พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 273 (เล่ม 7)

ภิกษุหลายรูปทำจีวรในที่แจ้ง ถูกฝุ่นธุลีฟุ้งกลบ
ภิกษุผู้มีศีลตำหนิ ถ้าวิหารรก เมื่อจะปัดกวาด
เริ่มต้นควรขนบาตรจีวรออกไป ขนฟูก หมอน
เตียง ตั่ง กระโถน พนักพิงออกไป
กวาดหยากเยื่อลงจากเพดาน เช็ดกรอบประตูหน้าต่างและมุมห้อง
ฝาทาน้ำมัน พื้นทาสีดำขึ้นรา ถ้าพื้นไม่ได้ทา
พึงเช็ดทำให้สะอาด ปัดกวาดหยากเยื่อทิ้ง
ไม่เคาะเสนาสนะใกล้ภิกษุ วิหาร น้ำดื่ม น้ำใช้
ไม่เคาะในที่สูง เหนือลม ใต้ลม พรหมปูพื้น เขียงรองเตียง
เตียง ตั่ง ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง กระโถน พนักพิง
ตากทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ตามเดิม เก็บบาตรจีวร
อย่าวางบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีเครื่องรอง
จีวรต้องพาดชายไว้ด้านนอกขนดไว้ด้านใน
หากลมทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือหรือทิศใต้
พัดมาปิดหน้าต่างด้านทิศนั้นๆ
หน้าหนาวตอนกลางวันเปิดหน้าต่าง
กลางคืนปิด หน้าร้อน กลางวันเปิดหน้าต่าง กลางคืนปิด
ปัดกวาดบริเวณ ซุ้ม โรงฉัน โรงไฟ วัจกุฎี
ตักน้ำดื่มน้ำใช้มาตั้งไว้ ตักน้ำใส่หม้อชำระไว้
อยู่กับภิกษุผู้มีพรรษามากกว่า ถ้ายังไม่ได้บอก
อย่าให้อุทเทส ปริปุจฉา อย่าสาธยาย
อย่าแสดงธรรม อย่าตามประทีป อย่าเปิดหน้าต่าง
อย่าปิดหน้าต่าง ควรเดินตามภิกษุแก่พรรษากว่า
อย่ากระทบแม้ด้วยชายสังฆาฏิ วัตรในเสนาสนะ
พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นพระมหาวีระทรงบัญญัติไว้แล้ว
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ถูกภิกษุผู้เถระห้าม ปิดประตู
ภิกษุผู้เถระสลบ ภิกษุผู้มีศีลตำหนิ

273
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 274 (เล่ม 7)

ภิกษุควรนำเถ้าไปเททิ้ง ปัดกวาดเรือนไฟชาน
ภายนอกบริเวณซุ้มประตู ศาลาเรือนไฟ บดจุรณ
แช่ดินเหนียว ตักน้ำไว้ในราง เอาดินเหนียว
ทาหน้าปิดทั้งข้างหน้าข้างหลัง
ไม่นั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่เกียดกันอาสนะภิกษุนวกะ
ถ้ามีความอุตสาหะควรทำบริกรรมแก่ภิกษุผู้เถระในเรือนไฟ
อย่าสรงน้ำข้างหน้า เหนือน้ำ ให้หนทาง
เรือนไฟเปรอะเปื้อน ล้างรางแช่ดินเหนียว
เก็บตั่ง ดับไฟ ปิดประตูนี้คือวัตรในเรือนไฟ
ภิกษุถ่ายอุจจาระแล้วไม่ชำระ ถ่ายอุจจาระตามลำดับพรรษา
ทรงอนุญาตให้ถ่ายตามลำดับผู้มาถึง
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เข้าวัจกุฎีเร็ว เวิกผ้านุ่งเข้าไป
ถอนหายใจพลางถ่ายอุจจาระ เคี้ยวไม้ชำระฟัน
พลางถ่ายอุจจาระ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะออกนอกราง
บ้วนน้ำลายลงในราง ใช้ไม้ชำระเนื้อแข็ง
ทิ้งไม้ชำระลงในช่องถ่ายอุจจาระออกมาเร็วเกิน
เวิกผ้าออกมา ชำระมีเสียงดังโจ๊กโจ๊ก
เหลือน้ำไว้ในกระบอกชำระ ภิกษุผู้อยู่ข้างนอกพึงกระแอม
ภิกษุผู้อยู่ข้างในกระแอมรับ พาดจีวรไว้บนราว
สายระเดียง อย่ารีบเข้าไป อย่าเวิกผ้าเข้าไป ยืนบนเขียง
อย่าถอนหายใจดัง อย่าเคี้ยวไม้ชำระฟัน
อย่าถ่ายอุจจาระปัสสาวะออกนอกราง
อย่าบ้วนน้ำลายลงในราง อย่าใช้ไม้ชำระเนื้อแข็ง
อย่าทิ้งไม้ชำระลงในช่องถ่าย ยืนบนเขียงถ่ายแล้ว
ปิดผ้า อย่าออกมาเร็วนัก อย่าเวิกผ้าออกมา
ยืนบนเขียงถ่ายแล้วจึงปิด อย่าชำระมีเสียงดังจะปุจะปุ
อย่าเหลือน้ำชำระไว้ ยืนบนเขียงชำระแล้วปิดผ้า

