พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ หน้าที่ 645 (เล่ม 39)

ปฏิ. บุคคลใดจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยเจริญอัญญินทรีย์
ใช่ไหม
วิ. ไม่ใช่
อัญญินทรียมูลกนัย จบ
ปัจจนีกะ
จักขุนทรียมูลกนัย
[๔๗๙] อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นไม่ใช่จักละ
โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๕ จำพวกไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ละ
โทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็จักไม่ละ
โทมนัสสินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้
จักขุนทรีย์ใช่ไหม
วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ แต่ไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์
บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์
อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญ
อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่เคยกำหนดรู้
จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่เคย
กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และก็ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคย
กำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม
วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคย
กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
และก็ไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์

645
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ หน้าที่ 646 (เล่ม 39)

อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์
ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๕ จำพวกไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญอัญญินทรีย์
บุคคล ๒ จำพวกไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้
จักขุนทรีย์ใช่ไหม
วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยกำหนดรู้จักุขนทรีย์
บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์
อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้ง
อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๘ จำพวกไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้แจ้ง
อัญญาตาวินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่เคย
กำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนด
รู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม
วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยกำหนด
รู้จักขุนทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักทำให้
แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็ไม่เคยกำหนดรู้จักขุนทรีย์
จักขุนทรียมูลกนัย จบ
โทมนัสสินทรียมูลกนัย
[๔๘๐] อนุ. บุคคลใดไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญ
อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์
แต่มิใช่จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๖ จำพวกไม่เคยละโทมนัส-
สินทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์

646
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ หน้าที่ 647 (เล่ม 39)

ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคย
ละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่
เคยละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
และก็ไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์
อนุ. บุคคลใดไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์
ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญอัญญินทรีย์
บุคคล ๓ จำพวกไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์
ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยละโทมนัส-
สินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์
อนุ. บุคคลใดไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญา-
ตาวินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้แจ้ง
อัญญาตาวินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่เคยละ
โทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยละ
โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม
วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยละ
โทมนัสสินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จัก
ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็ไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์
โทมนัสสินทรียมูลกนัย จบ

647
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ หน้าที่ 648 (เล่ม 39)

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย
[๔๘๑] อนุ. บุคคลใดไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็
ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่จัก
ไม่เจริญอัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่เคย
เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยเจริญอนัญญาตัญ-
ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยเจริญอนัญญาตัญ-
ญัสสามีตินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเจริญ
อัญญินทรีย์และก็ไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
อนุ. บุคคลใดไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จัก
ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่จัก
ไม่ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้น
ไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยเจริญ
อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม
วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยเจริญ
อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่า
นั้น ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็ไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย จบ

648
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ หน้าที่ 649 (เล่ม 39)

อัญญินทรียมูลกนัย
[๔๘๒] อนุ. บุคคลใดไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้
แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม
วิ. บุคคล ๘ จำพวกไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้แจ้ง
อัญญาตาวินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่เคย
เจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์
ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยเจริญ
อัญญินทรีย์ใช่ไหม
วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยเจริญ
อัญญินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักไม่ได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักทำให้
แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์
อัญญินทรียมูลกนัย จบ
ปริญญาวาร จบ
อินทรียยมก จบ
ยมกปกรณ์ จบ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๙ อภิธรรมปิฎกที่ ๖ ยมก ภาค ๒ จบ

649
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 1 (เล่ม 40)

พระอภิธรรมปิฎก
ธัมมานุโลม ติกปัฏฐาน
_____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มาติกานิกเขปวาร
๑. ปัจจยุทเทส
๑. เหตุปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นเหตุ
๒. อารมฺมณปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอารมณ์
๓. อธิปติปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอธิบดี
๔. อนนฺตรปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่น
๕. สมนนฺตรปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี
๖. สหชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดพร้อมกัน
๗. อญฺญมญฺญปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นปัจจัยแก่กันและกัน
๘. นิสฺสยปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัย
๙. อุปนิสฺสยปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลัง
๑๐. ปุเรชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดก่อน
๑๑. ปจฺฉาชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดทีหลัง
๑๒. อาเสวนปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเสพบ่อยๆ

