พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 250 (เล่ม 3)

๕. จิตตาคารวรรค
สิกขาบทที่ ๖
ว่าด้วยการให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักฟ้อนเป็นต้น
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๙๙๙] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาให้ของเคี้ยวของ
ฉันด้วยมือตนแก่พวกครูนักฟ้อนบ้าง พวกนักฟ้อนบ้าง พวกกระโดดไม้ค้ำบ้าง พวก
มายากลบ้าง พวกตีกลองบ้าง กล่าวว่า “พวกท่านจงกล่าวพรรณนาคุณของดิฉัน
ในที่ชุมนุมชน” พวกครูนักฟ้อนบ้าง พวกนักฟ้อนบ้าง พวกกระโดดไม้ค้ำบ้าง พวก
มายากลบ้าง พวกตีกลองบ้าง ต่างพากันกล่าวพรรณนาคุณของภิกษุณีถุลลนันทา
ในชุมนุมชนว่า “ภิกษุณีถุลลนันทาเป็นพหูสูต เป็นนักพูด แกล้วกล้า สามารถ
กล่าวธรรมีกถา พวกท่านจงถวาย จงกระทำ(สักการะ)แก่เธอ”
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน
แม่เจ้าถุลลนันทาจึงให้ของเคี้ยวของฉันด้วยมือตนแก่ชาวบ้านเล่า” ครั้นแล้ว
ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปบอกภิกษุทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง
สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทาให้ของเคี้ยว
ของฉันด้วยมือตนแก่ชาวบ้าน จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา
จึงให้ของเคี้ยวของฉันด้วยมือตนแก่ชาวบ้านเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้
มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้
เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

250
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 251 (เล่ม 3)

พระบัญญัติ
[๑๐๐๐] ก็ภิกษุณีใดให้ของเคี้ยวหรือของฉันด้วยมือตนแก่ชาวบ้าน แก่
ปริพาชก หรือแก่ปริพาชิกา ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ
สิกขาบทวิภังค์
[๑๐๐๑] คำว่า ก็ … ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ก็ … ใด
คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มี
พระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้
ที่ชื่อว่า ชาวบ้าน ได้แก่ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งที่อยู่ครองเรือน
ที่ชื่อว่า ปริพาชก ได้แก่ นักบวชชายคนใดคนหนึ่งผู้อยู่ในลัทธิปริพาชก ยก
เว้นภิกษุและสามเณร
ที่ชื่อว่า ปริพาชิกา ได้แก่ นักบวชหญิงคนใดคนหนึ่งผู้อยู่ในลัทธิปริพาชิกา
ยกเว้นภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี
ที่ชื่อว่า ของเคี้ยว ได้แก่ เว้นโภชนะ ๕ น้ำและไม้สีฟัน ที่เหลือชื่อว่า ของเคี้ยว
ที่ชื่อว่า ของฉัน ได้แก่ โภชนะ ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมสด ข้าวตู ปลา เนื้อ
คำว่า ให้ คือ ให้ด้วยกาย ด้วยของเนื่องด้วยกาย หรือด้วยการโยนให้
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ให้น้ำและไม้สีฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

251
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 252 (เล่ม 3)

[๑๐๐๒] ๑. ภิกษุณีใช้ให้ผู้อื่นให้
๒. ภิกษุณีมิได้ให้เอง
๓. ภิกษุณีให้โดยวางไว้ใกล้ๆ
๔. ภิกษุณีให้ของไล้ทาภายนอก
๕. ภิกษุณีวิกลจริต
๖. ภิกษุณีต้นบัญญัติ
สิกขาบทที่ ๖ จบ

252
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 253 (เล่ม 3)

๕. จิตตาคารวรรค
สิกขาบทที่ ๗
ว่าด้วยการใช้ผ้าซับระดูแล้วไม่สละ
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๑๐๐๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาใช้ผ้าซับระดู
คนเดียวไม่ยอมสละ ภิกษุณีอื่นที่มีประจำเดือนไม่มีโอกาสได้ใช้
ภิกษุณีผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้า
ถุลลนันทาจึงใช้ผ้าซับระดูไม่ยอมสละเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไป
บอกภิกษุทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้
ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง
สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทาใช้ผ้าซับระดู
ไม่ยอมสละ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มี
พระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงใช้
ผ้าซับระดูไม่ยอมสละเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่
เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึง
รับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้
พระบัญญัติ
[๑๐๐๔] ก็ภิกษุณีใดใช้ผ้าซับระดูแล้วไม่ยอมสละ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ

253
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 254 (เล่ม 3)

สิกขาบทวิภังค์
[๑๐๐๕] คำว่า ก็ … ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ก็ … ใด
คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มี
พระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้
ที่ชื่อว่า ผ้าซับระดู ได้แก่ ผ้าที่เขาถวายไว้ให้ภิกษุณีผู้มีประจำเดือนใช้
คำว่า ไม่ยอมสละ คือ ใช้ ๒๓ คืนแล้ว ซักในวันที่ ๔ ยังใช้อีก ไม่
ยอมสละให้แก่ภิกษุณี สิกขมานา หรือสามเณรีรูปอื่น ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
[๑๐๐๖] ผ้าที่ยังไม่สละ ภิกษุณีสำคัญว่ายังไม่สละ ใช้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ผ้าที่ยังไม่สละ ภิกษุณีไม่แน่ใจ ใช้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ผ้าที่ยังไม่สละ ภิกษุณีสำคัญว่าสละแล้ว ใช้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ทุกทุกกฏ
ผ้าที่สละแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่ายังไม่สละ ใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ
ผ้าที่สละแล้ว ภิกษุณีสงสัย ใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ
ผ้าที่สละแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่าสละแล้ว ใช้ ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
[๑๐๐๗] ๑. ภิกษุณีใช้สอยแล้วสละ
๒. ภิกษุณีใช้ผ้าที่สละแล้วอีก

254
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 255 (เล่ม 3)

๓. ภิกษุณีใช้สอยในเมื่อไม่มีภิกษุณีอื่นผู้มีประจำเดือน
๔. ภิกษุณีถูกแย่งชิงผ้าเอาไป
๕. ภิกษุณีผ้าหาย
๖. ภิกษุณีผู้มีเหตุขัดข้อง
๗. ภิกษุณีวิกลจริต
๘. ภิกษุณีต้นบัญญัติ
สิกขาบทที่ ๗ จบ

255
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 256 (เล่ม 3)

๕. จิตตาคารวรรค
สิกขาบทที่ ๘
ว่าด้วยการไม่สละที่พัก
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๑๐๐๘] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาไม่สละที่พัก
แล้วหลีกจาริกไป ต่อมาที่พักนั้นถูกไฟไหม้ ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “แม่เจ้า
พวกเราจงช่วยกันขนของออกมา” ภิกษุณีบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “แม่เจ้า พวก
ดิฉันไม่ขนของออกมา สิ่งใดสิ่งหนึ่งสูญหายไป แม่เจ้าจักทวงพวกดิฉัน”
เมื่อภิกษุณีถุลลนันทากลับมาสู่ที่พักนั้นอีก ถามภิกษุณีทั้งหลายว่า “แม่เจ้า
พวกท่านช่วยขนของออกบ้างหรือเปล่า”
ภิกษุณีตอบว่า “แม่เจ้า พวกดิฉันไม่ได้ช่วยขน”
ภิกษณีถุลลนันทาตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณี เมื่อที่
พักถูกไฟไหม้ จึงไม่ช่วยกันขนของออกมาเล่า”
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน
แม่เจ้าถุลลนันทาไม่สละที่พักแล้วหลีกจาริกไปเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำ
เรื่องนี้ไปบอกภิกษุทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค
ให้ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง
สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทาไม่สละที่
พักแล้วหลีกจาริกไป จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา

256
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 257 (เล่ม 3)

