พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 373 (เล่ม 7)

ยานพาหนะที่ใช้มือลากไปภิกษุณีรูปหนึ่งไม่สบายอย่างหนัก
เพราะยานพาหนะกระเทือน ทรงอนุญาตวอและเปลหาม
หญิงแพศยาชื่ออัฑฒกาสีบวชในสำนักภิกษุณี ต้องการจะไป
กรุงสาวัตถีเพื่ออุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค
แต่มีโจรแอบซุ่มอยู่ในหนทาง
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยทูต
โดยมีภิกษุณีเป็นทูต ทรงห้ามอุปสมบทภิกษุณีโดยมีภิกษุ
สิกขมานา สามเณร สามเณรี
หรือภิกษุณีผู้โง่เขลาเป็นทูต
ต่อมา ภิกษุณีรูปหนึ่งอยู่ในป่า ถูกโจรประทุษร้าย
พระผู้มีพระภาคทรงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า
ทรงอนุญาตโรงเก็บของ ที่อยู่ นวกรรม
และเมื่อนวกรรมไม่เพียงพอก็สามารถทำเป็นของส่วนตัวได้
ต่อมา สตรีคนหนึ่งมีครรภ์ บวชในสำนักภิกษุณี คลอดบุตร
พระผู้มีพระภาคทรงห้ามอยู่เพียงลำพัง ทรงห้ามภิกษุณีนอนใน
ที่มุงบังเดียวกันกับเด็ก ทรงอนุญาตให้แต่งตั้งภิกษุณีเป็นเพื่อน
ของภิกษุณีผู้ต้องอาบัติหนัก กำลังประพฤติมานัต
ทรงวางข้อกำหนดว่า ภิกษุณีสึกออกไป
โดยไม่บอกคืนสิกขาถือว่าได้สึกไปแล้ว
ไม่ทรงอนุญาตให้บวชภิกษุณีทั้งหลายผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์
ภิกษุณีบางพวกไม่ยินดีการกราบ การปลงผม
การตัดเล็บ การรักษาแผลจากพวกบุรุษ
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ยินดีได้
ไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุณีนั่งขัดสมาธิ
ทรงอนุญาตให้ภิกษุณีเป็นไข้นั่งกึ่งขัดสมาธิ

373
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 374 (เล่ม 7)

ไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุณีถ่ายอุจจาระในวัจกุฎี
ใช้จุรณสรงน้ำ ใช้ดินเหนียวอบกลิ่นสรงน้ำในเรือนไฟ
สรงน้ำทวนกระแส สรงน้ำในที่ไม่ใช่ท่าน้ำ
สรงน้ำที่ท่าของผู้ชาย
พระนางมหาปชาบดีโคตมีและท่านพระอานนท์กราบทูลขอ
อย่างระมัดระวัง พุทธบริษัท ๔ บรรพชาในพระศาสนา
ของพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงแสดงขันธกะนี้ไว้
เพื่อให้เกิดความสังเวช และความเจริญแห่งพระสัทธรรม
เหมือนเภสัชสำหรับระงับความกระวนกระวาย
สตรีเหล่าอื่นที่ได้ฝึกฝนดีแล้วในพระสัทธรรมอย่างนี้
ย่อมไปสู่สถานที่อันไม่จุติซึ่งไปแล้วจะไม่เศร้าโศก
ภิกขุนีขันธกะ จบ

374
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 375 (เล่ม 7)

๑๑. ปัญจกสติกขันธกะ
๑. สังคีตินิทาน
ว่าด้วยมูลเหตุการทำสังคายนาครั้งที่ ๑
[๔๓๗] ๑ ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่าน
ทั้งหลาย คราวหนึ่งผมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูปเดินทางไกล
จากกรุงปาวาไปกรุงกุสินารา ขณะที่ผมแวะลงข้างทาง นั่งพักที่ ณ ควงไม้แห่งหนึ่ง
สมัยนั้น อาชีวกคนหนึ่งถือดอกมณฑารพจากกรุงกุสินารา เดินสวนทางจะไป
กรุงปาวา ท่านทั้งหลาย ผมได้เห็นอาชีวกนั้นเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงถามอาชีวก
นั้นดังนี้ว่า “ท่านทราบข่าวพระศาสดาของเราบ้างไหม”
อาชีวกตอบว่า “เราทราบ พระสมณะโคดมปรินิพพานได้ ๗ วันเข้าวันนี้ เรา
ถือดอกมณฑารพดอกนี้มาจากที่ปรินิพพานนั้น”
ท่านทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากราคะ บางรูปประคองแขนคร่ำครวญ
ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนคนเท้าขาดเพ้อรำพันว่า “พระผู้มีพระภาคปรินิพพาน
เร็วนัก พระสุคตปรินิพพานเร็วนัก ดวงตาในโลกอันตรธานไปเสียแล้ว” ส่วนภิกษุ
ทั้งหลายที่ปราศจากราคะ มีสติสัมปชัญญะ ก็อดกลั้นไว้ว่า “สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง
จะหาความเที่ยงแท้ในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า”
ท่านทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ผมได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายดังนี้ว่า “พอเถิด พวก
ท่านอย่าโศกเศร้า อย่าคร่ำครวญไปเลย พระผู้มีพระภาคตรัสบอกไว้ก่อนแล้วมิใช่
หรือว่า ความเป็นต่างๆ กัน ความพลัดพราก ความผันแปรเป็นอื่นจากสิ่งที่รักใคร่
ชอบใจทุกอย่างมีอยู่เสมอ สิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว ถูกปรุงแต่งแล้ว มีความแตกสลาย
เป็นธรรมดา อย่าได้เสื่อมสลายไปเลยนั้น จะหาได้แต่ที่ไหนในฐานะนี้ นั่นไม่ใช่ฐานะ
ที่จะมีได้”
เชิงอรรถ :
๑ ที.ม. (แปล) ๑๐/๒๓๑/๑๗๔

