พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 745 (เล่ม 37)

ปร. หากบางคนที่ฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น
ลิ้มรสและถูกต้องโผฏฐัพพะได้มีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณ ๕
เกิดขึ้นต่อเนื่องกันและกัน”
อนันตรปัจจยกถา จบ
๔. อริยรูปกถา (๑๓๙)
ว่าด้วยอริยรูป
[๖๙๘] สก. อริยรูป๑ อาศัยมหาภูตรูปใช่ไหม
ปร.๒ ใช่๓
สก. อริยรูปเป็นกุศลใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. มหาภูตรูปเป็นกุศลใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มหาภูตรูปเป็นอัพยากฤตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อริยรูปเป็นอัพยากฤตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อริยรูปอาศัยมหาภูตรูปใช่ไหม
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ อริยรูป แปลว่ารูปของพระอริยะหรือรูปที่เป็นอริยะ ในที่นี้หมายถึงสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ ที่นับ
เนื่องในอริยมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙๘๖๙๙/๒๗๕)
๒ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙๘๖๙๙/๒๗๕)
๓ เพราะมีความเห็นว่า อริยรูปจัดเป็นอุปาทายรูป เพราะอาศัยมหาภูตรูป ๔ ซึ่งต่างกับความเห็นของ
สกวาทีที่เห็นว่า อริยรูป คือสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะไม่จัดเป็นรูป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙๘๖๙๙/๒๗๕)

745
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 746 (เล่ม 37)

สก. อริยรูปไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ไม่เป็น
อารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์
ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็น
อารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. มหาภูตรูปไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส
ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มหาภูตรูปเป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ
เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อริยรูปเป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของ
สังกิเลสใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๙] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔”๑ มีอยู่จริงมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. ดังนั้น อริยรูปจึงอาศัยมหาภูตรูป
อริยรูปกถา จบ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๓๔๗/๓๗๗๓๘๐

746
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 747 (เล่ม 37)

๕. อัญโญอนุสโยติกถา (๑๔๐)
ว่าด้วยอนุสัยเป็นคนละอย่างกัน(กับปริยุฏฐานกิเลส)
[๗๐๐] สก. กามราคานุสัยกับกามราคปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. กามราคะกับกามราคปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กามราคะกับกามราคปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กามราคานุสัยกับกามราคปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ปฏิฆานุสัยกับปฏิฆปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ปฏิฆะกับปฏิฆปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ปฏิฆะกับปฏิฆปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ปฏิฆานุสัยกับปฏิฆปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มานานุสัยกับมานปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. มานะกับมานปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๐๐๗๐๑/๒๗๕)
๒ เพราะมีความเห็นว่า เมื่อจิตที่เป็นอกุศลหรืออัพยากฤตกำลังเป็นไป ปุถุชนชื่อว่าเป็นผู้มีอนุสัย แต่ไม่มี
ปริยุฏฐานกิเลส ดังนั้น อนุสัยกับปริยุฏฐานกิเลสจึงเป็นคนละอย่างกัน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๐๐๗๐๑/๒๗๕)

747
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 748 (เล่ม 37)

สก. มานะกับมานปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. มานานุสัยกับมานปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ทิฏฐานุสัยกับทิฏฐิปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ทิฏฐิกับทิฏฐิปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ทิฏฐิกับทิฏฐิปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ทิฏฐานุสัยกับทิฏฐิปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิจิกิจฉานุสัยกับวิจิกิจฉาปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. วิจิกิจฉากับวิจิกิจฉาปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิจิกิจฉากับวิจิกิจฉาปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. วิจิกิจฉานุสัยกับวิจิกิจฉาปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ภวราคานุสัยกับภวราคปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ภวราคะกับภวราคปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

748
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 749 (เล่ม 37)

สก. ภวราคะกับภวราคปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ภวราคานุสัยกับภวราคปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อวิชชานุสัยกับอวิชชาปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อวิชชากับอวิชชาปริยุฏฐานเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อวิชชากับอวิชชาปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อวิชชานุสัยกับอวิชชาปริยุฏฐานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๐๑] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อนุสัยกับปริยุฏฐานกิเลสเป็นคนละอย่างกัน”
ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า
“มีอนุสัย” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. ท่านยอมรับว่า “ถูกปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุม” ใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น อนุสัยกับปริยุฏฐานกิเลสจึงเป็นคนละอย่างกัน
ปร. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า
“มีราคะ” ใช่ไหม
สก. ใช่

749
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 750 (เล่ม 37)

