พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 645 (เล่ม 37)

สก. ศีลเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ สัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ
สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญาเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๙๑] สก. ศีลไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลมีผลที่ไม่น่าปรารถนาใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ศีลมีผลที่น่าปรารถนามิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากศีลมีผลที่น่าปรารถนา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ศีลไม่เป็นเจตสิก”
สก. สัทธามีผลที่น่าปรารถนา สัทธาเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลมีผลที่น่าปรารถนา ศีลเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิริยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญามีผลที่น่าปรารถนา ปัญญา
เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่

645
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 646 (เล่ม 37)

สก. ศีลมีผลที่น่าปรารถนา ศีลเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ศีลมีผลที่น่าปรารถนา ศีลไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัทธามีผลที่น่าปรารถนา สัทธาไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ศีลมีผลที่น่าปรารถนา ศีลไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. วิริยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญามีผลที่น่าปรารถนา ปัญญา
ไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๙๒] สก. ศีลไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลไม่มีผล ไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ศีลมีผลมีวิบากมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากศีลมีผลมีวิบาก ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ศีลไม่เป็นเจตสิก” ฯลฯ
สก. จักขายตนะไม่เป็นเจตสิก ไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลไม่เป็นเจตสิก ไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

646
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 647 (เล่ม 37)

สก. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ
ไม่เป็นเจตสิก ไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลไม่เป็นเจตสิกไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ศีลไม่เป็นเจตสิกมีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. จักขายตนะไม่เป็นเจตสิกมีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ศีลไม่เป็นเจตสิกมีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ
ไม่เป็นเจตสิก มีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๙๓] สก. สัมมาวาจาไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาทิฏฐิไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาวาจาไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

647
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 648 (เล่ม 37)

สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาทิฏฐิไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาอาชีวะไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาทิฏฐิเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาวาจาเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาทิฏฐิเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาวาจาเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

648
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 649 (เล่ม 37)

สก. สัมมาสมาธิเป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิกใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๙๔] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ศีลไม่เป็นเจตสิก” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลผู้มีศีลดับไปแล้วนั้นเป็นผู้ทุศีลใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น ศีลจึงไม่เป็นเจตสิก
สีลังอเจตสิกันติกถา จบ
๘. สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา (๑๐๒)
ว่าด้วยศีลไม่คล้อยไปตามจิต
[๕๙๕] สก. ศีลไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ศีลเป็นรูป ฯลฯ เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็น
โผฏฐัพพายตนะใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ศีลไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผัสสะไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๙๕/๒๕๔)
๒ เพราะมีความเห็นว่า เนื่องจากศีลไม่ใช่เจตสิก จึงไม่มีการเกิดดับพร้อมกับจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๙๕/๒๕๔)

649
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 650 (เล่ม 37)

สก. ศีลไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ สัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ
สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผัสสะคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ สัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ
สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๙๖] สก. สัมมาวาจาไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาทิฏฐิไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาวาจาไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

650
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 651 (เล่ม 37)

สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาทิฏฐิไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาอาชีวะไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาทิฏฐิคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาวาจาคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาทิฏฐิคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมาวาจาคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

651
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 652 (เล่ม 37)

สก. สัมมาสมาธิคล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ คล้อยไปตามจิตใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๙๗] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ศีลไม่คล้อยไปตามจิต” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลผู้มีศีลดับไปแล้วนั้นเป็นผู้ทุศีลใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น ศีลจึงไม่คล้อยไปตามจิต
สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา จบ
๙. สมาทานเหตุกถา (๑๐๓)
ว่าด้วยศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ
[๕๙๘] สก. ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๙๘/๒๕๔)
๒ เพราะมีความเห็นว่า เพียงแต่สมาทานศีลเท่านั้น ศีลก็เจริญขึ้นอย่างต่อเนื่อง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๙๘/๒๕๔)

652
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 653 (เล่ม 37)

สก. ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ศีลเจริญได้เหมือนเถาวัลย์ เหมือนเถาย่านทราย เหมือนต้นไม้ เหมือน
ต้นหญ้า เหมือนหญ้าปล้องใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๙๙] สก. ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เมื่อบุคคลสมาทานศีลแล้ว ตรึกถึงกามวิตก ตรึกถึงพยาบาทวิตก
ตรึกถึงวิหิงสาวิตกอยู่ ศีลเจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต
ที่เป็นฝ่ายดำ๑ เป็นฝ่ายขาว๒ และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ๓ มาประชุมกันได้ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต
ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ฝ่ายดำ หมายถึงสังกิเลสธรรม (ธรรมเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง) (ที.ปา.ฏีกา ๑๔๔/๗๘)
๒ ฝ่ายขาว หมายถึงโวทานธรรม (ธรรมเครื่องทำใจให้ผ่องแผ้ว) (ที.ปา.ฏีกา ๑๔๔/๗๘)
๓ มีส่วนเปรียบ หมายถึงสังกิเลสธรรมเป็นข้าศึกกับโวทานธรรมตามลำดับ โดยการแสดงการเปรียบเทียบว่า
สังกิเลสธรรมเป็นธรรมที่ควรละ ส่วนโวทานธรรมเป็นธรรมที่ละ (ที.ปา.ฏีกา ๑๔๔/๗๘)

653
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 654 (เล่ม 37)

สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ห่างไกล
กันเหลือเกิน ๔ อย่างนี้
สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ท้องฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่างที่ ๑
ฯลฯ
เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับธรรมของอสัตบุรุษ”๑
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล
ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่าย
มีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้”
[๖๐๐] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ชนเหล่าใดปลูกสวนอันน่ารื่นรมย์
ปลูกป่า ฯลฯ ชนเหล่านั้นดำรงอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลแล้วย่อมไปสู่สวรรค์”๒
มีอยู่จริง มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. ดังนั้น ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ จึงเจริญได้
สมาทานเหตุกถา จบ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๗/๗๗
๒ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๔๗/๖๑

654