พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 705 (เล่ม 37)

สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิอาจถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะรด ถ่มน้ำลาย
ลงที่พระพุทธสถูป ทำพระพุทธสถูปไว้ทางเบื้องซ้าย๑ ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิอาจจงใจปลงชีวิตสัตว์ได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลาย
ของเราย่อมไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต เหมือน
น้ำในมหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง”๒ มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิอาจจงใจ
ปลงชีวิตสัตว์ได้”
ชีวิตาโวโรปนกถา จบ
๙. ทุคคติกถา (๑๒๔)
ว่าด้วยทุคติ
[๖๕๐] สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติ๓ ได้ใช่ไหม
ปร.๔ ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ทำพระพุทธสถูปไว้ทางเบื้องซ้าย ในที่นี้หมายถึงการเดินเวียนซ้ายรอบพระเจดีย์ เป็นอุตราวัฏ(ทวนเข็ม
นาฬิกา) ไม่เดินเวียนขวา ที่เรียกว่ากระทำประทักษิณ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๔๙/๒๖๕)
๒ ดูเทียบ วิ.จู. (แปล) ๗/๓๘๕/๒๘๒๒๘๕, องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๒๐/๒๕๒๒๕๖,
ขุ.อุ. (แปล) ๒๕/๔๕/๒๖๐๒๖๘
๓ ทุคติ โดยทั่วไปมีความหมาย ๒ อย่าง คือ (๑) เป็นชื่อภพภูมิชั้นต่ำ เช่น สัตว์ดิรัจฉาน (๒) เป็นชื่อตัณหา
คือ ความยินดี รักใคร่ในรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น ของสัตว์ในทุคติ แต่ฝ่ายปรวาทีถือเอาความหมายที่ ๑
เท่านั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๐๖๕๒/๒๖๕)
๔ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๐๖๕๒/๒๖๕)

705
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 706 (เล่ม 37)

สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิยังยินดีในรูปที่มีในอบายใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิยังยินดีในรูปที่มีในอบาย ท่านก็ไม่ควร
ยอมรับว่า “บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้”
สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิยังยินดีในเสียง ฯลฯ กลิ่น ฯลฯ รส ฯลฯ
โผฏฐัพพะ ที่มีในอบาย ฯลฯ ยังเสพเมถุนธรรมกับหญิงอมนุษย์ กับสัตว์
ดิรัจฉานตัวเมีย กับนางนาค ยังรับแพะและแกะ ยังรับไก่และสุกร ยังรับช้าง โค
ม้า และลา ยังรับนกกระทา นกคุ่ม นกยูง และนกเขาใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิยังรับนกกระทา นกคุ่ม นกยูง และนกเขา
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้”
[๖๕๑] สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ยังยินดีในรูปที่มีในอบายใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระอรหันต์ละทุคติได้ แต่ยังยินดีในรูปที่มีในอบายใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิยังยินดี
ในเสียง ฯลฯ กลิ่น ฯลฯ รส ฯลฯ โผฏฐัพพะที่มีในอบาย ยังรับนกกระทา นกคุ่ม
นกยูง และนกเขาใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระอรหันต์ละทุคติได้ แต่ยังรับนกกระทา นกคุ่ม นกยูง และนกเขา
ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

706
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 707 (เล่ม 37)

สก. พระอรหันต์ละทุคติได้และไม่ยินดีในรูปที่มีในอบายใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้และไม่ยินดีในรูปที่มีในอบายใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอรหันต์ละทุคติได้และไม่ยินดีในเสียง ฯลฯ กลิ่น ฯลฯ รส ฯลฯ
โผฏฐัพพะที่มีในอบาย ไม่เสพเมถุนธรรมกับหญิงอมนุษย์ กับสัตว์ดิรัจฉาน
ตัวเมีย กับนางนาค ไม่รับแพะและแกะ ไม่รับไก่และสุกร ไม่รับช้าง โค ม้า และลา
ฯลฯ ไม่รับนกกระทา นกคุ่ม นกยูง และนกเขาใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้ และไม่รับนกกระทา นกคุ่ม
นกยูง และนกเขาใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๕๒] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละทุคติได้” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิยังเกิดในนรก ฯลฯ ในกำเนิดดิรัจฉาน ยัง
เกิดในภูมิแห่งเปรตใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจึงละทุคติได้
ทุคคติกถา จบ

707
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 708 (เล่ม 37)