274
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 275 (เล่ม 7)

วัจกุฎีเลอะเทอะต้องทำความสะอาด
ตะกร้าไม้ชำระเต็มควรนำไปเท
วัจกุฎีชานภายนอกบริเวณซุ้มประตูรกก็ควรกวาด
ตักน้ำใส่หม้อชำระ นี้คือวัตรในวัจกุฏี
สัทธิวิหาริก ถอดรองเท้า ถวายไม้ชำระฟัน
น้ำล้างหน้า ปูอาสนะ ถวายข้าวต้ม ล้างภาชนะเก็บไว้
เก็บอาสนะ ที่รกพึงกวาด เข้าบ้าน ถวายผ้านุ่ง
ประคดเอว สังฆาฏิที่ซ้อน ๒ ชั้น บาตรพร้อมทั้งน้ำ
ปัจฉาสมณะ นุ่งปิดมณฑล ๓ ให้เรียบร้อย
คาดประคดเอว ห่มสังฆาฏิที่ซ้อน ล้างบาตร
เป็นปัจฉาสมณะ เดินไม่ห่างนัก ไม่ชิดนักรับของในบาตร
พระอุปัชฌาย์กำลังกล่าวถ้อยคำใกล้ต่ออาบัติ
กลับมาก่อนปูอาสนะไว้รอ ตั้งน้ำล้างเท้า
ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ลุกไปรับ
ถวายผ้านุ่ง ผลัด ผึ่งที่แดด ผึ่งทิ้งไว้ครู่หนึ่ง
อย่าให้มีรอยพับ ม้วนประคดเอวไว้ในขนด
พระอุปัชฌาย์ต้องการจะฉัน น้อมถวายปิณฑบาต
ถามถึงน้ำดื่ม ถวายน้ำ รับบาตรถือมาอย่างระมัดระวัง
ผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง อย่าผึ่งทิ้งไว้ พึงเก็บบาตรและจีวร
อย่าเก็บบาตรไว้บนพื้น ไม่มีเครื่องลาด
พาดชายจีวรไว้ข้างนอก ขนดไว้ข้างใน
เก็บอาสนะและน้ำล้างเท้า ปัดกวาดที่รก
พระอุปัชฌาย์จะสรงน้ำ ถวายน้ำเย็น น้ำร้อน เรือนไฟ
บดจุรณ แช่ดิน ตามหลังเข้าไปถวายตั่ง รับจีวร
ถวายจุรณและดิน ถ้ามีความสามารถก็ใช้ดินทา
หน้าปิดทั้งข้างหน้าข้างหลัง ไม่นั่งเบียดภิกษุผู้เถระ
ไม่กีดกันอาสนะภิกษุนวกะ ทำบริกรรม ออกจากเรือนไฟ