1
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 2 (เล่ม 40)

๑๓. กมฺมปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นกรรม
๑๔. วิปากปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นวิบาก
๑๕. อาหารปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอาหาร
๑๖. อินฺทฺริยปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอินทรีย์
๑๗. ฌานปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นฌาน
๑๘. มคฺคปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นมรรค
๑๙. สมฺปยุตฺตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นการประกอบ
๒๐. วิปฺปยุตฺตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นการไม่ประกอบ
๒๑. อตฺถิปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะที่ยังมีอยู่
๒๒. นตฺถิปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะที่ไม่มีอยู่
๒๓. วิคตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความปราศจากไป
๒๔. อวิคตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความไม่ปราศจากไป
ปัจจยุทเทส จบ
ปัจจยวิภังควาร
๒. ปัจจยนิทเทส
[๑] เหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุและ
รูปที่มีธรรมอันสัมปยุตด้วยเหตุนั้นเป็นสมุฏฐานโดยเหตุปัจจัย
[๒] อารัมมณปัจจัย ได้แก่ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุและ
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย
สัททายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย
โสตวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย
คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย
ฆานวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย

2
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 3 (เล่ม 40)

รสายตนะเป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย
ชิวหาวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย
โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย
กายวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย
รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัย
แก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมทั้งปวงเป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย
มโนวิญญาณธาตุนั้นโดยอารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกใดๆ ปรารภสภาวธรรมใดๆ เกิดขึ้น สภาว-
ธรรมนั้นๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกนั้นๆ โดยอารัมมณปัจจัย
[๓] อธิปติปัจจัย ได้แก่ ฉันทาธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต
ด้วยฉันทะและรูปที่มีธรรมอันสัมปยุตด้วยฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐานโดยอธิปติปัจจัย
วิริยาธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยวิริยะและรูปที่มีธรรมอันสัมปยุต
ด้วยวิริยะนั้นเป็นสมุฏฐานโดยอธิปติปัจจัย
จิตตาธิบดี เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตและรูปที่มีธรรมอัน
สัมปยุตด้วยจิตนั้นเป็นสมุฏฐานโดยอธิปติปัจจัย
วิมังสาธิบดี เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยวิมังสา และรูปที่มีธรรมอัน
สัมปยุตด้วยวิมังสานั้นเป็นสมุฏฐานโดยอธิปติปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกใดๆ ทำสภาวธรรมใดๆ ให้เป็นอารมณ์อย่าง
หนักแน่นเกิดขึ้น
สภาวธรรมนั้นๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกนั้นๆ โดย
อธิปติปัจจัย
[๔] อนันตรปัจจัย ได้แก่ จักขุวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย
จักขุวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุ
นั้นโดยอนันตรปัจจัย

3
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 4 (เล่ม 40)

มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ-
ธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
โสตวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยโสตวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัย
แก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ-
ธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
ฆานวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยฆานวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัย
แก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ
และสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
ชิวหาวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยชิวหาวิญญาณธาตุนั้น เป็น
ปัจจัยแก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ-
ธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
กายวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัย
แก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ-
ธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิด
หลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต
ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศล
ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย

4
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 5 (เล่ม 40)

สภาวธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต
ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น
อัพยากฤตซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศล
ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น
อกุศลซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกใดๆ เกิดขึ้นในลำดับแห่งสภาวธรรมใดๆ
สภาวธรรมนั้นๆ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกนั้นๆ โดยอนันตร-
ปัจจัย
[๕] สมนันตรปัจจัย ได้แก่ จักขุวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย
จักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุ
นั้นโดยสมนันตรปัจจัย
มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ-
ธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยสมนันตรปัจจัย
โสตวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยโสตวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัย
แก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยสมนันตรปัจจัย
มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ-
ธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยสมนันตรปัจจัย
ฆานวิญญาณธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยฆานวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัย
แก่มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นโดยสมนันตรปัจจัย
มโนธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ-
ธาตุและสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้นโดยสมนันตรปัจจัย

5