๑๐. สัตตมภวิกกถา (๑๒๕)
ว่าด้วยบุคคลผู้มีภพที่ ๗
[๖๕๓] ปร.๑ ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้มีภพที่ ๗ ละทุคติได้” ใช่ไหม
สก. ใช่๒
ปร. บุคคลผู้มีภพที่ ๗ พึงเกิดในนรก ในกำเนิดดิรัจฉาน ในภูมิแห่งเปรตได้
ใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น บุคคลผู้มีภพที่ ๗ จึงละทุคติได้
สัตตมภวิกกถา จบ
ทวาทสมวรรค จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังวโรกัมมันติกถา ๒. กัมมกถา
๓. สัทโทวิปาโกติกถา ๔. สฬายตนกถา
๕. สัตตักขัตตุปรมกถา ๖. โกลังโกลกถา
๗. เอกพีชีกถา ๘. ชีวิตาโวโรปนกถา
๙. ทุคคติกถา ๑๐. สัตตมภวิกกถา
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๓/๒๖๖)
๒ เพราะมีความเห็นว่า พระโสดาบันผู้จะบรรลุอรหัตตผลในภพที่ ๗ (พระโสดาบันประเภทสัตตักขัตตุปรมะ)
ยังละตัณหา คือ ยินดี รักใคร่ในสัตว์ดิรัจฉานไม่ได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๓/๒๖๖)

708
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 709 (เล่ม 37)

๑๓. เตรสมวรรค
๑. กัปปัฏฐกถา (๑๒๖)
ว่าด้วยผู้ดำรงอยู่ได้ตลอดกัป
[๖๕๔] สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ๑ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปใช่ไหม
ปร.๒ ใช่๓
สก. กัปดำรงอยู่และพระพุทธเจ้าก็อุบัติในโลกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กัปดำรงอยู่และพระสงฆ์แตกกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กัปดำรงอยู่และบุคคลผู้กัปปัฏฐะก็ทำกรรมอันเป็นเหตุให้ตั้งอยู่ตลอดกัป
ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปใช่ไหม
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ผู้กัปปัฏฐะ หมายถึงผู้ทำกรรมหนักไม่ว่าฝ่ายกุศล หรือฝ่ายอกุศล เมื่อตายแล้วจะเกิดอยู่ในภพภูมิหนึ่ง
ตลอดกัป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๔๖๕๗/๒๖๖)
๒ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายราชคิริกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๔๖๕๗/๒๖๖)
๓ เพราะมีความเห็นว่า ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันจะต้องรับกรรมในนรกตลอดกัป ที่เรียกว่ามหากัป อย่างแน่นอน
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๔๖๕๗/๒๖๖)

709
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 710 (เล่ม 37)

สก. กัปดำรงอยู่และบุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกาละใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๕๕] สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พึงดำรงอยู่ตลอดกัปที่เป็นอดีต ตลอดกัปที่เป็นอนาคตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พึงดำรงอยู่ตลอด ๒๓๔ กัปใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๕๖] สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เมื่อกัปถูกไฟไหม้ไปที่ไหน
ปร. ไปโลกธาตุอื่น
สก. ตายไปหรือเหาะไป
ปร. ตายไป
สก. กรรมที่เป็นเหตุให้ตั้งอยู่ตลอดกัปเป็นกรรมให้ผลในภพต่อๆ ไปใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เหาะไปได้ใช่ไหม
ปร. ใช่

710
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 711 (เล่ม 37)

สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะเป็นผู้มีฤทธิ์ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะเป็นผู้มีฤทธิ์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะเจริญอิทธิบาท คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๕๗] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้กัปปัฏฐะยังดำรงอยู่ได้ตลอดกัป”
ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า
“บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ยินดีในการแตกกัน
อยู่ในอธรรม เป็นผู้เข้าถึงอบาย อยู่ในนรกตลอดกัป
พลาดจากนิพพานอันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ๑
เสวยผลกรรมอยู่ในนรกตลอดกัป
เพราะทำลายสงฆ์ที่สามัคคีกันให้แตกแยกกัน”๒
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. ดังนั้น บุคคลผู้กัปปัฏฐะจึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป
กัปปัฏฐกถา จบ
เชิงอรรถ :
๑ ธรรมเกษมจากโยคะ หมายถึงอรหัตตผล (องฺ.ทสก.อ. ๓/๓๙๔๐/๓๔๕)
๒ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๓๙/๙๐๙๑

711
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 712 (เล่ม 37)

