พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 289 (เล่ม 4)

ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น ไม่พึงออกจากสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ
ไปสู่สถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ แต่เป็นที่อยู่ของพวกภิกษุผู้เป็นนานาสังวาส
เว้นแต่ไปกับสงฆ์ เว้นแต่มีอันตราย
ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น ไม่พึงออกจากสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ
ไปสู่อาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ แต่เป็นที่อยู่ของพวกภิกษุผู้เป็นนานาสังวาส
เว้นแต่ไปกับสงฆ์ เว้นแต่มีอันตราย
ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น ไม่พึงออกจากอาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาส
ซึ่งมีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็นที่อยู่ของพวกภิกษุผู้เป็นนานาสังวาส
เว้นแต่ไปกับสงฆ์ เว้นแต่มีอันตราย
ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น ไม่พึงออกจากอาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาส
ซึ่งมีภิกษุไปสู่สถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ แต่เป็นที่อยู่ของพวกภิกษุผู้เป็น
นานาสังวาส เว้นแต่ไปกับสงฆ์ เว้นแต่มีอันตราย
ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น ไม่พึงออกจากอาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาส
ซึ่งมีภิกษุไปสู่อาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ แต่เป็นที่อยู่ของพวกภิกษุ
ผู้เป็นนานาสังวาส เว้นแต่ไปกับสงฆ์ เว้นแต่มีอันตราย
๑๐๔. คันตัพพวาร
ว่าด้วยสถานที่ควรไปในวันอุโบสถ
[๑๘๒] ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่
อาวาสที่มีภิกษุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกภิกษุผู้เป็นสมานสังวาส ซึ่งตนเองรู้ว่า “เรา
สามารถไปถึงในวันนี้แหละ”
ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่สถานที่มิใช่
อาวาสซึ่งมีภิกษุ ฯลฯ ไปสู่อาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ ซึ่งเป็นที่อยู่
ของพวกภิกษุผู้เป็นสมานสังวาส ซึ่งตนเองรู้ว่า “เราสามารถไปถึงในวันนี้แหละ”
ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น พึงออกจากสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุไปสู่
อาวาสที่มีภิกษุ …

289
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 290 (เล่ม 4)

… ไปสู่สถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ …
… ไปสู่อาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกภิกษุผู้
เป็นสมานสังวาส ซึ่งตนเองรู้ว่า “เราสามารถไปถึงในวันนี้แหละ”
ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถนั้น พึงออกจากอาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาส
ซึ่งมีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุ …
… ไปสู่สถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ …
… ไปสู่อาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสซึ่งมีภิกษุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกภิกษุผู้
เป็นสมานสังวาส ซึ่งตนเองรู้ว่า “เราสามารถไปถึงในวันนี้แหละ”
๑๐๕. วัชชนียปุคคลสันทัสสนา
ว่าด้วยการแสดงบุคคลที่ควรเว้นในอุโบสถกรรม
[๑๘๓] ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่มีภิกษุณีนั่ง
อยู่ด้วย รูปใดยกขึ้นแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ
… ในบริษัทที่มีสิกขมานานั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีสามเณรนั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีสามเณรีนั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีภิกษุผู้บอกคืนสิกขานั่งอยู่ด้วย …
ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่มีภิกษุต้องอันติมวัตถุ๑
นั่งอยู่ด้วย รูปใดยกขึ้นแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่มีภิกษุถูกสงฆ์ลงอุกเขปนีย
กรรมเพราะไม่เห็นอาบัตินั่งอยู่ด้วย รูปใดยกขึ้นแสดง พึงปรับอาบัติตามธรรม
… ในบริษัทที่มีภิกษุถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัตินั่งอยู่ด้วย …
ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัททที่มีภิกษุถูกสงฆ์ลงอุกเขปนีย
กรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาปนั่งอยู่ด้วย รูปใดยกขึ้นแสดง พึงปรับอาบัติตามธรรม
เชิงอรรถ :
๑ ภิกษุต้องอันติมวัตถุ หมายถึงภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก

290
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 291 (เล่ม 4)

ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่มีบัณเฑาะก์นั่งอยู่ด้วย
รูปใดยกขึ้นแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ
… ในบริษัทที่มีคนลักเพศนั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีภิกษุเข้ารีตเดียรถีย์นั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีสัตว์ดิรัจฉานอยู่ด้วย๑ …
… ในบริษัทที่มีคนฆ่ามารดานั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีคนฆ่าบิดานั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีคนฆ่าพระอรหันต์นั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีคนประทุษร้ายภิกษุณีนั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีภิกษุผู้ทำลายสงฆ์นั่งอยู่ด้วย …
… ในบริษัทที่มีคนทำร้ายพระศาสดาจนห้อพระโลหิตนั่งอยู่ด้วย …
ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่มีอุภโตพยัญชนกนั่งอยู่
ด้วย รูปใดยกขึ้นแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ
เรื่องปาริวาสิกปาริสุทธิ
ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงทำอุโบสถด้วยการให้ปาริวาสิกปาริสุทธิ๒ เว้นแต่บริษัท
ยังไม่ลุกขึ้น ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ไม่พึงทำอุโบสถในวันมิใช่วันอุโบสถ เว้นแต่วันที่
สงฆ์สามัคคี
ภาณวารที่ ๓ จบ
อุโปสถขันธกะ ที่ ๒ จบ
ในขันธกะนี้ มี ๘๖ เรื่อง
เชิงอรรถ :
๑ หมายถึงสัตว์ดิรัจฉานที่พระผู้มีพระภาคทรงห้ามอุปสมบท (วิ.สงฺคห.๒๔๕, กงฺขา.อ. ๑๑๖)
๒ ปาริวาสิกปาริสุทธิ ให้ปาริสุทธิค้าง หมายถึงภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยประสงค์จะทำอุโบสถ ขณะ
นั้นเอง ได้มีภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า “วันนี้ ไม่ควรทำอุโบสถ เพราะฤกษ์ไม่ดี” ดังนี้เป็นต้น ภิกษุทั้งหลาย
จึงสละเลิกปาริสุทธิแล้วลุกขึ้น มีภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า “ประโยชน์ได้ล่วงเลยบุคคลผู้มัวแต่รอฤกษ์ ยามอยู่
พวกท่านจะได้ประโยชน์อะไรจากดวงดาว” ภิกษุทั้งหลายจึงตกลงจะทำสังฆกรรมต่อไป โดยไม่ต้อง นำ
ปาริสุทธิมาใหม่ อย่างนี้ไม่สมควร เพราะปาริสุทธิที่ให้ไว้ก่อน เป็น “ปาริวาสิกปาริสุทธิ” แปลว่า
ปาริสุทธิค้าง ปาริสุทธิที่ให้แล้วแต่งดไว้ก่อน (ดู กงฺขา.อ. ๔๐๓๔๐๔)

291
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 292 (เล่ม 4)

๑๐๖. รวมเรื่องที่มีในอุโปสถขันธกะ
เรื่องปริพาชกอัญเดียรถีย์ เรื่องพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ
เรื่องภิกษุประชุมนั่งนิ่ง เรื่องทรงอนุญาตให้กล่าวธรรมในวันประชุม
เรื่องพระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด
เรื่องยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงทุกวัน
เรื่องทรงอนุญาตให้ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงปักษ์ละครั้ง
เรื่องพระฉัพพัคคีย์ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทเท่าที่มี
เรื่องทรงอนุญาตให้ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่ภิกษุผู้พร้อมเพรียงกัน
เรื่องทรงอนุญาตความพร้อมเพรียงกำหนดเขตอาวาสเดียว
เรื่องมัททกุจฉิมฤคทายวัน เรื่องทรงอนุญาตให้สมมติสีมาและนิมิตสีมา
เรื่องสมมติสีมาใหญ่เกินขนาด เรื่องสมมตินทีปารสีมา
เรื่องยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงตามบริเวณวิหาร
เรื่องสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่งในอาวาสเดียวกัน
เรื่องสมมติโรงอุโบสถเล็กเกินไป
เรื่องภิกษุผู้นวกะลงประชุมก่อน เรื่องกรุงราชคฤห์
เรื่องสมมติแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร
เรื่องสมมติสมานสังวาสสีมาก่อน
เรื่องถอนสมานสังวาสสีมาภายหลัง
เรื่องคามสีมาที่ไม่ได้สมมติ เรื่องอุทกุกเขปสีมาในแม่น้ำ
เรื่องอุทกุกเขปสีมาในสมุทร เรื่องอุทกุกเขปสีมาในชาตสระ
เรื่องสีมาสังกระกัน เรื่องสมมติสีมาทับสีมา
เรื่องประเภทแห่งวันอุโบสถ เรื่องประเภทการทำอุโบสถ
เรื่องประเภทแห่งปาติโมกขุทเทส
เรื่องทรงอนุญาตให้ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยย่อเมื่อ
ชาวป่ามาพลุกพล่าน
เรื่องอันตราย ๑๐ ประการ
เรื่องทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้เถระแสดงธรรมโดยไม่ต้องได้รับอาราธนา