ไม่สละที่พักแล้วหลีกจาริกไปเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยัง
ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้ว
จึงรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้
พระบัญญัติ
[๑๐๐๙] ก็ภิกษุณีใดไม่สละที่พักแล้วหลีกจาริกไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ
สิกขาบทวิภังค์
[๑๐๑๐] คำว่า ก็ … ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ก็ … ใด
คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มี
พระภาคทรงประสงค์ว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้
ที่ชื่อว่า ที่พัก พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงที่พักที่ติดบานประตู
คำว่า ไม่สละ … หลีกจาริกไป ความว่า ไม่สละแก่ภิกษุณี สิกขมานา
หรือสามเณรี
เมื่อเดินพ้นเขตที่พักมีรั้วล้อม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เดินพ้นบริเวณที่พักที่ไม่มี
รั้วล้อม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
[๑๐๑๑] ที่พักที่ยังไม่สละ ภิกษุณีสำคัญว่ายังไม่ได้สละ หลีกไป ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์
ที่พักที่ยังไม่สละ ภิกษุณีไม่แน่ใจ หลีกไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ที่พักที่ยังไม่สละ ภิกษุณีสำคัญว่าสละแล้ว หลีกไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์

257
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 258 (เล่ม 3)

ติกทุกกฏ
ภิกษุณีไม่สละห้องพักไม่ได้ติดประตู หลีกไป ต้องอาบัติทุกกฏ
ที่พักที่สละแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่ายังไม่สละ หลีกไป ต้องอาบัติทุกกฏ
ที่พักที่สละแล้ว ภิกษุณีไม่แน่ใจ หลีกไป ต้องอาบัติทุกกฏ
ที่พักที่สละแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่าสละแล้ว หลีกไป ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
[๑๐๑๒] ๑. ภิกษุณีสละแล้วหลีกไป
๒. ภิกษุณีหลีกไปเมื่อมีอันตราย
๓. ภิกษุณีแสวงหา(ผู้ดูแลแทน)แล้วไม่ได้
๔. ภิกษุณีผู้เป็นไข้
๕. ภิกษุณีผู้มีเหตุขัดข้อง
๖. ภิกษุณีวิกลจริต
๗. ภิกษุณีต้นบัญญัติ
สิกขาบทที่ ๘ จบ

258
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ หน้าที่ 259 (เล่ม 3)

๕. จิตตาคารวรรค
สิกขาบทที่ ๙
ว่าด้วยการเรียนดิรัจฉานวิชา
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๑๐๑๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์เรียน
ดิรัจฉานวิชา๑ ชาวบ้านตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีจึงเรียนดิรัจฉาน
วิชาเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า”
ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุณี
ผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์
จึงเรียนดิรัจฉานวิชาเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปบอกภิกษุทั้งหลาย
ให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง
สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์เรียน
เชิงอรรถ :
๑ ในวินัยปิฎกนี้ ดิรัจฉานวิชา คือวิชาที่ไม่มีประโยชน์ ไม่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เป็นวิชาที่เบียดเบียน
ผู้อื่น เช่น (๑) วิชาฝึกช้าง, ขี่ช้าง (๒) วิชาฝึกม้า, ขี่ม้า (๓) วิชาการขับรถ (๔) วิชายิงธนู (๕) วิชาฟันดาบ
(๖) ร่ายมนตร์ทำร้ายผู้อื่นด้วยพิธีอาถรรพณ์ (๗) ร่ายมนตร์เสกตะปูฝังดินฆ่าคนหรือเสกเข้าท้อง (๘) ร่าย
มนตร์ทำผู้อื่นให้อยู่ในอำนาจ หรือให้เป็นบ้า (๙) ร่ายมนตร์ทำผู้อื่นให้เนื้อเลือดเหือดแห้ง (๑๐) ปล่อยสัตว์มี
พิษ (วิ.อ. ๒/๑๐๑๕/๕๑๑, กงฺขา.อ. ๓๘๘, สารตฺถฏีกา ๓/๑๐๑๕/๑๕๕, กงฺขา.ฏีกา ๕๐๓, ปาจิตฺยาทิโยชนา
๑๗๓ ม.) ส่วนในพระสูตร หมายถึงการทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายโชคลาง ทำนายฝัน ทำนาย
ลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ พิธีเบิกแว่นเวียนเทียน พิธีซัดแกลบบูชาไฟ พิธีซัดรำบูชาไฟ
พิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ พิธีเติมเนยบูชาไฟ พิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ พิธีพ่นเครื่องเซ่นบูชาไฟ ฯลฯ
(พระสุตตันตปิฎกแปล ที.สี. ๙/๒๑๒๗/๘๑๐)

259