พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 286 (เล่ม 5)

เห็นอาบัตินั้นไหม ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า
“ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนีย
กรรมภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่
ชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ไม่มีทิฏฐิบาป
ที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูปหรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว
จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า
“ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์ลงอุกเขปนีย
กรรมภิกษุนั้นเพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ชอบ
ธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน
ไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน
ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละ
ทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น
ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ
นั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่า
กรรมไม่ชอบธรรม
เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ไม่ชอบธรรมอีก ๗ กรณี
[๓๙๘] ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น สงฆ์ ภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม” ภิกษุนั้น
กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมเห็น” สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรม
ภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

286
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 287 (เล่ม 5)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงทำคืน สงฆ์ ภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น” ภิกษุนั้น
กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมจะทำคืน” สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรม
ภิกษุนั้นเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้น
กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมจะสละ” สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรม
ภิกษุนั้นเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน
… … มีอาบัติที่พึงเห็น มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ … … มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาป
ที่พึงสละ … … มีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์
ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัติ
นั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าว
อย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมเห็น ผมจะทำคืน ผมจะสละทิฏฐิบาป”
สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรมภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ
หรือ เพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม
เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ชอบธรรม ๗ กรณี
[๓๙๙] ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น สงฆ์ ภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม” ภิกษุนั้น
กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรม
ภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงทำคืน สงฆ์ ภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น” ภิกษุนั้น

287
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 288 (เล่ม 5)

กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรม
ภิกษุนั้นเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้น
กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรม
ภิกษุนั้นเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน
… … มีอาบัติที่พึงเห็น มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ … … มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาป
ที่พึงสละ … … มีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์
ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัติ
นั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าว
อย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ผม
ไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ
เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมชอบธรรม
๒๔๑. อุปาลิปุจฉากถา
ว่าด้วยพระอุบาลีกราบทูลถามปัญหา
เรื่องกรรมไม่ชอบด้วยธรรมไม่ชอบด้วยวินัย
หมวดที่ ๑ รวม ๑๖ กรณี
[๔๐๐] ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้น
ถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ท่านพระอุบาลีผู้
นั่งแล้ว ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “กรรมที่ควรทำต่อหน้า

288
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 289 (เล่ม 5)

แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับทำลับหลัง กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม
เป็นกรรม ชอบด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วย
ธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย”
ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “กรรมที่ควรทำโดยการสอบถาม แต่สงฆ์พร้อม
เพรียงกันทำโดยไม่สอบถาม … … กรรมที่ควรทำตามปฏิญญา แต่สงฆ์พร้อม
เพรียงกันทำโดยไม่ตามปฏิญญา … … ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … …
ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้
ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … …
ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม … … ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้
ควรปัพพาชนียกรรม … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม … …
ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม … … ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม
… … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม … … อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต …
… ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน อุปสมบทให้กุลบุตร กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมชอบด้วย
ธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย
อุบาลี กรรมที่ควรทำต่อหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับทำลับหลัง อย่างนี้แล
จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมี
ความผิด
อุบาลี กรรมที่ควรทำโดยการสอบถาม แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับทำ
โดยไม่สอบถาม … … กรรมที่ควรทำตามปฏิญญา แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับ
ทำโดยไม่ตามปฏิญญา … … ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ลงตัสส-
ปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควร
ตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลง

289
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 290 (เล่ม 5)

ปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม … … ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควร
ปัพพาชนียกรรม … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม … …
ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม … … ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม
… … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม … … อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต …
… ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน อุปสมบทให้กุลบุตร อุบาลี อย่างนี้แล จัดว่าเป็น
กรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมีความผิด”
เรื่องกรรมที่ชอบด้วยธรรมชอบด้วยวินัย
หมวดที่ ๑ รวม ๑๖ กรณี
[๔๐๑] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “กรรมที่ควรทำต่อหน้า สงฆ์ผู้พร้อม
เพรียงกันทำต่อหน้า กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม จัดว่าเป็นกรรมชอบ
ด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมชอบด้วยวินัย”
พระอุบาลีกราบทูลว่า “กรรมที่ควรทำโดยการสอบถาม สงฆ์ผู้พร้อมเพรียง
กันทำโดยการสอบถาม … … กรรมที่ควรทำตามปฏิญญา สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน
ก็ทำตามปฏิญญา … … ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ให้อมูฬหวินัยแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกา
กรรม … … ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลงนิยสกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …
… ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม … … ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส … … ชักภิกษุผู้
ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมเข้าหาอาบัติเดิม … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต … …
อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน … … อุปสมทให้กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท กรรมนั้นจัด
ว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”