๒. กุสลปฏิลาภกถา (๑๒๗)
ว่าด้วยการได้จิตที่เป็นกุศล
[๖๕๘] สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศลใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทานใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทาน ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้
กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศล”
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศลใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงถวายจีวร ฯลฯ บิณฑบาต ฯลฯ เสนาสนะ ฯลฯ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฯลฯ ของขบเคี้ยว ฯลฯ ของบริโภค ฯลฯ น้ำดื่ม ฯลฯ
พึงไหว้พระเจดีย์ ฯลฯ ยกดอกไม้ ฯลฯ ของหอม ฯลฯ เครื่องลูบไล้บูชาพระเจดีย์
ฯลฯ ทำประทักษิณพระเจดีย์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงทำประทักษิณพระเจดีย์ ท่านก็ไม่ควรยอมรับ
ว่า “บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศล ฯลฯ”
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๘๖๕๙/๒๖๗)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันนอกจากจะไม่มีโอกาสบรรลุฌาน มรรคและผลแล้ว แม้แต่
กุศลขั้นหยาบ เช่น ทาน ศีล ก็ทำไม่ขึ้น ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
ไม่สามารถบรรลุฌาน มรรคและผลในชาตินี้เท่านั้น แต่สามารถสร้างกุศลอย่างอื่น เช่น ให้ทาน รักษาศีลได้
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๘๖๕๙/๒๖๗)

712
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 713 (เล่ม 37)

[๖๕๙] ปร. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงได้จิตที่เป็นกุศลใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงได้จิตที่เป็นกุศลเป็นเหตุออกจากจิตที่เป็นอกุศลนั้น
ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พึงได้จิตที่เป็นกุศลที่เป็นรูปาวจร ฯลฯ อรูปารจร ฯลฯ โลกุตตระใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสลปฏิลาภกถา จบ
๓. อนันตราปยุตตกถา (๑๒๘)
ว่าด้วยบุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม
[๖๖๐] ปร.๑ บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรมพึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม๒ ได้ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พึงก้าวลงสู่มิจฉัตตนิยาม๓ และสัมมัตตนิยามทั้ง ๒ ใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรมพึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. กรรมที่ใช้ให้ทำนั้นก่อความรำคาญใจให้ ให้เกิดความเดือดร้อนใจมิใช่หรือ
สก. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ผู้ที่ใช้ให้คนอื่นทำอนันตริยกรรม เช่น ฆ่า
มารดา ฆ่าบิดา เป็นต้น ถึงจะไม่ใช่ผู้ทำอนันตริยกรรมโดยตรง แต่ก็ต้องถือว่ารับผลของอนันตริยกรรม
แน่นอน ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ถ้าผู้ถูกใช้ให้ทำ ไม่ทำตรงตามที่สั่งให้ทำ ผู้สั่งไม่ต้อง
รับโทษของอนันตริยกรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๐๖๖๒/๒๖๗๒๖๘)
๒ สัมมัตตนิยาม ในที่นี้หมายถึงอริยมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๓๖๖๔/๒๖๙)
๓ มิจฉัตตนิยาม ในที่นี้หมายถึงอนันตริยกรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๓๖๖๔/๒๖๙)

713
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 714 (เล่ม 37)

ปร. หากกรรมที่ใช้ให้ทำนั้นก่อความรำคาญใจให้ ให้เกิดความเดือดร้อนใจได้
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรมพึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้”
[๖๖๑] สก. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม เป็นผู้ไม่ควรก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม
ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เขาได้ปลงชีวิตมารดา ปลงชีวิตบิดา ปลงชีวิตพระอรหันต์ มีจิตคิด
ประทุษร้ายทำร้ายพระตถาคตจนพระโลหิตห้อ ทำลายสงฆ์ให้แตกกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความ
รำคาญใจ กำจัดความเดือดร้อนใจได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควรก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เขาปลงชีวิตมารดา ปลงชีวิตบิดา ฯลฯ ทำลายสงฆ์ให้แตกกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรมล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความรำคาญใจ
กำจัดความเดือดร้อนใจได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควรก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เขาล้มเลิกกรรมนั้น บรรเทาความรำคาญใจ กำจัดความเดือดร้อนใจ
แล้วมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากเขาล้มเลิมกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความรำคาญใจ กำจัดความ
เดือดร้อนใจได้แล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรมล้ม
เลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความรำคาญใจ กำจัดความเดือดร้อนใจได้แล้ว เป็นผู้
ไม่ควรก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม”

714