บุคคลผู้ไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อนและไม่ได้ทำ
ที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบัน ยังมาสู่โลกนี้อีก บุคคลนั้น พึงทราบว่า เป็นพระโสดาบัน
และพระสกทาคามี เพราะการมาสู่โลกนี้อีก
ฉักกนิทเทส จบ
๗. สัตตกปุคคลบัญญัติ
[๒๐๓] บุคคลผู้จมแล้วครั้งเดียวก็ยังจมอยู่นั่นเอง เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลฝ่ายดำโดย
ส่วนเดียว๑ บุคคลเช่นนี้ชื่อว่าจมแล้วครั้งเดียวก็ยังจมอยู่นั่นเอง
บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วจมลงอีก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้โผล่ขึ้น ได้แก่ เขามีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี
… มีโอตตัปปะดี … มีวิริยะดี … มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่ศรัทธา
ของเขานั้น ย่อมไม่คงอยู่กับที่ ไม่เจริญ มีแต่เสื่อมอย่างเดียว หิริของเขานั้น …
โอตตัปปะของเขานั้น … วิริยะของเขานั้น … ปัญญาของเขานั้นย่อมไม่คงอยู่กับที่
ไม่เจริญ มีแต่เสื่อมอย่างเดียว บุคคลเช่นนี้ชื่อว่าโผล่ขึ้นแล้วจมลงอีก
บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้โผล่ขึ้น ได้แก่ เขามีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี
… มีโอตตัปปะดี … มีวิริยะดี … มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย และศรัทธา
ของเขานั้นไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงอยู่กับที่ หิริของเขานั้น … โอตตัปปะของเขานั้น …
วิริยะของเขานั้น … ปัญญาของเขานั้นไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงอยู่กับที่ บุคคลเช่นนี้ชื่อว่า
โผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่
บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วเหลียวมองดู เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้โผล่ขึ้น ได้แก่ เขามีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มี
หิริดี … มีโอตตัปปะดี … มีวิริยะดี … มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้น
เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะ
สำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า บุคคลเช่นนี้ชื่อว่าโผล่ขึ้นแล้วเหลียวมองดู
เชิงอรรถ :
๑ อกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว ในที่นี้หมายถึงนิยตมิจฉาทิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๓/๑๑๖)