พุทธธรรมสงฆ์

ยังไม่มีบันทึก

บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ


ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 855 (เล่ม 37)

[๘๑๖] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “โยคีบุคคลเลื่อนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่งได้”
ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
นี้สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าจตุตถฌานอยู่”๑ มีอยู่จริงมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. ดังนั้น โยคีบุคคลจึงเลื่อนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่งได้
ฌานสังกันติกถา จบ
๗. ฌานันตริกกถา (๑๘๓)
ว่าด้วยสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน
[๘๑๗] สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ใช่ไหม
ปร.๒ ใช่๓
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างผัสสะ ฯลฯ สมาธิที่เกิดในระหว่างปัญญามีอยู่
ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน มีอยู่ในระหว่างทุติยฌานกับตติยฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ดู ม.อุ. (แปล) ๑๔/๑๖/๒๓๒๔
๒ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายสมิติยะและนิกายอันธกะบางพวก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๑๗/๓๐๑)
๓ เพราะมีความเห็นว่า ทุติยฌานในปัญจกนัย เป็นฌานในระหว่างแห่งฌานที่ ๑ กับฌานที่ ๒ ในจตุกกนัย
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๑๗/๓๐๑)

855
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 856 (เล่ม 37)

สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ในระหว่างตติยฌานกับจตุตถฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างทุติยฌานกับตติยฌานใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างทุติยฌานกับตติยฌาน
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่”
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างตติยฌานกับจตุตถฌานใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างตติยฌานกับจตุตถฌาน
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่”
[๘๑๘] สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานกับทุติยฌาน
ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานกับตติยฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานกับทุติยฌานใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ในระหว่างตติยฌานกับจตุตถฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างทุติยฌานกับตติยฌานใช่ไหม
ปร. ใช่

856
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 857 (เล่ม 37)

สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างปฐมฌานกับทุติยฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างตติยฌานกับจตุตถฌานใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานไม่มีในระหว่างปฐมฌานกับทุติยฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๙] สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน
ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร ไม่ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ไม่ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานใช่ไหม
ปร. ใช่

857
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 858 (เล่ม 37)

สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌานใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๒๐] สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร มีอยู่ในระหว่างฌานทั้ง ๒ ที่เกิดขึ้น
เฉพาะหน้าใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เมื่อสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌานดับไป ทุติยฌาน
เกิดขึ้นเฉพาะหน้าใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากเมื่อสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌานดับไป ทุติยฌาน
เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ชื่อว่า
สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ในระหว่างฌานทั้ง ๒ ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า”
[๘๒๑] ปร. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน
ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร เป็นปฐมฌาน ฯลฯ ทุติยฌาน ฯลฯ
ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
ปร. ดังนั้น สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร จึงชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน
[๘๒๒] สก. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน
ใช่ไหม
ปร. ใช่

858
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 859 (เล่ม 37)

สก. สมาธิ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ๓ อย่าง คือ (๑) สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร
(๒) สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร (๓) สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากสมาธิพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ๓ อย่าง คือ (๑) สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร
(๒) สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร (๓) สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ท่านก็ไม่ควร
ยอมรับว่า “สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ชื่อว่าสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน”
ฌานันตริกกถา จบ
๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา (๑๘๔)
ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียง
[๘๒๓] สก. ผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียงใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ผู้เข้าสมาบัติเห็นรูปทางตา ฯลฯ ฟังเสียงทางหู ฯลฯ ดมกลิ่นทางจมูก
ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายได้ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียงใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผู้เข้าสมาบัติเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยโสตวิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๒๓๘๒๕/๓๐๒)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ในขณะที่เข้าสมาบัติอยู่ บุคคลสามารถได้ยินเสียงด้วยหูธรรมดาได้ โดยอ้างพระ
พุทธพจน์ที่ว่าเสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ผู้เข้าฌานไม่สามารถ
ได้ยินเสียงอะไรได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๒๓๘๒๕/๓๐๒)

859
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 860 (เล่ม 37)

สก. สมาธิมีแก่ผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากสมาธิมีแก่ผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“ผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียงได้”
สก. สมาธิมีแก่ผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณ ผู้พรั่งพร้อมด้วยโสตวิญญาณ
ได้ยินเสียงได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากสมาธิมีแก่ผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณ ผู้พรั่งพร้อมด้วยโสตวิญญาณ
ได้ยินเสียงได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียงได้”
สก. สมาธิมีแก่ผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณ ผู้พรั่งพร้อมด้วยโสตวิญญาณ
ได้ยินเสียงได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๒๔] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียง” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. เสียง พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌานมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากเสียง พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน ดังนั้น
ท่านจึงควรยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียง”

860
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 861 (เล่ม 37)

[๘๒๕] สก. เสียงพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน เพราะเหตุ
นั้น ผู้เข้าสมาบัติจึงได้ยินเสียงได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. วิตกวิจาร พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อทุติยฌาน ทุติยฌานนั้น
ยังมีวิตกวิจารใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เสียง พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน ดังนั้น ผู้เข้า
สมาบัติจึงได้ยินเสียงได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ปีติ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อตติยฌาน ฯลฯ ลมอัสสาสะ
ปัสสาสะ ตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อจตุตถฌาน ฯลฯ รูปสัญญา ตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์
ต่อผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ อากาสานัญจายตนสัญญา ตรัสว่าเป็น
ปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณัญจายตนสัญญา ตรัสว่า
เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสัญญา
ตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ สัญญาและ
เวทนา ตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ผู้เข้าสัญญาเวทยิต-
นิโรธสมาบัตินั้นยังมีสัญญาและเวทนาอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา จบ

861
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 862 (เล่ม 37)

๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา (๑๘๕)
ว่าด้วยเห็นรูปทางตา
[๘๒๖] สก. บุคคลเห็นรูปทางตาใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. บุคคลเห็นรูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลเห็นรูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. รูปเป็นมโนวิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลเห็นรูปทางตาใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ตามีความนึกถึง ฯลฯ มีความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๒๖๘๒๗/๓๐๒)
๒ เพราะมีความเห็นว่า จักขุปสาท(ประสาทคือตา) เป็นผู้เห็นรูป มิใช่จักขุวิญญาณ ซึ่งต่างกับความเห็น
ของสกวาทีที่เห็นว่า จักขุปสาททำหน้าที่รับ(ดู) แต่จักขุวิญญาณทำหน้าที่รู้
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๒๖๘๒๗/๓๐๒)

862
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 863 (เล่ม 37)

สก. ตาไม่มีความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากตาไม่มีความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“บุคคลเห็นรูปทางตา”
สก. บุคคลฟังเสียงทางหู ฯลฯ ดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ
ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลถูกต้องรูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลถูกต้องรูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. รูปเป็นมโนวิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กายมีความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

863
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 864 (เล่ม 37)

สก. กายไม่มีความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากกายไม่มีความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย”
[๘๒๗] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลเห็นรูปทางตา ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ทางกาย” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
นี้เห็นรูปทางตา ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย”๑ มีอยู่จริงมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. ดังนั้น บุคคลจึงเห็นรูปทางตา ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย
จักขุนารูปังปัสสตีติกถา จบ
อัฏฐารสมวรรค จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มนุสสโลกกถา ๒. ธัมมเทสนากถา
๓. กรุณากถา ๔. คันธชาติกถา
๕. เอกมัคคกถา ๖. ฌานสังกันติกถา
๗. ฌานันตริกกถา ๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา
๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา
เชิงอรรถ :
๑ ดูความเต็มในข้อ ๓๓๘ หน้า ๓๑๒๓๑๓ ในเล่มนี้

864