275
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 276 (เล่ม 7)

ปิดทั้งข้างหน้าข้างหลัง ทำบริกรรมในน้ำ
สรงน้ำแล้วขึ้นมาก่อน นุ่งผ้า เช็ดตัวให้แห้ง
เช็ดน้ำจากตัวพระอุปัชฌาย์ถวายผ้านุ่ง สังฆาฏิ
ถือตั่งเรือนไฟ ปูอาสนะไว้ ตั้งน้ำล้างเท้า
ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถามถึงน้ำดื่ม
พึงเรียนพึงสอบถาม
ถ้ามีความอุตสาหะก็ควรปัดกวาดวิหารที่รก
ก่อนปัดกวาด ควรขนบาตรจีวร ผ้าปูนั่ง
ผ้าปูนอน ฟูก หมอน เตียง ตั่ง เขียงรองเตียง
กระโถน พนักพิงและเครื่องลาดพื้นออกไป
ปัดกวาดหยากเยื่อตั้งแต่เพดานลงมา เช็ดกรอบหน้าต่าง
ฝาทาน้ำมัน พื้นทาสีดำ พื้นไม่ได้ทำ พรหมปูพื้นผึ่งแดด
เขียงรองเตียง เตียง ตั่ง ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง
ผ้าปูนอน กระโถน พนักพิง เก็บบาตรจีวร
ลมเจือฝุ่นละอองพัดมาทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก
ทิศเหนือหรือทิศใต้ ควรปิดหน้าต่างด้านนั้นๆ
หน้าหนาว หน้าร้อน กลางวัน กลางคืน บริเวณ ซุ้ม
โรงฉัน โรงไฟ วัจกุฎี ตักน้ำดื่มน้ำใช้ หม้อชำระ
พระอุปัชฌาย์เกิดความไม่ยินดี รำคาญ เห็นผิด
ต้องอาบัติหนัก ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม
มานัต อัพภาน ถ้าถูกลงตัชชนียกรรม
นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม
ปฏิสารณียกรรมและอุกเขปนียกรรม
จีวรของพระอุปัชฌาย์ควรซัก ทำย้อม
ย้อมให้พลิกกลับไปมา รับบาตรจีวรและบริขาร ปลงผม
ไม่ทำบริกรรมหรือ ขวนขวาย เป็นปัจฉาสมณะ
ให้บิณฑบาต เข้าบ้าน อย่าไปป่าช้า อย่าไปสู่ทิศ

276
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 277 (เล่ม 7)

พระอุปัชฌาย์อาพาธ ควรพยาบาลตลอดชีวิต
ภิกษุทั้งหลาย นี้คืออุปัชฌายวัตร อันสัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบ
พระอุปัชฌาย์สงเคราะห์ด้วยอุทเทส ปริปุจฉา โอวาท
และอนุศาสน์ ให้บาตร จีวรและบริขาร คราวอาพาธ
ไม่พึงเป็นปัจฉาสมณะ แม้อาจริยวัตรก็เหมือนกับอุปัชฌายวัตร
อันเตวาสิกวัตรก็เหมือนกับสัทธิวิหาริกวัตร
อาวาสิกวัตรก็เหมือนกับอาคันตุกวัตร คมิกวัตร
อนุโมทนาวัตร ภัตตัคควัตร ปิณฑจาริกวัตร
อารัญญิกวัตร เสนาสนวัตร ชันตาฆรวัตร วัจกุฎีวัตร
อุปัชฌายวัตร สัทธิวิหาริกวัตร อาจริยวัตร
อันเตวาสิกวัตรก็เหมือนกัน
ในขันธกะนี้มี ๑๙ เรื่อง ๑๔ วัตร
ภิกษุผู้ไม่บำเพ็ญวัตร ชื่อว่าไม่บำเพ็ญศีล
ผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ ทรามปัญญา
ย่อมไม่ประสบเอกัคคตาจิต ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน อารมณ์มาก
ย่อมไม่เห็นธรรมโดยชอบ เมื่อไม่เห็นพระสัทธรรม
ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ภิกษุผู้บำเพ็ญวัตร ชื่อว่าบำเพ็ญศีล
ผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญา ย่อมได้รับเอกัคคตาจิต
ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน อารมณ์เดียว ย่อมเห็นธรรมโดยธรรม
เมื่อเห็นพระสัทธรรม ย่อมพ้นจากทุกข์ได้
เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้เป็นพุทธชิโนรส มีปัญญาเห็นประจักษ์
พึงบำเพ็ญวัตร อันเป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
แต่นั้นจะถึงพระนิพพานได้ดังนี้แล
วัตตขันธกะ จบ

