พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 567 (เล่ม 32)

[๒๒] ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)
ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้ไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
[๒๓] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๒๔] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๒๕] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระปิลักขผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
ปิลักขผลทายกเถราปทานที่ ๔ จบ
๕. ผารุสผลทายกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระผารุสผลทายกเถระ
(พระผารุสผลทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๒๖] ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ
ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เสด็จดำเนินอยู่ที่ถนน
จึงได้ถวายผลมะปรางแด่พระองค์

567
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 568 (เล่ม 32)

[๒๗] ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้ไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
[๒๘] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๒๙] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๓๐] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระผารุสผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
ผารุสผลทายกเถราปทานที่ ๕ จบ
๖. วัลลิผลทายกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระวัลลิผลทายกเถระ
(พระวัลลิผลทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๓๑] ครั้งนั้น ชนทั้งปวงชักชวนกันไปยังป่า
ในครั้งนั้นพวกเขาแสวงหาผลไม้ ได้ผลไม้แล้ว

568
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 569 (เล่ม 32)

[๓๒] ในป่านั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นพระสยัมภู ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้
จึงมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี
ได้ถวายผลเครือเถา(แตงโม)
[๓๓] ในกัปที่ ๓๑ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้ไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
[๓๔] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๓๕] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๓๖] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระวัลลิผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
วัลลิผลทายกเถราปทานที่ ๖ จบ

569
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 570 (เล่ม 32)

๗. กทลิผลทายกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระกทลิผลทายกเถระ
(พระกทลิผลทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๓๗] ข้าพเจ้าได้เห็นพระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ทรงรุ่งเรืองดังดอกกรรณิการ์
โชติช่วงเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญและเหมือนต้นพฤกษาประทีป
[๓๘] ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี
ได้ถือผลกล้วยไปถวายแด่พระศาสดา
ไหว้แล้วก็หลีกไป
[๓๙] ในกัปที่ ๓๑ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้ไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
[๔๐] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๔๑] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๔๒] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระกทลิผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
กทลิผลทายกเถราปทานที่ ๗ จบ

570
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 571 (เล่ม 32)

๘. ปนสผลทายกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระปนสผลทายกเถระ
(พระปนสผลทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๔๓] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอัชชุนะ
ทรงเพียบพร้อมด้วยจรณะและเป็นพระมุนี ฉลาดในสมาธิ
ประทับอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์
[๔๔] ข้าพเจ้าถือผลขนุนสุกสด ผลขนาดเท่าหม้อ
ได้ถวายพระศาสดาวางไว้ที่ต้นตีนเป็ด
[๔๕] ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้ไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
[๔๖] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๔๗] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๔๘] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระปนสผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
ปนสผลทายกเถราปทานที่ ๘ จบ

571
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 572 (เล่ม 32)

๙. โสณโกฏิวีสเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระโสณโกฏิวีสเถระ
(พระโสณโกฏิวีสเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๔๙] ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
ข้าพเจ้าได้สร้างถ้ำไว้แห่งหนึ่ง
ถวายแด่สงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ ในพันธุมาราชธานี
[๕๐] ข้าพเจ้าบริจาคผ้าหลายผืนไว้ลาดพื้นถ้ำ
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี
ได้ทำความปรารถนาว่า
[๕๑] ข้าพเจ้าพึงให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดปราน
พึงได้บรรพชาและพึงสัมผัสพระนิพพาน
ซึ่งเป็นธรรมสูงสุด สงบอย่างยอดเยี่ยม
[๕๒] ด้วยกุศลมูลนั้นนั่นแล
ข้าพเจ้าระลึกชาติได้ถึง ๙๐ กัป
ข้าพเจ้าเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ได้สร้างบุญไว้รุ่งเรืองนัก
[๕๓] ด้วยผลกรรมที่เหลือจากนั้น ในภพสุดท้ายนี้
ข้าพเจ้าเกิดเป็นบุตรคนเดียวของอัครเศรษฐีในกรุงจัมปา
[๕๔] พอฟังข่าวข้าพเจ้าว่าเกิดแล้ว
บิดาก็มีความพอใจดังนี้ว่า
เราจะให้ทรัพย์ ๒๐ โกฏิแก่กุมารไม่ให้ลดหย่อนเลย
[๕๕] ขนยาวประมาณ ๔ นิ้ว เส้นละเอียด
มีสัมผัสอ่อนนุ่มเสมอเหมือนปุยนุ่นงดงาม
เกิดที่ฝ่าเท้าทั้ง ๒ ของข้าพเจ้า

572
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 573 (เล่ม 32)

[๕๖] ข้อนี้เป็นอาการพิเศษประการหนึ่งตลอด ๙๐ กัปที่ล่วงมา
ข้าพเจ้าไม่รู้สึกในเมื่อวางเท้าลง
บนภาคพื้นที่ไม่มีเครื่องลาดเลย
[๕๗] ข้าพเจ้าให้พระพุทธเจ้าโปรดปรานแล้วบวชเป็นบรรพชิต
ได้บรรลุอรหัตตผล และเป็นผู้เย็น ดับแล้ว
[๕๘] พระศาสดาผู้ทรงเห็นเหตุทั้งปวง
ทรงแสดงว่าข้าพเจ้าเป็นผู้เลิศกว่า
บรรดาภิกษุผู้ปรารภความเพียร
เป็นพระอรหันตขีณาสพ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก
[๕๙] ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายถ้ำ
[๖๐] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๖๑] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๖๒] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