292
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 293 (เล่ม 4)

เรื่องถามพระวินัยท่ามกลางสงฆ์ต้องได้รับสมมติก่อน
เรื่องคุกคามจะฆ่า เรื่องพระฉัพพัคคีย์วิสัชนาพระวินัย
เรื่องโจทด้วยอาบัติ เรื่องขอโอกาสก่อนโจท
เรื่องทรงอนุญาตให้คัดค้านกรรมที่ไม่ชอบธรรม
เรื่องภิกษุ ๔๕ รูปแสดงความเห็นแย้ง
เรื่องแกล้งยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงไม่ให้ได้ยิน
เรื่องพยายามยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดง
เรื่องยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่มีคฤหัสถ์
เรื่องยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยไม่ได้รับอาราธนา
เรื่องภิกษุชาวเมืองโจทนาวัตถุไม่รู้จักอุโบสถ
เรื่องภิกษุมากรูปไม่รู้จักอุโบสถ เรื่องส่งภิกษุไปเรียน
พระปาติโมกข์ยังอาวาสใกล้เคียงพอจะกลับมาทันในวันนั้น
เรื่องภิกษุผู้นวกะไม่ยอมไปเรียนพระปาติโมกข์
เรื่องวิธีการนับปักษ์ เรื่องทรงอนุญาตให้นับภิกษุในวันอุโบสถ
เรื่องไปบิณฑบาตยังบ้านไกล เรื่องนึกไม่ได้
เรื่องบุพพกรณ์และบุพพกิจในโรงอุโบสถ
เรื่องปูอาสนะและตามประทีปเป็นต้น เรื่องภิกษุจะไปไหนต้องบอกลาก่อน
เรื่องควรสงเคราะห์ภิกษุผู้เป็นพหูสูต
เรื่องส่งภิกษุไปเรียนพระปาติโมกข์ยังอาวาสใกล้เคียงพอจะกลับมา
ทันในวันนั้น เรื่องเข้าพรรษาในอาวาสที่มีภิกษุพอจะยก
พระปาติโมกข์ขึ้นแสดงได้
เรื่องการทำอุโบสถ
เรื่องมอบปาริสุทธิ เรื่องทำกรรมที่จะต้องทำ เรื่องพวกญาติ
เรื่องภิกษุคัคคะ เรื่องภิกษุ ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป และ ๑ รูป
ทำอุโบสถ ๓ อย่างตามลำดับ
เรื่องแสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ เรื่องแสดงสภาคาบัติ
เรื่องระลึกอาบัติได้เมื่อยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดง

293
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 294 (เล่ม 4)

เรื่องสงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติและไม่แน่ใจ
เรื่องไม่รู้ชื่อและโคตรอาบัติ เรื่องภิกษุพหูสูต
เรื่องภิกษุมามากกว่า มาเท่ากัน และมาน้อยกว่า
เรื่องบริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น
เรื่องบริษัทลุกขึ้นบางส่วน เรื่องบริษัทลุกขึ้นทั้งหมด
เรื่องภิกษุรู้ว่ายังมีพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสที่ยังไม่มา
เรื่องภิกษุไม่แน่ใจว่าควรทำอุโบสถหรือไม่
เรื่องภิกษุกังวลใจทำอุโบสถ เรื่องภิกษุที่อยู่ในอาวาสรู้ เห็น
ได้ยินว่ายังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นอยู่
เรื่องภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุที่อยู่ในอาวาสนับวันอุโบสถต่างกัน
เรื่องอาการของภิกษุที่อยู่ในอาวาสเป็นต้น
เรื่องภิกษุอาคันตุกะเข้าใจว่าภิกษุที่อยู่ในอาวาสมีสังวาสต่างกัน
เรื่องปาริวาสิกปาริสุทธิ เรื่องทำอุโบสถในวันมิใช่วันอุโบสถ
ยกเว้นแต่เป็นวันที่สงฆ์สามัคคี
หัวข้อที่จำแนกเหล่านี้เป็นหัวข้อที่บอกเรื่อง๑
อุโปสถขันธกะ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ชื่อเรื่องเหล่านี้ ในเนื้องเรื่อง มิได้ตั้งเป็นข้อไว้ทั้งหมด

