พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 165 (เล่ม 34)

อย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจใส่ธุระ
วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิริยินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๗๒] สมาธินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่นอยู่ ความไม่ซัดส่าย ความไม่
ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
สมาธินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ฯลฯ หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิด
ขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๕ ผัสสะ ๑ ฯลฯ
มโนวิญญาณธาตุ ๑ ธัมมายตนะ ๑ และธัมมธาตุ ๑ ในสมัยนั้น หรือสภาวธรรม
ที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็น
อัพยากฤต ฯลฯ
[๕๗๓] สังขารขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ และ
ชีวิตินทรีย์ หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น เว้น
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยาสหรคตด้วยโสมนัส จบ
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยาสหรคตด้วยอุเบกขา
[๕๗๔] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล และไม่เป็นวิบากของ
กรรม ที่สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือ
ปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา
จิต วิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์
อุเปกขินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ ก็เกิดขึ้น หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกัน
เกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต ฯลฯ

165
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 166 (เล่ม 34)

ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๕ ผัสสะ ๑ ฯลฯ
มโนวิญญาณธาตุ ๑ ธัมมายตนะ ๑ และธัมมธาตุ ๑ ในสมัยนั้น หรือสภาวธรรม
ที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็น
อัพยากฤต ฯลฯ
[๕๗๕] สังขารขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ และชีวิตินทรีย์
หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยาสหรคตด้วยอุเบกขา จบ
อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกกิริยา จบ
กามาวจรกิริยาจิตที่เป็นสเหตุกะ
[๕๗๖] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล และไม่เป็นวิบากของ
กรรม สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ ฯลฯ สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุต
ด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีเหตุชักจูง ฯลฯ สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ ฯลฯ
สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้นโดยมีเหตุชักจูง ฯลฯ สหรคตด้วย
อุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น
โดยมีเหตุชักจูง ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ ฯลฯ สหรคตด้วย
อุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภ
อารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต ฯลฯ
อัพยากตมูล คือ อโลภะ ฯลฯ อัพยากตมูล คือ อโทสะ ฯลฯ อัพยากตมูล
คือ อโมหะ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
กามาวจรกิริยาจิตที่เป็นสเหตุกะ จบ

166
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 167 (เล่ม 34)

รูปาวจรกิริยาจิต
[๕๗๗] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญฌานที่เป็นรูปาวจร เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล
ไม่เป็นวิบากของกรรม แต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สงัดจากกาม
ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ
อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
[๕๗๘] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญฌานที่เป็นรูปาวจร เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล
และไม่เป็นวิบากของกรรมแต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะวิตก
วิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุ
จตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็น
อารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
รูปาวจรกิริยาจิต จบ
อรูปาวจรกิริยาจิต
[๕๗๙] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญฌานที่เป็นอรูปาวจร เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล
และไม่เป็นวิบากของกรรม แต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะ
ก้าวล่วงรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่มนสิการ
ถึงนานัตตสัญญา จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา ไม่มี
ทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ
อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
[๕๘๐] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญฌานที่เป็นอรูปาวจร เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล
และไม่เป็นวิบากกรรมแต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะก้าวล่วง

167
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 168 (เล่ม 34)

อากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วย
วิญญาณัญจายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัย
ใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็น
อัพยากฤต
[๕๘๑] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญฌานที่เป็นอรูปาวจร เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล
และไม่เป็นวิบากกรรม แต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะก้าว
ล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วย
อากิญจัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัย
ใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็น
อัพยากฤต
[๕๘๒] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญฌานที่เป็นอรูปาวจร เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล
และไม่เป็นวิบากของกรรม แต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะก้าว
ล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วย
เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ใน
สมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้
ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต ฯลฯ
อัพยากตมูล คือ อโลภะ ฯลฯ อัพยากตมูล คือ อโทสะ ฯลฯ อัพยากตมูล
คือ อโมหะ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
อรูปาวจรกิริยาจิต จบ
อัพยากตบท จบ
จิตตุปปาทกัณฑ์ จบ

168
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 169 (เล่ม 34)

