พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 235 (เล่ม 27)

๗. สิริกาฬกัณณิชาดก (๓๘๒)
ว่าด้วยสิริกับกาฬกัณณี
(เศรษฐีโพธิสัตว์สนทนากับกาฬกัณณีเทพธิดาว่า)
[๔๐] ใครหนอมีผิวพรรณดำ ทั้งไม่น่ารัก ไม่น่าดู
เธอเป็นใคร เป็นลูกสาวของใคร ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร
(กาฬกัณณีเทพธิดากล่าวว่า)
[๔๑] ดิฉันเป็นลูกสาวของท้าววิรูปักขมหาราช
เป็นคนโหดร้าย มีผิวดำ ไร้ปัญญา
เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่ากาฬกัณณี
ดิฉันขอท่านจงให้โอกาส
ดิฉันขออาศัยอยู่ในสำนักของท่าน
(เศรษฐีโพธิสัตว์กล่าวว่า)
[๔๒] เธอตกลงปลงใจในชายผู้มีปกติเช่นไร
มีความประพฤติเช่นไร
แม่กาฬี ฉันถามแล้ว เธอจงตอบ
ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร
(กาฬกัณณีเทพธิดาได้บอกคุณของตนว่า)
[๔๓] ชายใดมักลบหลู่คุณท่าน ตีเสมอ
แข่งดี ริษยา ตระหนี่ และโอ้อวด
ทำทรัพย์ที่ได้มาแล้วให้พินาศไป ดิฉันรักใคร่ชายนั้น
(กาฬกัณณีเทพธิดากล่าวต่อไปว่า)
[๔๔] ชายใดมักโกรธ ผูกโกรธ พูดส่อเสียด
มักทำลายมิตรภาพ มีวาจาเสียดแทง พูดวาจาหยาบคาย
ดิฉันรักใคร่ชายนั้นยิ่งกว่าชายคนแรก

235
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 236 (เล่ม 27)

[๔๕] ชายที่ไม่รู้จักประโยชน์ของตนว่า
งานนี้ควรทำวันนี้ งานนี้ควรทำพรุ่งนี้
ถูกสั่งสอนก็พาลโกรธ ซ้ำยังดูหมิ่นคนที่ดีกว่าตัว
[๔๖] ชายใดมัวเมาด้วยการเล่นเป็นประจำ
ทั้งยังกำจัดมิตรทั้งหมดไปเสีย
ดิฉันรักใคร่ชายนั้น จะมีความสุขกับเขา
(พระโพธิสัตว์ติเตียนกาฬกัณณีเทพธิดานั้นว่า)
[๔๗] แม่กาฬี เธอจงไปจากที่นี้เสียเถิด
เรื่องเช่นนี้ไม่มีในพวกเรา
เธอจงไปยังชนบท นิคม และราชธานีอื่นๆ เถิด
(กาฬกัณณีเทพธิดาได้ฟังดังนั้นไม่พอใจ จึงกล่าวว่า)
[๔๘] เรื่องนั้นแม้ดิฉันก็ทราบดีว่า เรื่องเช่นนี้ไม่มีอยู่ในพวกท่าน
แต่คนโง่ทั้งหลายที่รวบรวมทรัพย์ไว้เป็นจำนวนมาก
ก็ยังมีอยู่ในโลก
ส่วนดิฉันและเทพพี่ชายของดิฉันทั้ง ๒ คน
ช่วยกันผลาญทรัพย์นั้นจนหมดสิ้น
(พระโพธิสัตว์เห็นสิริเทพธิดา จึงกล่าวว่า)
[๔๙] ใครหนอมีผิวพรรณทิพย์ ยืนเรียบร้อยอยู่บนแผ่นดิน
เธอเป็นใคร เป็นลูกสาวของใคร ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร
(สิริเทพธิดาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า)
[๕๐] ดิฉันเป็นลูกสาวของท้าวธตรัฏฐมหาราชผู้มีสิริ
ดิฉันชื่อสิริลักษมี เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า
เป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน
ดิฉันขอท่านจงให้โอกาส
ดิฉันขออาศัยอยู่ในสำนักของท่าน

236
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 237 (เล่ม 27)