375
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 376 (เล่ม 7)

ท่านทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้บวชตอนแก่ชื่อสุภัททะ๑ นั่งอยู่ในที่ประชุมนั้น
ได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายดังนี้ว่า “พอทีเถิด พวกท่านอย่าโศกเศร้า อย่าคร่ำครวญ
เลย พวกเรารอดพ้นดีแล้วจากพระมหาสมณะรูปนั้นที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชพวกเราอยู่ว่า
‘สิ่งนี้ควรแก่พวกเธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกเธอ’ บัดนี้ พวกเราปรารถนาสิ่งใด ก็จักทำ
สิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่ทำสิ่งนั้น”
ท่านทั้งหลาย เอาเถิด พวกเราจะสังคายนาพระธรรมและพระวินัยกัน ก่อนที่
อธรรมจะรุ่งเรือง ธรรมจะถูกคัดค้าน สิ่งมิใช่วินัยจะรุ่งเรือง วินัยจะถูกคัดค้าน ก่อน
ที่พวกอธรรมวาทีจะมีกำลัง พวกธรรมวาทีจะอ่อนกำลัง พวกอวินยวาทีจะมีกำลัง
พวกวินยวาทีจะอ่อนกำลัง
พระมหากัสสปะคัดเลือกภิกษุทำสังคายนา
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอพระเถระโปรดเลือกภิกษุ
ทั้งหลายเถิด”
ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะจึงคัดเลือกพระอรหันต์ได้ ๔๙๙ รูป
ภิกษุทั้งหลายได้กราบเรียนท่านพระมหากัสสปะดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านพระ
อานนท์นี้ยังเป็นเสขบุคคลก็จริง แต่ไม่ลำเอียงเพราะความชอบ เพราะความชัง เพราะ
ความหลง เพราะความกลัว อนึ่ง ท่านพระอานนท์นั้นได้ศึกษาพระธรรมและวินัย
เป็นอันมากในสำนักของพระผู้มีพระภาค ถ้าเช่นนั้น ขอพระเถระโปรดเลือกท่านพระ
อานนท์ด้วย”
ท่านพระมหากัสสปะจึงเลือกท่านพระอานนท์
กำหนดเขตการอยู่จำพรรษา
ต่อมา ภิกษุผู้เถระทั้งหลายปรึกษากันดังนี้ว่า “พวกเราจะสังคายนาพระธรรม
และวินัยที่ไหนหนอ” ลำดับนั้น เห็นพร้อมกันว่า “กรุงราชคฤห์มีโคจรคามมาก
เชิงอรรถ :
๑ ดู วิ.ม. (แปล) ๕/๓๐๓/๑๓๗

376
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 377 (เล่ม 7)

