พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ


ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 835 (เล่ม 37)

สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า
“ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกอื่นก็ตาม
ไม่มีผู้ที่จะประเสริฐกว่า
หรือจะทัดเทียมพระพุทธเจ้า
ผู้ถึงความเป็นยอดแห่งอาหุไนยบุคคล
ของเหล่าชนผู้มีความต้องการบุญ ผู้แสวงหาผลไพบูลย์”
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้าจึงมีผลมาก
นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา จบ
๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา (๑๗๖)
ว่าด้วยทักษิณาบริสุทธิ์
[๘๐๐] สก. ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายก(ผู้ให้)เท่านั้น แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
(ผู้รับ) ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ปฏิคาหกบางพวกเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ
ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกมีอยู่
มิใช่หรือ
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๐๘๐๑/๒๙๖๒๙๗)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ในการให้ทานนั้น ฝ่ายปฏิคาหก ไม่จำเป็นต้องบริสุทธิ์ เพียงทายกบริสุทธิ์ก็พอ
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๐๘๐๑/๒๙๖๒๙๗)

835
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 836 (เล่ม 37)

สก. หากปฏิคาหกบางพวกเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของ
ต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของ
โลกมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่าย
ปฏิคาหก”
สก. ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นผู้ควร
แก่ทักษิณามิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากอริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นผู้
ควรแก่ทักษิณา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่
บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก”
สก. ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลบางพวกให้ทานแก่พระโสดาบันแล้วให้ทักษิณาบริบูรณ์มีอยู่มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลบางพวกให้ทานแก่พระโสดาบันแล้วให้ทักษิณาบริบูรณ์มีอยู่
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก”
สก. บุคคลบางพวกให้ทานแด่พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี ฯลฯ
พระอรหันต์แล้วให้ทักษิณาบริบูรณ์มีอยู่มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลบางพวกให้ทานแด่พระอรหันต์แล้วให้ทักษิณาบริบูรณ์มีอยู่
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก”
[๘๐๑] ปร. ทานบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกเท่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงไม่บริสุทธิ์
ฝ่ายทายกใช่ไหม
สก. ใช่

836
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 837 (เล่ม 37)

ปร. บุคคลอื่นทำให้แก่คนหนึ่ง สุขทุกข์มีผู้อื่นเป็นตัวการ บุคคลคนละคนกัน
ทั้งทำและเสวยผลใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “อานนท์ ความบริสุทธิ์แห่ง
ทักษิณา ๔ ประการนี้
ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
๓. ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก
๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก
ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร
คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีธรรม
เลวทราม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้
ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างไร
คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม แต่ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มี
กัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างนี้
ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร
คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม และปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มี
ธรรมเลวทราม ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้

837
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 838 (เล่ม 37)

ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร
คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มี
กัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้
อานนท์ ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการนี้”๑
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ฝ่ายทายกเท่านั้น แต่ไม่
บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก”
ทักขิณาวิสุทธิกถา จบ
สัตตรสมวรรค จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา
๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ๔. อินทริยพัทธกถา
๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา
๖. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา
๗. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา
๘. นวัตตัพพังสังโฆภุญชตีติกถา
๙. นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา
๑๐. นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา
๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ ม.อุ. (แปล) ๑๔/๓๘๑/๔๓๐๔๓๑

838
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 839 (เล่ม 37)

๑๘. อัฏฐารสมวรรค
๑. มนุสสโลกกถา (๑๗๗)
ว่าด้วยมนุษยโลก
[๘๐๒] สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ใน
มนุษยโลก” ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. เจดีย์ อาราม วิหาร คาม นิคม นคร รัฐ ชนบทที่พระพุทธเจ้าเคย
ประทับอยู่มีอยู่มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากเจดีย์ อาราม วิหาร คาม นิคม รัฐ ชนบทที่พระพุทธเจ้าเคย
ประทับอยู่มีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรง
อยู่ในมนุษยโลก”
สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในมนุษยโลก”
ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระผู้มีพระภาคประสูติที่ป่าลุมพินี ตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ์ ประกาศ
ธรรมจักรที่กรุงพาราณสี ปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ ปรินิพพานที่กรุงกุสินารา
มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากพระผู้มีพระภาคประสูติที่ป่าลุมพินี ฯลฯ ปรินิพพานที่กรุง
กุสินารา ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ใน
มนุษยโลก”
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายเวตุลลกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๒๘๐๓/๒๙๗)
๒ เพราะมีความเห็นว่า พระพุทธเจ้าที่เราเห็นอยู่ในโลกนี้เป็นเพียงพุทธนิมิต ส่วนพระองค์จริงยังสถิตอยู่บน
ชั้นดุสิตตลอดกาล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๒๘๐๓/๒๙๗)

839
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 840 (เล่ม 37)

สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในมนุษยโลก”
ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราพักอยู่
ณ ควงไม้สาละ ในสุภควัน เขตกรุงอุกกัฏฐะ” ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง
เราแรกตรัสรู้พักอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ตำบลอุรุเวลา” ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง
เราพักอยู่ ณ เวฬุวันสถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์” ว่า “ภิกษุทั้งหลาย
สมัยหนึ่ง เราพักอยู่ ณ เชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี” ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราพักอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี”
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงทรงดำรงอยู่ในมนุษยโลก
[๘๐๓] ปร. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในมนุษยโลกใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระผู้มีพระภาคทรงกำเนิดในโลก ทรงเจริญในโลก แต่ทรงเป็นผู้อัน
โลกไม่แปดเปื้อน๑ ครอบงำโลกอยู่มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากพระผู้มีพระภาคทรงกำเนิดในโลก ทรงเจริญในโลก แต่ทรงเป็นผู้อัน
โลกไม่แปดเปื้อน ครอบงำโลกอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
ทรงดำรงอยู่ในมนุษยโลก”
มนุสสโลกกถา จบ
เชิงอรรถ :
๑ ผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน หมายถึงไม่ถูกกิเลสในโลกธรรม ๘ ประการ คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ
สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ แปดเปื้อน (๘๐๒๘๐๓/๒๙๗๒๙๘)

840
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 841 (เล่ม 37)

๒. ธัมมเทสนากถา (๑๗๘)
ว่าด้วยการแสดงธรรม
[๘๐๔] สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม”
ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ใครแสดง
ปร. พระพุทธนิมิต
สก. พระพุทธนิมิตเป็นพระชินเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็นพระธัมมัสสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะ
ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ใครแสดง
ปร. ท่านพระอานนท์
สก. ท่านพระอานนท์เป็นพระชินเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็นพระธัมมัสสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะ
ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐๕] สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม”
ใช่ไหม
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายเวตุลลกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๔๘๐๖/๒๙๘)
๒ เพราะมีความเห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตพระองค์มาเพื่อทรงแสดงธรรมในมนุษย์ ดังนั้น พระพุทธเจ้า
ที่ปรากฏอยู่ในโลกมนุษย์จึงมิใช่พระองค์จริง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๔๘๐๖/๒๙๘)

841
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 842 (เล่ม 37)

สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “สารีบุตร เราแสดงธรรมโดยย่อ
ก็ได้ เราแสดงธรรมโดยพิสดารก็ได้ เราแสดงธรรมทั้งโดยย่อและโดยพิสดารก็ได้
แต่บุคคลผู้รู้ทั่วถึงหาได้ยาก”๑ มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรม
[๘๐๖] สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรารู้ยิ่งแล้ว๒
จึงแสดงธรรม ไม่รู้ยิ่งแล้วไม่แสดงธรรม เราแสดงธรรมมีเหตุ ไม่ใช่แสดงธรรม
ไม่มีเหตุ เราแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่แสดงธรรมไม่มีปาฏิหาริย์ เมื่อเรานั้นรู้
ยิ่งแล้วจึงแสดงธรรม ไม่รู้ยิ่งแล้วไม่แสดงธรรม แสดงธรรมมีเหตุ ไม่ใช่แสดงธรรม
ไม่มีเหตุ แสดงธรรมที่มีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่แสดงธรรมไม่มีปาฏิหาริย์ เธอทั้งหลาย
ควรทำตามคำสั่งสอน ควรทำตามคำพร่ำสอน ก็แลเธอทั้งหลายควรที่จะยินดี
ควรที่จะชื่นชม ควรที่จะโสมนัสว่า ‘พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
โดยชอบ พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้
ปฏิบัติดีแล้ว’ เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้อยู่ โลกธาตุมีหมื่น
จักรวาลได้หวั่นไหวสั่นสะเทือนแล้ว”๓ มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรม
ธัมมเทสนากถา จบ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๓๓/๑๘๕
๒ รู้ยิ่งแล้ว ในที่นี้หมายถึงทรงรู้ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ เหตุ ๙ ผัสสะ ๗
เวทนา ๗ เจตนา ๗ สัญญา ๗ จิต ๗ และสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๒๖/๒๖๕)
๓ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๒๖/๓๗๓

842
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 843 (เล่ม 37)

๓. กรุณากถา (๑๗๙)
ว่าด้วยกรุณา
[๘๐๗] สก. กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มีใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. เมตตาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มีใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มีใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. มุทิตา ฯลฯ อุเบกขาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มีใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เมตตาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มุทิตา ฯลฯ อุเบกขาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๗๘๐๘/๒๙๘๒๙๙)
๒ เพราะมีความเห็นว่า สัตว์ผู้มีราคะแสดงความกรุณาต่อผู้ที่ตนรักใคร่เอ็นดูออกมาด้วยอำนาจราคะ
จึงเข้าใจว่า ราคะนั้นแหละคือกรุณา พระผู้มีพระภาคไม่มีราคะเช่นนั้น จึงชื่อว่าไม่มีกรุณา
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๐๗๘๐๘/๒๙๘๒๙๙)

843
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 844 (เล่ม 37)

สก. กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มีใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระผู้มีพระภาคไม่ใช่ผู้ประกอบด้วยกรุณาใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระผู้มีพระภาคทรงประกอบด้วยกรุณา ทรงเกื้อกูลชาวโลก ทรง
อนุเคราะห์ชาวโลก ทรงประพฤติประโยชน์แก่ชาวโลกมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากพระผู้มีพระภาคทรงประกอบด้วยกรุณา ทรงเกื้อกูลชาวโลก
ทรงอนุเคราะห์ชาวโลก ทรงประพฤติประโยชน์แก่ชาวโลก ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มี” ฯลฯ
สก. กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มีใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระผู้มีพระภาคทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากพระผู้มีพระภาคทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่มี”
[๘๐๘] ปร. กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระผู้มีพระภาคยังทรงมีราคะใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น กรุณาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงไม่มี
กรุณากถา จบ

844