277
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 278 (เล่ม 7)

๙. ปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ
๑. ปาติโมกขุทเทสยาจนะ
ว่าด้วยการขอให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
[๓๘๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทในปุพพารามของ
นางวิสาขามิคารมาตา ครั้งนั้น ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง
มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม
ครั้งนั้น เมื่อราตรีผ่านไปแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจาก
อาสนะ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาค ได้กราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ราตรีผ่านไปแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว
ภิกษุสงฆ์นั่งนานแล้วพระผู้มีพระภาคโปรดยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด”
เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคทรงนิ่ง
แม้ครั้งที่ ๒ เมื่อราตรีผ่านไปแล้ว เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์
ลุกจากอาสนะ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาค
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ราตรีผ่านไปแล้ว มัชฌิมยาม
ผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งนานแล้ว พระผู้มีพระภาคโปรดยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่
ภิกษุทั้งหลายเถิด”
แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคก็ทรงนิ่ง ฯลฯ
แม้ครั้งที่ ๓ เมื่อราตรีผ่านไปแล้ว เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ยามรุ่งอรุณ ท่าน
พระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งประนมมือไปทางพระผู้
มีพระภาค ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ราตรีผ่านไปแล้ว
ปัจฉิมยามผ่านไป ภิกษุสงฆ์นั่งนานแล้ว พระผู้มีพระภาคโปรดยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด”

278
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 279 (เล่ม 7)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์”
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า บริษัทไม่บริสุทธิ์ ทรงหมายถึงใครกัน” ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
มนสิการกำหนดจิตภิกษุสงฆ์ที่มีทั้งหมดด้วยจิต(ของตน) ได้เห็นบุคคลนั้นผู้ทุศีล มี
บาปธรรม ประพฤติไม่เรียบร้อย น่ารังเกียจ ปกปิดพฤติกรรม ไม่ใช่สมณะแต่
ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เน่าใน เปียกชุ่ม
เป็นดุจหยากเยื่อ นั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วจึงเข้าไปหาบุคคลนั้น แล้วได้
กล่าวกับบุคคลนั้นดังนี้ว่า “ท่านจงลุกขึ้น พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่านแล้ว ท่าน
ไม่มีสังวาสกับภิกษุทั้งหลาย” เมื่อท่านพระมหาโมคคัลลานะแม้กล่าวอย่างนี้ บุคคลนั้น
ก็ยังนิ่ง
แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็ได้กล่าวกับบุคคลนั้นดังนี้ว่า “ท่าน
จงลุกขึ้น พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่าน ท่านไม่มีสังวาสกับภิกษุทั้งหลาย”
แม้ครั้งที่ ๒ บุคคลนั้นก็ยังนิ่ง
แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็ได้กล่าวกับบุคคลนั้นดังนี้ว่า “ท่าน
จงลุกขึ้น พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่าน ท่านไม่มีสังวาสกับภิกษุทั้งหลาย”
แม้ครั้งที่ ๓ บุคคลนั้นก็ยังนิ่ง
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะจับแขนบุคคลนั้นฉุดให้ออกไปนอกซุ้มประตู
ใส่กลอนแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคดังนี้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้าให้ผู้นั้นออกไปพ้นแล้ว บริษัทบริสุทธิ์แล้ว ขอพระ
ผู้มีพระภาคโปรดยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์จริง โมคคัลลานะ เป็นเรื่อง
ยังไม่เคยปรากฏ โมฆบุรุษรอจนกระทั่งถูกฉุดแขนออกไป”