294
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 295 (เล่ม 4)

๓. วัสสูปนายิกขันธกะ
๑๐๗. วัสสูปนายิกานุชานนา
ว่าด้วยทรงอนุญาตการเข้าจำพรรษา
[๑๘๔] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน
สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระพุทธองค์ยังมิได้ทรงบัญญัติ
การเข้าจำพรรษาแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวจาริกไปทั้งฤดูหนาว ฤดูร้อน
และฤดูฝน มนุษย์ทั้งหลายพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะ
เชื้อสายศากยบุตรจึงได้เที่ยวจาริกไปทั้งฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ย่ำติณชาติ
อันเขียวสด เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอินทรีย์เดียว เหยียบสัตว์เล็กๆ จำนวนมาก
ให้ถึงความวอดวายเล่า พวกอัญเดียรถีย์เหล่านี้ผู้สอนธรรมไม่ดียังพักอยู่ประจำที่
ตลอดฤดูฝน อีกทั้งฝูงนกเหล่านี้เล่าก็ยังทำรวงรังบนยอดไม้พักอยู่ประจำที่ในฤดูฝน
ส่วนพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ เที่ยวจาริกไปทั้งฤดูหนาว ฤดูร้อน และ
ฤดูฝน ย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอินทรีย์เดียว เหยียบสัตว์
เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวายไป”
ภิกษุทั้งหลายได้ยินมนุษย์เหล่านั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา จึงนำเรื่องนี้ไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับสั่ง
กับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายเข้าจำพรรษา”
เรื่องทรงอนุญาตให้ภิกษุเข้าจำพรรษาในฤดูฝน
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “พวกเราจะพึงเข้าจำพรรษาเมื่อไร
หนอ” จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เข้าจำพรรษาในฤดูฝน”

295
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 296 (เล่ม 4)

เรื่องประเภทแห่งวันเข้าพรรษา
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “วันเข้าพรรษามีเท่าไรหนอ” จึงนำ
เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย วันเข้าพรรษานี้มี ๒ วัน๑ คือ วันเข้า
พรรษาต้น ๑ วันเข้าพรรษาหลัง ๑ เมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไป
แล้ววันหนึ่ง พึงเข้าจำพรรษาต้น เมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ว
เดือนหนึ่ง พึงเข้าจำพรรษาหลัง ภิกษุทั้งหลาย วันเข้าพรรษามี ๒ วันเหล่านี้แล”
๑๐๘. วัสสานจาริกาปฏิกเขปาทิ
ว่าด้วยทรงห้ามเที่ยวจาริกระหว่างพรรษาเป็นต้น
เรื่องพระฉัพพัคคีย์เที่ยวจาริกในระหว่างพรรษา
[๑๘๕] สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เข้าจำพรรษาแล้วก็ยังเที่ยวจาริกไป
ในระหว่างพรรษา มนุษย์ทั้งหลายพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน
พระสมณะเชื้อสายศากยบุตร จึงได้เที่ยวจาริกไปทั้งฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน
ย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอินทรีย์เดียว เหยียบสัตว์เล็กๆ
จำนวนมากให้ถึงความวอดวายเล่า พวกอัญเดียรถีย์เหล่านี้ผู้สอนธรรมไม่ดียังพักอยู่
ประจำที่ตลอดฤดูฝน อีกทั้งฝูงนกเหล่านี้เล่าก็ยังทำรวงรังบนยอดไม้พักอยู่ประจำที่
ในฤดูฝน ส่วนพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้เที่ยวจาริกไปทั้งฤดูหนาว ฤดูร้อน
และฤดูฝน ย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอินทรีย์เดียว เหยียบ
สัตว์เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวาย”
เชิงอรรถ :
๑ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๐/๖๔