เสนาสนะมีเพียงพอ ทางที่ดีพวกเราพึงอยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์ สังคายนาพระ
ธรรมและวินัย ภิกษุเหล่าอื่นไม่พึงอยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์”
ต่อมา ท่านพระมหากัสสปะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่า
[๔๓๘] ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงแต่งตั้ง
ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ให้จำพรรษาในกรุงราชคฤห์ เพื่อสังคายนาพระธรรมและวินัย ภิกษุ
เหล่าอื่นไม่พึงจำพรรษาในกรุงราชคฤห์ นี่เป็นญัตติ
ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์แต่งตั้งภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ให้จำพรรษาในกรุงราชคฤห์
เพื่อสังคายนาพระธรรมและวินัย ภิกษุเหล่าอื่นไม่พึงจำพรรษาในกรุงราชคฤห์ ท่าน
รูปใดเห็นด้วยกับการแต่งตั้งภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ให้จำพรรษาในกรุงราชคฤห์ เพื่อ
สังคายนาพระธรรมและวินัย ภิกษุเหล่าอื่นไม่พึงจำพรรษาในกรุงราชคฤห์ ท่านรูป
นั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
สงฆ์แต่งตั้งภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ให้จำพรรษาในกรุงราชคฤห์ เพื่อสังคายนาพระ
ธรรมและวินัยแล้ว ภิกษุเหล่าอื่นไม่พึงจำพรรษาในกรุงราชคฤห์ สงฆ์เห็นด้วย เพราะ
ฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ทรุดโทรม
ต่อมา ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้เดินทางไปกรุงราชคฤห์เพื่อสังคายนาพระธรรม
และวินัย ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้เถระได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาค
ทรงสรรเสริญการปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ทรุดโทรม ถ้ากระไร พวกเราจะปฏิสังขรณ์
เสนาสนะที่ทรุดโทรมในเดือนแรก จะประชุมสังคายนาพระธรรมและวินัยตอนกลาง
เดือน”
ท่านพระอานนท์บรรลุอรหัตตผล
ครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ทรุดโทรมในเดือนแรก ลำดับนั้น
ท่านพระอานนท์คิดว่า “พรุ่งนี้เป็นวันประชุม การที่เราผู้ยังเป็นเสขบุคคลอยู่จะไป

377
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 378 (เล่ม 7)

ร่วมประชุมด้วย ไม่สมควรเลย” จึงให้เวลากลางคืนเป็นส่วนมากล่วงไปด้วย
กายคตาสติ๑ พอถึงเวลาใกล้รุ่งก็เอนกาย ด้วยตั้งใจว่า “จะนอนพัก” แต่ศีรษะ
ยังไม่ทันถึงหมอน เท้ายังไม่ทันยกขึ้นจากพื้น ในระหว่างนี้จิตได้หลุดพ้นจากกิเลส
อาสวะทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น
เรื่องท่านพระอุบาลีตอบคำถามเกี่ยวกับพระวินัย
[๔๓๙] ครั้นท่านพระอานนท์เป็นพระอรหันต์ได้ไปสู่ที่ประชุม ลำดับนั้น ท่าน
พระมหากัสสปะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า
“ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ข้าพเจ้าจะสอบ
ถามพระวินัยกับท่านพระอุบาลี”
ท่านพระอุบาลีจึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า
“ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว ข้าพเจ้าอันท่านพระมหา
กัสสปะถามพระวินัย จะได้ตอบต่อไป”
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑
ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามท่านท่านพระอุบาลีว่า “ท่านอุบาลี พระ
ผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ณ ที่ไหน”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ณ กรุงเวสาลี ขอรับ”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “ทรงปรารภใคร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ทรงปรารภพระสุทินกลันทบุตร”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “เพราะเรื่องอะไร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “เพราะเสพเมถุนธรรม”
เชิงอรรถ :
๑ กายคตาสติ คือ สติอันไปในกาย กำหนดพิจารณากายนี้ให้เห็นว่า ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ไม่สะอาด
ไม่งาม น่ารังเกียจ

378
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 379 (เล่ม 7)

จากนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามถึงวัตถุบ้าง ถามถึงนิทานบ้าง ถามถึง
บุคคลบ้าง ถามถึงพระบัญญัติบ้าง ถามถึงพระอนุบัญญัติบ้าง ถามถึงอาบัติบ้าง
ถามถึงอนาบัติบ้างแห่งปาราชิกสิกขาบทที่ ๑
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒
ท่านพระมหากัสสปะถามต่อไปว่า “ท่านอุบาลี พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ณ ที่ไหน”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ณ กรุงราชคฤห์ ขอรับ”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “ทรงปรารภใคร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ทรงปรารภพระธนิยกุมภการบุตร”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “เพราะเรื่องอะไร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “เพราะเรื่องการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้”
จากนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามถึงวัตถุบ้าง ถามถึงนิทานบ้าง ถามถึง
บุคคลบ้าง ถามถึงพระบัญญัติบ้าง ถามถึงพระอนุบัญญัติบ้าง ถามถึงอาบัติบ้าง
ถามถึงอนาบัติบ้างแห่งปาราชิกสิกขาบทที่ ๒
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓
ท่านพระมหากัสสปะถามต่อไปว่า “ท่านอุบาลี พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ณ ที่ไหน”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ณ กรุงเวสาลี ขอรับ”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “ทรงปรารภใคร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ทรงปรารภภิกษุหลายรูป”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “เพราะเรื่องอะไร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “เพราะพรากกายมนุษย์”

379
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 380 (เล่ม 7)

จากนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามถึงวัตถุบ้าง ถามถึงนิทานบ้าง ถามถึง
บุคคลบ้าง ถามถึงพระบัญญัติบ้าง ถามถึงพระอนุบัญญัติบ้าง ถามถึงอาบัติบ้าง
ถามถึงอนาบัติบ้างแห่งปาราชิกสิกขาบทที่ ๓
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔
ท่านพระมหากัสสปะถามต่อไปว่า “ท่านอุบาลี พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ไว้ ณ ที่ไหน”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ณ กรุงเวสาลี ขอรับ”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “ทรงปรารภใคร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “ทรงปรารภภิกษุชาวฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาทั้งหลาย”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “เพราะเรื่องอะไร”
ท่านพระอุบาลีตอบว่า “เพราะกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม”
จากนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามถึงวัตถุบ้าง ถามถึงนิทานบ้าง ถามถึง
บุคคลบ้าง ถามถึงพระบัญญัติบ้าง ถามถึงพระอนุบัญญัติบ้าง ถามถึงอาบัติบ้าง
อนาบัติบ้างแห่งปาราชิกสิกขาบทที่ ๔
ท่านพระมหากัสสปะถามพระวินัยของสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย๑ โดยอุบายนี้เหมือนกัน
ท่านพระมหากัสสปะเป็นผู้ถาม ท่านพระอุบาลีเป็นผู้ตอบ
เรื่องท่านพระอานนท์ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม
[๔๔๐] ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรม
วาจาว่า “ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว ข้าพเจ้าจะสอบ
ถามพระธรรมกับท่านพระอานนท์”
เชิงอรรถ :
๑ สงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์

380
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 381 (เล่ม 7)

ท่านพระอานนท์จึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า “ท่านผู้เจริญ
ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว ข้าพเจ้าอันท่านพระมหากัสสปะถามพระ
ธรรมจะได้ตอบต่อไป”
ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะจึงถามท่านพระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ พระ
ผู้มีพระภาคตรัสพรหมชาลสูตร ณ ที่ไหน”
ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ณ ที่พระตำหนักในราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ระหว่าง
กรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทา ขอรับ”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “ทรงปรารภใคร”
ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ทรงปรารภสุปปิยปริพาชกและพรหมทัตมาณพ”
จากนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามถึงนิทานบ้าง ถามถึงบุคคลบ้างในพรหม
ชาลสูตร
ท่านพระมหากัสสปะถามต่อไปว่า “ท่านอานนท์ พระผู้มีพระภาคตรัสสามัญญ
ผลสูตรที่ไหน”
ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ณ ที่วิหารชีวกัมพวัน กรุงราชคฤห์ ขอรับ”
ท่านพระมหากัสสปะถามว่า “ตรัสกับใคร”
ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ตรัสกับพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร”
จากนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามถึงนิทานบ้าง ถามถึงบุคคลบ้าง ในสามัญญ
ผลสูตร แล้วถามจนครบทั้ง ๕ นิกาย๑
ท่านพระมหากัสสปะเป็นผู้ถาม ท่านพระอานนท์เป็นผู้ตอบ
เชิงอรรถ :
๑ นิกาย ๕ ได้แก่ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย พระอภิธรรมปิฎก
ก็จัดเป็นขุททกนิกาย (วิ.อ. ๑/๒๖)

381
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 382 (เล่ม 7)

๒. ขุททานุขุททกสิกขาปทกถา
ว่าด้วยสิกขาบทเล็กน้อย
[๔๔๑] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกับภิกษุผู้เถระทั้งหลายดังนี้ว่า “ท่าน
ผู้เจริญ ในเวลาจะปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ว่า ‘อานนท์ เมื่อเราล่วงไป
สงฆ์หวังอยู่ก็พึงถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้”
ภิกษุผู้เถระทั้งหลายถามว่า “ท่านอานนท์ ท่านทูลถามพระผู้มีพระภาคหรือ
ว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า สิกขาบทข้อไหนที่จัดว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อย”
ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมไม่ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
‘พระพุทธเจ้าข้า สิกขาบทข้อไหน ที่จัดว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อย”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ยกเว้นปาราชิก ๔ สิกขาบท ที่เหลือจัด
เป็นสิกขาบทเล็กน้อย”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ยกเว้นปาราชิก ๔ สิกขาบท สังฆาทิเสส
๑๓ สิกขาบท ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ยกเว้นปาราชิก ๔ สิกขาบท สังฆาทิเสส
๑๓ สิกขาบท อนิยต ๒ ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ยกเว้นปาราชิก ๔ สิกขาบท สังฆาทิเสส
๑๓ สิกขาบท อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท
ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ยกเว้นปาราชิก ๔ สิกขาบท สังฆาทิเสส
๑๓ สิกขาบท อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท
ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบท ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย”
เรื่องไม่บัญญัติเพิ่มเติมและไม่ถอนพระบัญญัติเดิม
[๔๔๒] ครั้งนั้น ท่านพระมหากัปปสะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรม
วาจาว่า

382