๒. รูปกัณฑ์
อุทเทส
[๕๘๓] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร
อรูปาวจร และไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
และวิญญาณขันธ์
สภาวธรรมเหล่าใดเป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล และไม่เป็นวิบาก
แห่งกรรม รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต
เอกกมาติกา
[๕๘๔] บรรดาสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเหล่านั้น รูปทั้งหมด เป็นไฉน
มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปทั้งหมด
รูปทั้งหมดไม่เป็นเหตุ ไม่มีเหตุ วิปปยุตจากเหตุ มีปัจจัยปรุงแต่ง ถูกปัจจัย
ปรุงแต่ง เป็นรูป เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็น
อารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์
เป็นอารมณ์ของปรามาส เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็น
อัพยากฤต รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่เป็นเจตสิก วิปปยุตจากจิต ไม่เป็นวิบากและไม่เป็น
เหตุให้เกิดวิบาก กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส ไม่ใช่มีทั้งวิตกและ
วิจาร ไม่ใช่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่สหรคตด้วยปีติ ไม่สหรคต
ด้วยสุข ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้อง
บน ๓ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ไม่เป็นเหตุ
ให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล เป็นปริตตะ
เป็นกามาวจร ไม่เป็นรูปาวจร ไม่เป็นอรูปาวจร นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ไม่ใช่ไม่นับเนื่อง

169
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 170 (เล่ม 34)

ในวัฏฏทุกข์ เป็นของไม่แน่นอน ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ เป็นธรรมที่เกิดขึ้น
อันวิญญาณ ๖ รู้ได้ เป็นของไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำ๑
รวมรูปหมวดละ ๑ อย่างนี้
เอกกมาติกา จบ
ทุกมาติกา
รวมรูปหมวดละ ๒
ปกิณณกทุกะ
รูปที่เป็นอุปาทายรูปก็มี (๕๙๕๖๔๕) รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มี (๖๔๖๖๕๑)
รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี (๖๕๒)
รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี (๖๕๓)
รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๖๕๔)
รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๖๕๕)
รูปที่เห็นได้ก็มี (๖๕๖) รูปที่เห็นไม่ได้ก็มี (๖๕๗)
รูปที่กระทบได้ก็มี (๖๕๘) รูปที่กระทบไม่ได้ก็มี (๖๕๙)
รูปที่เป็นอินทรีย์ก็มี (๖๖๐) รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ก็มี (๖๖๑)
รูปที่เป็นมหาภูตรูปก็มี (๖๖๒) รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปก็มี (๖๖๓)
รูปที่เป็นวิญญัตติรูปก็มี (๖๖๔) รูปที่ไม่เป็นวิญญัตติรูปก็มี (๖๖๕)
รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี (๖๖๖) รูปที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี (๖๖๗)
รูปที่เกิดพร้อมกับจิตก็มี (๖๖๘) รูปที่ไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มี (๖๖๙)
รูปที่เป็นไปตามจิตก็มี (๖๗๐) รูปที่ไม่เป็นไปตามจิตก็มี (๖๗๑)
เชิงอรรถ :
๑ อภิ.วิ. ๓๕/๓๓/๑๔

170
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 171 (เล่ม 34)

รูปที่เป็นภายในก็มี (๖๗๒) รูปที่เป็นภายนอกก็มี (๖๗๓)
รูปที่หยาบก็มี (๖๗๔) รูปที่ละเอียดก็มี (๖๗๕)
รูปไกลก็มี (๖๗๖) รูปใกล้ก็มี (๖๗๗)
ปกิณณกทุกะ จบ
วัตถุทุกะ
รูปเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัสก็มี (๖๗๘)
รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัสก็มี (๖๗๙)
รูปเป็นที่อาศัยเกิดของเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของ
เจตนา ฯลฯ ของจักขุวิญญาณก็มี (๖๘๐) รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณก็มี (๖๘๑)
รูปเป็นที่อาศัยเกิดของโสตสัมผัส ฯลฯ ของฆานสัมผัส ฯลฯ ของชิวหาสัมผัส
ฯลฯ ของกายสัมผัสก็มี (๖๘๒) รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายสัมผัสก็มี (๖๘๓)
รูปเป็นที่อาศัยเกิดของเวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของ
เจตนา ฯลฯ ของกายวิญญาณก็มี (๖๘๔) รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายวิญญาณก็มี (๖๘๕)
วัตถุทุกะ จบ
อารัมมณทุกะ
รูปที่เป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัสก็มี (๖๘๖)
รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัสก็มี (๖๘๗)
รูปที่เป็นอารมณ์ของเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของ
เจตนา ฯลฯ ของจักขุวิญญาณก็มี (๖๘๘) รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณก็มี (๖๘๙)