296
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 297 (เล่ม 4)

ภิกษุทั้งหลายได้ยินมนุษย์เหล่านั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุ
ผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์
เข้าจำพรรษาแล้ว จึงได้เที่ยวจาริกไปในระหว่างพรรษาเล่า” แล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูล
พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับสั่งกับ
ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเข้าจำพรรษาแล้วไม่อยู่จำให้ตลอด ๓ เดือน
พรรษาต้น หรือ ๓ เดือนพรรษาหลัง ไม่พึงหลีกจาริกไป รูปใดหลีกไปต้องอาบัติ
ทุกกฏ”
เรื่องปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ไม่เข้าพรรษา
[๑๘๖] สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไม่ต้องการจะเข้าจำพรรษา ภิกษุทั้งหลาย
จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจะไม่เข้าจำพรรษาไม่ได้ รูปใด
ไม่เข้าจำพรรษา ต้องอาบัติทุกกฏ”
เรื่องจงใจเดินผ่านอาวาส
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไม่ต้องการจะเข้าจำพรรษาในวันเข้าพรรษานั้น จงใจ
เดินผ่านอาวาสไป ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ต้องการจะเข้าจำพรรษาใน
วันเข้าพรรษานั้น ไม่พึงจงใจเดินผ่านอาวาสไป รูปใดเดินผ่านไป ต้องอาบัติทุกกฏ”
เรื่องการเลื่อนกาลฝน
สมัยนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐมีพระราชประสงค์จะทรงเลื่อน
วันเข้าพรรษาออกไป จึงทรงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ถ้ากระไร ขอพระ
คุณเจ้าทั้งหลายพึงเข้าจำพรรษาในชุณหปักษ์๑ ที่จะมาถึง”
เชิงอรรถ :
๑ ชุณหปักษ์ หมายถึงเดือนต่อไป (วิ.อ. ๓/๑๘๖/๑๔๖) ในที่นี้หมายถึงขึ้น ๑ ค่ำของอีกเดือนหนึ่ง

297
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ 298 (เล่ม 4)

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามพระราชา”๑
๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา
ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อเขาสร้างวิหารถวายเป็นต้น
เรื่องอุบาสกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย
[๑๘๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ตามพระอัธยาศัย
แล้วได้เสด็จจาริกไปทางกรุงสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงสาวัตถี ทราบว่า
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี ในกรุง
สาวัตถีนั้น
สมัยนั้น อุบาสกชื่ออุเทนได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ในแคว้นโกศลแล้วส่งทูต
ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนา
จะถวายทาน ฟังธรรมและเห็นภิกษุทั้งหลาย”
ภิกษุทั้งหลายตอบไปว่า “คุณโยม พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุเข้า
จำพรรษาแล้วไม่อยู่ให้ตลอด ๓ เดือนพรรษาต้น หรือ ๓ เดือนพรรษาหลัง ไม่พึง
หลีกจาริกไป ขอโยมอุเทนจงรอจนกว่าภิกษุอยู่จำพรรษาจนออกพรรษาแล้วจักมา
แต่ถ้าโยมมีธุระจำเป็นรีบด่วน ก็ขอให้ถวายวิหารไว้ในสำนักภิกษุที่อยู่ในอาวาส ใน
แคว้นโกศลนั่นแหละ”
อุบาสกอุเทนจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนเมื่อเราส่งทูตไปแล้ว
พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงไม่มาเล่า เราก็เป็นทายก เป็นผู้สร้าง เป็นผู้บำรุงพระสงฆ์”
เชิงอรรถ :
๑ หมายถึงให้คล้อยตามบ้านเมือง แม้ในเรื่องอื่นที่ชอบธรรม ก็พึงคล้อยตาม แต่ไม่พึงคล้อยตามใครๆ
ในเรื่องที่ไม่ชอบธรรม (วิ.อ. ๓/๑๘๕๑๘๖/๑๔๖)

298