573
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 574 (เล่ม 32)

[๖๓] พระโสณโกฏิวีสเถระ เป็นหัวหน้าของภิกษุสงฆ์
ถูกถามปัญหาแล้วได้พยากรณ์ที่ใกล้สระใหญ่ชื่ออโนดาต ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระโสณโกฏิวีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
โสณโกฏิวีสเถราปทานที่ ๙ จบ
๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ
ประวัติในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าว่าด้วยบุพกรรมเก่า
(พระอานนทเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าว่าด้วย
บุพกรรมเก่า จึงกล่าวว่า)
[๖๔] ณ พื้นศิลาที่น่ารื่นรมย์ ใกล้สระอโนดาต
โชติช่วงด้วยรัตนะต่างๆ
ในละแวกป่ามีดอกไม้มีกลิ่นหอมนานาชนิด
[๖๕] พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
มีหมู่ภิกษุหมู่ใหญ่ห้อมล้อม
ประทับนั่งที่ศิลาอาสน์นั้น
ทรงพยากรณ์บุพกรรมของพระองค์ว่า
[๖๖] ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงฟังกรรมของเรา
เราเห็นภิกษุ ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร
จึงได้ถวายผ้าเก่าผืนหนึ่ง
[ก] ในกาลนั้น ข้าพเจ้าปรารถนาการตรัสรู้
เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก
ผลของการถวายผ้าเก่าให้ผลในความเป็นพระพุทธเจ้า
[ข] ในชาติปางก่อน เราเกิดเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง
เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่น จึงห้ามมันไว้
[ค] ด้วยผลกรรมนั้น ในภพสุดท้ายนี้ เรากระหายน้ำ
ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา

574
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 575 (เล่ม 32)

[๖๗] ในชาติอื่นๆ ในปางก่อน
เราเกิดเป็นนักเลงชื่อว่าปุนาลิ
ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้ามีนามว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายใคร
[๖๘] ด้วยผลกรรมนั้น เราจึงได้เวียนว่ายตายเกิด
อยู่ในนรกเป็นเวลานาน เสวยทุกขเวทนาหลายพันปี
[๖๙] ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่นั้น
ในภพสุดท้ายนี้ เราได้รับการกล่าวตู่
เพราะนางสุนทรีเป็นเหตุ
[๗๐] เพราะการกล่าวตู่พระเถระนามว่านันทะ
ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง
เราจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกเป็นเวลานาน
[๗๑] เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกเป็นเวลานานถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี
ครั้นได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ได้รับการกล่าวตู่มาก
[๗๒] ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่นั้น
นางจิญจมาณวิกาจึงมากล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริงท่ามกลางหมู่ชน
[๗๓] เราเกิดเป็นพราหมณ์
ผู้มีสุตะซึ่งประชาชนสักการบูชา
ได้สอนมนตร์ให้มาณพประมาณ ๕๐๐ คน ในป่าใหญ่
[๗๔] เราได้เห็นฤๅษีผู้น่าเกรงกลัว ผู้ได้อภิญญา ๕
มีฤทธิ์มาก มายังสำนักของเรา
เราจึงกล่าวตู่ฤๅษีผู้ไม่ประทุษร้ายใคร
[๗๕] ครั้งนั้น เราได้บอกพวกศิษย์ว่า
ฤๅษีตนนี้มักบริโภคกามคุณ
เพียงเราบอกเท่านั้น พวกมาณพก็พลอยเชื่อ
[๗๖] ตั้งแต่นั้นมา พวกมาณพทั้งหมด
ไปเที่ยวหาอาหารในตระกูลทั้งหลาย
พากันบอกประชาชนว่า ฤๅษีตนนี้มักบริโภคกามคุณ

575
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 576 (เล่ม 32)

[๗๗] ด้วยผลกรรมนั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้
ได้รับการกล่าวตู่ เพราะนางสุนทรีเป็นเหตุ
[๗๘] ในชาติก่อน เราได้ฆ่าน้องชายต่างมารดา
เพราะเหตุแห่งทรัพย์
จับโยนลงซอกภูเขา แล้วโยนหินทับไว้
[๗๙] ด้วยผลกรรมนั้น พระเทวทัตจึงผลักก้อนหินกลิ้งลงมา
สะเก็ดหินกระทบนิ้วหัวแม่เท้าของเรา (จนห้อเลือด)
[๘๐] ในชาติก่อน เรายังเป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่
ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
จึงหว่านก้อนกรวดไว้ที่หนทาง
[๘๑] ด้วยผลกรรมนั้น ในภพสุดท้ายนี้
พระเทวทัตจึงชักชวนนักแม่นธนู
ผู้เป็นนักฆ่า เพื่อฆ่าเรา
[๘๒] ในชาติก่อน เราเป็นนายควาญช้าง
ได้ไสช้างไล่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพระมุนีสูงสุด
ซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต
[๘๓] ด้วยผลกรรมนั้น ช้างนาฬาคีรีเชือกดุร้าย
จึงวิ่งไล่เราในกรุงราชคฤห์อันประเสริฐ
[๘๔] ในชาติก่อน เราเป็นทหารราบ
ได้ใช้หอกฆ่าคนจำนวนมาก
ด้วยผลกรรมนั้น
เราจึงถูกไฟไหม้อย่างร้อนแรงในนรก
[๘๕] ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่
ในบัดนี้ ไฟนั้นยังตามมา
ไหม้ผิวหนังที่เท้าของเราทุกแห่ง เพราะกรรมยังไม่สิ้นไป

576