171
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 172 (เล่ม 34)

รูปที่เป็นอารมณ์ของโสตสัมผัส ฯลฯ ของฆานสัมผัส ฯลฯ ของชิวหาสัมผัส
ฯลฯ ของกายสัมผัสก็มี (๖๙๐) รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของกายสัมผัสก็มี (๖๙๑)
รูปที่เป็นอารมณ์ของเวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของ
เจตนา ฯลฯ ของกายวิญญาณก็มี (๖๙๒) รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของกายวิญญาณก็มี (๖๙๓)
อารัมมณทุกะ จบ
อายตนทุกะ
รูปที่เป็นจักขายตนะก็มี (๖๙๔) รูปที่ไม่เป็นจักขายตนะก็มี (๖๙๕)
รูปที่เป็นโสตายตนะก็มี (๖๙๖) รูปที่ไม่เป็นโสตายตนะก็มี (๖๙๗)
รูปที่เป็นฆานายตนะ ฯลฯ รูปที่เป็นชิวหายตนะ ฯลฯ
รูปที่เป็นกายายตนะก็มี (๖๙๖) รูปที่ไม่เป็นกายายตนะก็มี (๖๙๗)
รูปที่เป็นรูปายตนะก็มี (๖๙๘) รูปที่ไม่เป็นรูปายตนะก็มี (๖๙๙)
รูปที่เป็นสัททายตนะ ฯลฯ รูปที่เป็นคันธายตนะ ฯลฯ รูปที่เป็นรสายตนะ ฯลฯ
รูปที่เป็นโผฏฐัพพายตนะก็มี (๗๐๐) รูปที่ไม่เป็นโผฏฐัพพายตนะก็มี (๗๐๑)
อายตนทุกะ จบ
ธาตุทุกะ
รูปที่เป็นจักขุธาตุก็มี (๗๐๒) รูปที่ไม่เป็นจักขุธาตุก็มี (๗๐๓)
รูปที่เป็นโสตธาตุก็มี ฯลฯ รูปที่เป็นฆานธาตุ ฯลฯ รูปที่เป็นชิวหาธาตุ ฯลฯ
รูปที่เป็นกายธาตุก็มี (๗๐๔) รูปที่ไม่เป็นกายธาตุก็มี (๗๐๕)
รูปที่เป็นรูปธาตุก็มี (๗๐๖) รูปที่ไม่เป็นรูปธาตุก็มี (๗๐๗)
รูปที่เป็นสัททธาตุก็มี ฯลฯ รูปที่เป็นคันธธาตุ ฯลฯ รูปที่เป็นรสธาตุ ฯลฯ
รูปที่เป็นโผฏฐัพพธาตุก็มี (๗๐๘) รูปที่ไม่เป็นโผฏฐัพพธาตุก็มี (๗๐๙)
ธาตุทุกะ จบ

172
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 173 (เล่ม 34)

