ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 201 (เล่ม 1)

ปฐมฌานกับสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์และอัปปณิหิตวิโมกข์
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์แล้ว ด้วย
อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ปฐมฌานและ
อัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้
ได้ปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌาน
และอัปปณิหิตวิโมกข์ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานกับสุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิและอัปปณิหิตสมาธิ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสุญญตสมาธิแล้ว ด้วย
อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอนิมิตสมาธิ ฯลฯ ปฐมฌานและ
อัปปณิหิตสมาธิแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้
ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและ
อัปปณิหิตสมาธิให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานกับสุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติและอัปปณิหิตสมาบัติ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสุญญตสมาบัติแล้ว ด้วย
อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ ปฐมฌาน
และอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้า
เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำ
ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานและวิชชา ๓
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและวิชชา ๓ แล้ว ด้วยอาการ ๓
อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและ
วิชชา ๓ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและวิชชา ๓ ให้แจ้งแล้ว …
ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ

201
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 202 (เล่ม 1)

ปฐมฌานกับสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และอิทธิบาท ๔
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ด้วย
อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ปฐมฌาน
และอิทธิบาท ๔ แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้
ได้ปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและ
อิทธิบาท ๔ ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานกับอินทรีย์ ๕ และพละ ๕
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ แล้ว ด้วยอาการ
๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและพละ ๕ แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้า
เป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและพละ ๕ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ …
ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและพละ ๕ ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานกับโพชฌงค์ ๗
[๒๐๙] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ แล้ว
ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้
ปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและ
โพชฌงค์ ๗ ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานกับอริยมรรคมีองค์ ๘
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและอริยมรรค
มีองค์ ๘ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘
ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานกับโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผล
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและโสดาปัตติผลแล้ว ด้วยอาการ
๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสกทาคามิผล ฯลฯ ปฐมฌานและอนาคามิผล

202
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 203 (เล่ม 1)

ฯลฯ ปฐมฌานและอรหัตตผลแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌานและอรหัตตผล … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำ
ปฐมฌานและอรหัตตผลให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ปฐมฌานกับการสละราคะ โทสะและโมหะ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน … ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌานให้แจ้งแล้ว … และข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ฯลฯ และข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว
ฯลฯ และข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ฯลฯ
ปฐมฌานกับภาวะที่จิตปลอดจากราคะ โทสะและโมหะ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน … ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำปฐมฌานให้แจ้งแล้ว … และจิตของข้าพเจ้าปลอดจาก
ราคะ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด้วย
อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ
(๒) กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว
(๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ
(๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาราชิก
ขัณฑจักร จบ
พัทธจักร
[๒๑๐] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและตติยฌานแล้ว
ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้

203
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 204 (เล่ม 1)

ได้ทุติยฌานและตติยฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำทุติยฌานและ
ตติยฌานให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและจตุตถฌานแล้ว ด้วยอาการ
๓ อย่าง …ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ทุติยฌาน
และจตุตถฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำทุติยฌานและจตุตถฌานให้
แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์แล้ว ด้วย
อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ทุติยฌานและ
อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ทุติยฌานและสุญญตสมาธิ ฯลฯ ทุติยฌานและอนิมิตตสมาธิ
ฯลฯ ทุติยฌานและอัปปณิหิตสมาธิ ฯลฯ ทุติยฌานและสุญญตสมาบัติ ฯลฯ ทุติย
ฌานและอนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ ทุติยฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ ฯลฯ ทุติยฌานและ
วิชชา ๓ ฯลฯ ทุติยฌานและสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ทุติยฌานและสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ
ทุติยฌานและอิทธิบาท ๔ ฯลฯ ทุติยฌานและอินทรีย์ ๕ ฯลฯ ทุติยฌานและพละ ๕
ฯลฯ ทุติยฌานและโพชฌงค์ ๗ ฯลฯ ทุติยฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ ฯลฯ ทุติยฌาน
และโสดาปัตติผล ฯลฯ ทุติยฌานและสกทาคามิผล ฯลฯ ทุติยฌานและอนาคามิผล
ฯลฯ ทุติยฌานและอรหัตตผลแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ทุติยฌานและอรหัตตผล … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำ
ทุติยฌานและอรหัตตผลให้แจ้งแล้ว…ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ทุติยฌาน… ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำทุติยฌานให้แจ้งแล้ว … ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว …
ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว … ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้า
ทุติยฌานแล้ว ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว
ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ

204
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 205 (เล่ม 1)

ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ
๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ทุติยฌานและปฐมฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำ
ทุติยฌานและปฐมฌานให้แจ้งแล้ว ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ … (๗) อำพรางความ
ประสงค์ ต้องอาบัติปาราชิก.
พัทธจักร จบ
พึงตั้งอุตตริมนุสสธรรมข้อหนึ่งๆ หมุนเวียนไปจนครบด้วยวิธีนี้
คำที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นคำที่ท่านย่อไว้
พัทธจักร เอกมูลกนัย
[๒๑๑] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและจตุตถฌานแล้ว
ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและอรหัตตผลแล้ว … ข้าพเจ้าเข้า
อยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ตติยฌานและอรหัตตผล …
ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำตติยฌานและอรหัตตผลให้แจ้งแล้ว … ต้อง
อาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ตติยฌาน… ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำตติยฌานให้แจ้งแล้ว … ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว …
จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและปฐมฌาน ด้วยอาการ ๓
อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและทุติยฌานแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้
เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ตติยฌานและทุติยฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำ
ตติยฌานและทุติยฌานให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ

205
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 206 (เล่ม 1)

ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
ปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน
ฯลฯ และจตุตถ … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้จตุตถฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำจตุตถฌานให้แจ้งแล้ว ต้องอาบัติปาราชิก
[๒๑๒] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้า
เข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตวิโมกข์ …
อัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อัปปณิหิตวิโมกข์ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิต
ของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอัปปณิหิตวิโมกข์ให้แจ้งแล้ว ต้องอาบัติ
ปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
สุญญตสมาธิแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาธิ … อัปปณิหิตสมาธิ
แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาธิ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอด
จากโมหะ และข้าพเจ้าทำอัปปณิหิตสมาธิให้แจ้งแล้ว ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
สุญญตสมาบัติแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาบัติ …
อัปปณิหิตสมาบัติแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาบัติ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ
… จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอัปปณิหิตสมาบัติให้แจ้งแล้ว ต้อง
อาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
วิชชา ๓ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …
จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้วิชชา ๓ … ข้าพเจ้าเป็นผู้
ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าทำวิชชา ๓ ให้แจ้งแล้ว …
ต้องอาบัติปาราชิก

206
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 207 (เล่ม 1)

ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
สติปัฏฐาน ๔ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าสัมมัปปธาน ๔ …อิทธิบาท ๔
แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อิทธิบาท ๔ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอด
จากโมหะและข้าพเจ้าทำอิทธิบาท ๔ ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
[๒๑๓] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และ
ข้าพเจ้าเข้าอินทรีย์ ๕ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าพละ ๕ แล้ว …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้พละ ๕ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
และข้าพเจ้าทำพละ ๕ ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
โพชฌงค์ ๗ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว
จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้โพชฌงค์ ๗ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ
… จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำโพชฌงค์ ๗ ให้แจ้งแล้ว … ต้อง
อาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้า
แล้ว จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อริยมรรคมีองค์ ๘ … ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอริยมรรคมีองค์ ๘
ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
โสดาปัตติผลแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าสกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล
ฯลฯ อรหัตตผลแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อรหัตตผล … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ…จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอรหัตตผลให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก

207
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 208 (เล่ม 1)

ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าสละราคะ
แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คาย
พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ฯลฯ จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง
ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) กำลัง
กล่าว ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพราง
ความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพราง
ความประสงค์ ต้องอาบัติปาราชิก
พัทธจักรเอกมูลกนัย จบ
แม้พัทธจักรทุมูลกนัยเป็นต้นก็พึงให้พิสดารเหมือนพัทธจักรเอกมูลกนัยที่ให้
พิสดารแล้ว
คำที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นพัทธจักรสัพพมูลกนัย
พัทธจักร สัพพมูลกนัย
[๒๑๔] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ
วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์
๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผล …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า
สละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว … จิต
ของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ จิตของข้าพเจ้าปลอด
จากโมหะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่า
จักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าว

208
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 209 (เล่ม 1)

เท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความ
พอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาราชิก
สัพพมูลกนัย จบ
สุทธิกวารกถา จบ
วัตตุกามวารกถา
ขัณฑจักรแห่งเอกมูลกนัย
วัตถุวิสารกะ
[๒๑๕] ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้ง
ที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง … เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้อง
อาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า
ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก
เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า
ข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติ
ปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า
ข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ อนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ
สุญญตสมาธิ ฯลฯ อนิมิตตสมาธิ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาธิ ฯลฯ สุญญตสมาบัติ
ฯลฯ อนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาบัติ ฯลฯ วิชชา ๓ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔
ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ฯลฯ พละ ๕ ฯลฯ
โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ฯลฯ โสดาปัตติผล ฯลฯ สกทาคามิผล
ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผลแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … เมื่อผู้อื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ

209
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ หน้าที่ 210 (เล่ม 1)

ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า
ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น
ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติ
ปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ
ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิต
ของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ฯลฯ จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้น เธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ
(๒) กำลังกล่าวอยู่ ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว
(๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ
(๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ
ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ขัณฑจักรแห่งเอกมูลกนัย วัตถุวิสารกะ จบ
พัทธจักร เอกมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะ
[๒๑๖] ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้ง
ที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติ
ปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ
ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า
ข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ
ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า
ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ
ฯลฯ (๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ
ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ
พัทธจักร เอกมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ

210