ปร. ท่านยอมรับว่า “ถูกปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุม” ใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น ราคะกับปริยุฏฐานกิเลสจึงเป็นคนละอย่างกัน
อัญโญอนุสโยติกถา จบ
๖. ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา (๑๔๑)
ว่าด้วยปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต
[๗๐๒] สก. ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิตใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ปริยุฏฐานกิเลสเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็น
โผฏฐัพพายตนะใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. จิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมองไม่มีใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมองมีอยู่
มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากจิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมองมีอยู่
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต”
ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา จบ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๐๒/๒๗๖)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ปริยุฏฐาน-
กิเลสสัมปยุตด้วยจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๐๒/๒๗๖)

750
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 751 (เล่ม 37)

๗. ปริยาปันนกถา (๑๔๒)
ว่าด้วยธรรมที่นับเนื่อง(วัฏฏทุกข์)
[๗๐๓] สก. รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. รูปราคะเป็นเครื่องแสวงหาสมาบัติ เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ เป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดพร้อมกัน
ดับพร้อมกัน มีวัตถุอย่างเดียวกัน มีอารมณ์อย่างเดียวกันกับจิตดวงที่เป็นเครื่องแสวง
หาสมาบัติ ดวงที่เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ ดวงที่เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. รูปราคะไม่เป็นเครื่องแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ ไม่เป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดพร้อมกัน
ดับพร้อมกัน มีวัตถุอย่างเดียวกัน มีอารมณ์อย่างเดียวกันกับจิตดวงที่ไม่เป็น
เครื่องแสวงหาสมาบัติ ดวงที่ไม่เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ ดวงที่ไม่เป็นเครื่องอยู่เป็น
สุขในปัจจุบันมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากรูปราคะไม่เป็นเครื่องแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ
ไม่เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ฯลฯ มีอารมณ์อย่างเดียวกัน ฯลฯ ท่านก็ไม่
ควรยอมรับว่า “รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ” ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๐๓/๒๗๖)
๒ เพราะมีความเห็นว่า เนื่องจากกามราคะนอนเนื่องในกามธาตุ จึงชื่อว่านับเนื่องในกามธาตุ ฉะนั้น รูปราคะ
และอรูปราคะ ซึ่งนอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุตามลำดับ จึงชื่อว่านับเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุด้วย
ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ราคะทุกชนิดนับเนื่องในกามธาตุ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๐๓/๒๗๖)

751
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 752 (เล่ม 37)

สก. รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัททราคะนอนเนื่องอยู่ในสัททธาตุ นับเนื่องในสัททธาตุใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องอยู่ใน
โผฏฐัพพธาตุ นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัททราคะนอนเนื่องอยู่ในสัททธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องใน
สัททธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องใน
รูปธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องอยู่ใน
โผฏฐัพพธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องใน
รูปธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

752
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 753 (เล่ม 37)

[๗๐๔] สก. อรูปราคะนอนเนื่องอยู่ในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อรูปราคะเป็นเครื่องแสวงหาสมาบัติ เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ เป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดพร้อมกัน ดับ
พร้อมกัน มีวัตถุอย่างเดียวกัน มีอารมณ์อย่างเดียวกันกับจิตดวงที่เป็นเครื่องแสวง
หาสมาบัติ ดวงที่เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ ดวงที่เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อรูปราคะไม่เป็นเครื่องแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ
ไม่เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ฯลฯ มีอารมณ์อย่างเดียวกันกับจิตดวงที่ไม่เป็น
เครื่องแสวงหาสมาบัติมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากอรูปราคะไม่เป็นเครื่องแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นเครื่องแสวงหาอุบัติ
ฯลฯ มีอารมณ์อย่างเดียวกัน ท่านก็ไม่ยอมรับว่า “อรูปราคะนอนเนื่องอยู่ใน
อรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ”
สก. อรูปราคะนอนเนื่องอยู่ในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัททราคะนอนเนื่องอยู่ในสัททธาตุ นับเนื่องในสัททธาตุใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อรูปราคะนอนเนื่องอยู่ในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุใช่ไหม
ปร. ใช่

753
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 754 (เล่ม 37)

สก. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องอยู่ใน
โผฏฐัพพธาตุ นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัททราคะนอนเนื่องอยู่ในสัททธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องใน
สัททธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อรูปราคะนอนเนื่องอยู่ในอรูปธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องใน
อรูปธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องอยู่ใน
โผฏฐัพพธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อรูปราคะนอนเนื่องอยู่ในอรูปธาตุ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “นับเนื่องใน
อรูปธาตุ” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๐๕] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องใน
รูปธาตุ อรูปราคะนอนเนื่องอยู่ในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. กามราคะนอนเนื่องอยู่ในกามธาตุ นับเนื่องในกามธาตุมิใช่หรือ
สก. ใช่

754