกขาบท
ภิกษุใช้ให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ให้ทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้ให้ทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๓. เทฺวภาคสิกขาบท
ภิกษุไม่เอาขนเจียมขาว ๑ ส่วน ขนเจียมแดง ๑ ส่วน แล้วใช้ให้ทำสันถัตใหม่
ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ให้ทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้ให้ทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

130
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 131 (เล่ม 8)

๔. ฉัพพัสสสิกขาบท
ภิกษุใช้ให้ทำสันถัตทุกปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ให้ทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้ให้ทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๕. นิสีทนสันถตสิกขาบท
ภิกษุไม่เอาสันถัตเก่า ๑ คืบสุคตโดยรอบมาปน แล้วใช้ให้ทำสันถัตรองนั่งใหม่
ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ให้ทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้ให้ทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๖. เอฬกโลมสิกขาบท
ภิกษุรับขนเจียมมาแล้ว เดินทางไปเกิน ๓ โยชน์ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. ย่างเท้าที่ ๑ ผ่าน ๓ โยชน์ไป ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ย่างเท้าที่ ๒ ผ่านไป ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๗. เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบท
ภิกษุใช้ภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติให้ซักขนเจียม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ให้ซัก ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้ให้ซักเสร็จแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๘. รูปิยสิกขาบท
ภิกษุรับรูปิยะ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังรับ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อรับแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

131
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 132 (เล่ม 8)

๙. รูปิยสังโวหารสิกขาบท
ภิกษุทำการแลกเปลี่ยนกันด้วยรูปิยะชนิดต่างๆ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังแลกเปลี่ยน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อแลกเปลี่ยนแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๑๐. กยวิกกยสิกขาบท
ภิกษุทำการซื้อขายมีประการต่างๆ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังซื้อขาย ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อซื้อขายแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
โกสิยวรรคที่ ๒ จบ
๓. ปัตตวรรค
๑. ปัตตสิกขาบท
[๑๖๔] ภิกษุทรงอติเรกบาตรไว้เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์
๒. อูนปัญจพันธนสิกขาบท
ภิกษุมีบาตรที่มีรอยซ่อมหย่อนกว่า ๕ แห่ง ขอบาตรใหม่ใบอื่น ต้องอาบัติ ๒
อย่าง คือ
๑. กำลังขอ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อขอได้แล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
๓. เภสัชชสิกขาบท
ภิกษุรับประเคนเภสัชแล้วเก็บไว้ฉันเกิน ๗ วัน ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์

132