279
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 280 (เล่ม 7)

๒. มหาสมุทเทอัฏฐัจฉริยะ
ว่าด้วยความอัศจรรย์ของมหาสมุทร ๘ ประการ๑
[๓๘๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย
ในมหาสมุทร มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๘ ประการ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว
ต่างพากันยินดีในมหาสมุทร
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๘ ประการ คือ
๑. มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ
ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดย
ลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๑ ในมหา
สมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร
๒. (น้ำใน)มหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่(น้ำใน)มหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์
ไม่เคยปรากฏประการที่ ๒ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีใน
มหาสมุทร
๓. มหาสมุทรไม่อยู่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นฝั่งจนถึงบนบกทันที
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรไม่อยู่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นฝั่งจนถึง
บนบกทันที นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๓ ในมหาสมุทร ที่พวก
อสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร
๔. มหานทีทุกสาย คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลลงสู่
มหาสมุทรแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า มหา
สมุทรทั้งสิ้น
เชิงอรรถ :
๑ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๑๙/๒๔๖, ขุ.อุ. (แปล) ๒๕/๔๕/๒๖๒

280
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 281 (เล่ม 7)

ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหานทีทุกสาย คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลลง
สู่มหาสมุทรแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า มหาสมุทรทั้งสิ้น นี้
เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๔ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว
ต่างพากันยินดีในมหาสมุทร
๕. แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลกที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝน
ตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหาสมุทรพร่องหรือเต็มได้
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลกที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทรและ
สายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหาสมุทรพร่องหรือเต็มได้ นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์
ไม่เคยปรากฏประการที่ ๕ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีใน
มหาสมุทร
๖. มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่
เคยปรากฏประการที่ ๖ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีใน
มหาสมุทร
๗. มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา แก้วมณี
แก้ว ไพฑูรย์ สังข์ ศิลา ประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม แก้วตาแมว
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา
แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา ประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม แก้วตาแมว นี้
เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๗ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็น
แล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร
๘. มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิ ปลาติ
มิงคละ ปลาติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์
มีลำตัว ๑๐๐ โยชน์บ้าง ๒๐๐ โยชน์บ้าง ๓๐๐ โยชน์บ้าง ๔๐๐
โยชน์บ้าง ๕๐๐ โยชน์บ้าง

281
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 282 (เล่ม 7)

ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิ
ปลาติมิงคละ ปลาติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์ มีลำตัว ๑๐๐
โยชน์บ้าง ๒๐๐ โยชน์บ้าง ๓๐๐ โยชน์บ้าง ๔๐๐ โยชน์บ้าง ๕๐๐ โยชน์บ้าง
นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๘ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว
ต่างพากันยินดีในมหาสมุทร
๓. อิมัสมิงธัมมวินเยอัฏฐัจฉริยะ
ว่าด้วยความมหัศจรรย์ในพระธรรมวินัย ๘ ประการ
[๓๘๕] ภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๘
ประการ ที่พวกภิกษุพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้เหมือนกัน
ธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๘ ประการ คือ
๑. ในธรรมวินัยนี้ มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการบำเพ็ญไปตามลำดับ
มีการปฏิบัติไปตามลำดับ ไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที
เหมือนมหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดย
ลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ในธรรมวินัยนี้ มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการบำเพ็ญไป
ตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ ไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที นี้เป็น
ธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็น
แล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้
๒. สาวกทั้งหลายของเราย่อมไม่ละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้
เพราะเหตุแห่งชีวิต เหมือน(น้ำใน)มหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราย่อมไม่ละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติ
ไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๒ ใน
ธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

282