290
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 291 (เล่ม 5)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมชอบด้วยวินัย
อุบาลี กรรมที่ควรทำต่อหน้า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันก็ทำต่อหน้า อย่างนี้แล
จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมไม่มี
ความผิด
อุบาลี กรรมที่ควรทำโดยการสอบถาม สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันก็ทำโดยการ
สอบถาม … … กรรมที่ควรทำตามปฏิญญา สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันก็ทำตามปฏิญญา
… … ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย
… … ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงตัชชนีย
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …
… ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม … … ลงปฏิสารณียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม
… … ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส … … ชักภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมเข้าหา
อาบัติเดิม … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต … … อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน
… … อุปสมบทให้กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อุบาลี อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรมชอบ
ด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมไม่มีความผิด”
เรื่องกรรมไม่ชอบด้วยธรรมไม่ชอบด้วยวินัย
หมวดที่ ๒ อีก ๑๖ กรณี
[๔๐๒] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่
ภิกษุผู้ควรสติวินัย ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรม
ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย”

291
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 292 (เล่ม 5)

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลง
ตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่
ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลง
ตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยส
กรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม … … ลงปฏิสารณียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณีย
กรรม … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม … … ลงปฏิสารณีย
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม … … ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …
… ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส … … ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติ
เดิม … … ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควร
ชักเข้าหาอาบัติเดิม … … ชักภิกษุผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม … … อัพภานภิกษุ
ผู้ควรมานัต … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน … … ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน
อุปสมบทให้กุลบุตร … … อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท กรรมนั้น จัดว่าเป็น
กรรมชอบด้วยธรรม จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้นจัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย
อุบาลี สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย ให้สติวินัย
แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย
อุบาลี อย่างนี้แลจัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย
อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมีความผิด
อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย
ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้
ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม
… … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควร
นิยสกรรม … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม … … ลงนิยสกรรม

292
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 293 (เล่ม 5)

แก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม … … ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนีย
กรรม … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม … … ลงอุกเขปนีย
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม … … ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนีย
กรรม … … ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรปริวาส … … ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม … … ให้ปริวาสแก่
ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …
… ชักภิกษุผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม … … อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต … …
ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน … … ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานอุปสมบทให้กุลบุตร … …
อัพภานผู้ควรอุปสมบท
อุบาลี อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย
อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมีความผิด”
เรื่องกรรมชอบด้วยธรรมชอบด้วยวินัย
หมวดที่ ๒ อีก ๑๖ กรณี
[๔๐๓] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้
ควรสติวินัย ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย กรรมนั้น จัดว่าเป็นกรรม
ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้น จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมชอบด้วยวินัย”
ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควร
อมูฬหวินัย … … ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … …
ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยส
กรรม … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม … … ลงปฏิสารณีย
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .. … ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนีย
กรรม … … ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส … … ชักภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม

293
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 294 (เล่ม 5)

เข้าหาอาบัติเดิม … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต … … อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน
… … อุปสมบทให้กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท กรรมนั้น จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมชอบด้วยวินัยหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี กรรมนั้น จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม
เป็นกรรมชอบด้วยวินัย
อุบาลี สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย ให้อมูฬหวินัยแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย
อุบาลี อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย
อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมไม่มีความผิด
อุบาลี สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ลง
ตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงตัชชนียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม … … ลง
ปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม … … ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ
ผู้ควรปฏิสารณียกรรม … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …
… ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส … … ชักภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมเข้าหา
อาบัติเดิม … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต … … อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน …
… อุปสมบทให้กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท
อุบาลี อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย
อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมไม่มีความผิด”
เรื่องกรรมไม่ชอบด้วยธรรมไม่ชอบด้วยวินัย
หมวดที่ ๓
[๔๐๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรม
ไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมีความผิด

294
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ หน้าที่ 295 (เล่ม 5)

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควร
สติวินัย … … ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้
ควรสติวินัย … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ลงปฏิสารณีย
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ให้
ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ชักภิกษุผู้ควรสติวินัยเข้าหาอาบัติเดิม … … ให้
มานัตแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย … … อัพภานภิกษุผู้ควรสติวินัย … … ให้ภิกษุผู้ควร
สติวินัยอุปสมบทให้กุลบุตร
ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่
ชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมีความผิด
[๔๐๕] ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่
ชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมีความผิด
ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย
… … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควร
อมูฬหวินัย … … ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ลงอุกเขปนีย
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ชัก
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยเข้าหาอาบัติเดิม … … ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …
… อัพภานภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย … … ให้ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยให้อุปสมบทกุลบุตร
… … ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย
ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่
ชอบด้วยวินัย อย่างนี้แล สงฆ์ย่อมมีความผิด
[๔๐๖] ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควร
ตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … …
ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม … … ลงปฏิสารณียกรรม

295