อินทริยทุกะ
รูปที่เป็นจักขุนทรีย์ก็มี (๗๑๐) รูปที่ไม่เป็นจักขุนทรีย์ก็มี (๗๑๑)
รูปที่เป็นโสตินทรีย์ก็มี ฯลฯ รูปที่เป็นฆานินทรีย์ ฯลฯ รูปที่เป็นชิวหินทรีย์
ฯลฯ รูปที่เป็นกายินทรีย์ก็มี (๗๑๒) รูปที่ไม่เป็นกายินทรีย์ก็มี (๗๑๓)
รูปที่เป็นอิตถินทรีย์ก็มี (๗๑๔) รูปที่ไม่เป็นอิตถินทรีย์ก็มี (๗๑๕)
รูปที่เป็นปุริสินทรีย์ก็มี (๗๑๖) รูปที่ไม่เป็นปุริสินทรีย์ก็มี (๗๑๗)
รูปที่เป็นชีวิตินทรีย์ก็มี (๗๑๘) รูปที่ไม่เป็นชีวิตินทรีย์ก็มี (๗๑๙)
อินทริยทุกะ จบ
สุขุมรูปทุกะ
รูปที่เป็นกายวิญญัติก็มี (๗๒๐) รูปที่ไม่เป็นกายวิญญัติก็มี (๗๒๑)
รูปที่เป็นวจีวิญญัตติก็มี (๗๒๒) รูปที่ไม่เป็นวจีวิญญัติก็มี (๗๒๓)
รูปที่เป็นอากาสธาตุก็มี (๗๒๔) รูปที่ไม่เป็นอากาสธาตุก็มี (๗๒๕)
รูปที่เป็นอาโปธาตุก็มี (๗๒๖) รูปที่ไม่เป็นอาโปธาตุก็มี (๗๒๗)
รูปที่เป็นลหุตารูปก็มี (๗๒๘) รูปที่ไม่เป็นลหุตารูปก็มี (๗๒๙)
รูปที่เป็นมุทุตารูปก็มี (๗๓๐) รูปที่ไม่เป็นมุทุตารูปก็มี (๗๓๑)
รูปที่เป็นกัมมัญญตารูปก็มี (๗๓๒) รูปที่ไม่เป็นกัมมัญญตารูปก็มี (๗๓๓)
รูปที่เป็นอุปจยรูปก็มี (๗๓๔) รูปที่ไม่เป็นอุปจยรูปก็มี (๗๓๕)
รูปที่เป็นสันตติรูปก็มี (๗๓๖) รูปที่ไม่เป็นสันตติรูปก็มี (๗๓๗)
รูปที่เป็นชรตารูปก็มี (๗๓๘) รูปที่ไม่เป็นชรตารูปก็มี (๗๓๙)
รูปที่เป็นอนิจจตารูปก็มี (๗๔๐) รูปที่ไม่เป็นอนิจจตารูปก็มี (๗๔๑)
รูปที่เป็นกวฬิงการาหารก็มี (๗๔๒) รูปที่ไม่เป็นกวฬิงการาหาร๑ ก็มี (๗๔๓)
สุขุมรูปทุกะ จบ
รวมรูปหมวดละ ๒ อย่างนี้
ทุกมาติกา จบ
เชิงอรรถ :
๑ อภิ.วิ. ๓๕/๓๓/๑๕

173
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้าที่ 174 (เล่ม 34)

ติกมาติกา
รวมรูปหมวดละ ๓
ปกิณณกติกะ
อัชฌัตติกอุปาทาติกะ
[๕๘๕] รูปที่เป็นภายใน เป็นอุปาทายรูป (๗๔๔) รูปที่เป็นภายนอก เป็น
อุปาทายรูปก็มี (๗๔๕) รูปที่เป็นภายนอก ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มี (๗๔๖)
อัชฌัตติกอุปาทินนติกะ
รูปที่เป็นภายใน เป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ๑ (๗๔๗)
รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี (๗๔๘)
รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี (๗๔๙)
อัชฌัตติกอุปาทินนุปาทานิยติกะ
รูปที่เป็นภายใน เป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็น
อารมณ์ของอุปาทาน (๗๕๐) รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วย
ตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๗๕๑) รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูป
ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๗๕๒)
อัชฌัตติกอนิทัสสนติกะ
รูปที่เป็นภายใน เป็นรูปที่เห็นไม่ได้ (๗๕๓) รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูปที่เห็นได้
ก็มี (๗๕๔) รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูปที่เห็นไม่ได้ก็มี (๗๕๕)
อัชฌัตติกสัปปฏิฆติกะ
รูปที่เป็นภายใน เป็นรูปที่กระทบได้ (๗๕๖) รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูปที่
กระทบได้ก็มี (๗๕๗) รูปที่เป็นภายนอก เป็นรูปที่กระทบไม่ได้ก็มี (๗๕๘)
เชิงอรรถ :
๑ อภิ.สงฺ.อ. ๙๐

174