(เศรษฐีโพธิสัตว์กล่าวว่า)
[๕๑] เธอตกลงปลงใจในชายผู้มีปกติวิเช่นไร
มีความประพฤติเช่นไร
แม่ลักษมี ฉันถามแล้ว เธอจงตอบ
ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร
(สิริเทพธิดากล่าวว่า)
[๕๒] ชายใดชนะอันตรายทั้งปวงได้
คือ ความหนาว ความร้อน
ลม แดด เหลือบ ยุง สัตว์เลื้อยคลาน
ความหิว และความกระหายได้
ทำการงานทุกอย่างติดต่อตลอดวันตลอดคืน
ไม่ทำประโยชน์ที่เป็นไปตามกาลให้เสื่อมเสียไปด้วย
ดิฉันพอใจชายนั้นและจะตกลงปลงใจกับเขา
[๕๓] ชายใดไม่มักโกรธ เป็นกัลยาณมิตร เสียสละ
สมบูรณ์ด้วยศีล ไม่โอ้อวด ซื่อตรง
สงเคราะห์ มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน
ถึงจะเป็นใหญ่ก็ถ่อมตน
ดิฉันจะเป็นหญิงมีสิริอันไพบูลย์ในชายนั้น
เหมือนคลื่นที่ปรากฏแก่ผู้มองดูท้องทะเล
[๕๔] อีกอย่างหนึ่ง ชายใดสงเคราะห์บุคคล
ทั้งที่เป็นมิตรหรือศัตรู ทั้งชั้นสูง เสมอกัน หรือต่ำกว่า
ทั้งที่ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
ทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ
ชายใดไม่พูดจาหยาบคายไม่ว่าในกาลไหนๆ
ดิฉันจะเป็นของชายนั้นถึงแม้จะตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม

237
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 238 (เล่ม 27)

[๕๕] บุคคลใดไร้ปัญญา ได้สิริที่น่าใคร่แล้ว
ลืมคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง
บรรดาคุณความดีที่ได้กล่าวแล้วเหล่านั้น
ดิฉันเว้นบุคคลนั้นซึ่งมีสภาพร้อนรน
ประพฤติไม่เสมอต้นเสมอปลาย
เหมือนคนที่มีนิสัยรักความสะอาดเว้นห่างไกลหลุมคูถ
[๕๖] บุคคลย่อมสร้างความมีโชคด้วยตนเอง
ย่อมสร้างความไม่มีโชคด้วยตนเอง
คนอื่นจะทำความมีโชคและความไม่มีโชคให้คนอื่นหาได้ไม่
สิริกาฬกัณณิชาดกที่ ๗ จบ
๘. กุกกุฏชาดก (๓๘๓)
ว่าด้วยไก่โพธิสัตว์
(นางแมวไปยังโคนต้นไม้ที่ไก่เกาะอยู่แล้วอ้อนวอนว่า)
[๕๗] พ่อไก่หงอนแดงผู้มีขนปีกงดงาม ท่านจงลงมาจากกิ่งไม้เถิด
ฉันจะยอมเป็นภรรยาของท่านโดยไม่คิดมูลค่า
(ไก่โพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๕๘] แม่นางแมวรูปงาม เธอเป็นสัตว์สี่เท้า
ส่วนฉันเป็นสัตว์สองเท้า
แมวตัวเมียกับไก่ตัวผู้ไม่ควรจะรื่นรมย์ยินดีกันฉันสามีภรรยา
เธอจงหาสามีอื่นเถิด
(แมวได้ฟังดังนั้นคิดหาอุบายใหม่กล่าวว่า)
[๕๙] ฉันจะเป็นภรรยาสาวของท่านที่พูดจาอ่อนหวาน น่ารัก
ขอท่านจงรับฉันผู้เลอโฉม ผู้เป็นสาวพรหมจารีไว้
ด้วยการรับอันดีงามเถิด

238
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 239 (เล่ม 27)

(ไก่โพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้วคิดจะขู่ไล่แมวให้หนีไป จึงกล่าวว่า)
[๖๐] นางโจรผู้กินซากศพ ดื่มเลือด เจ้าเบียดเบียนไก่
ต้องการเราเป็นผัว ไม่ใช่ด้วยการได้อันดีงามหรอก
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า)
[๖๑] หญิงผู้มีวาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เห็นชายมีทรัพย์
ก็ล่อลวงนำไปด้วยการพูดจาอ่อนหวาน
เหมือนนางแมวล่อลวงไก่
[๖๒] อนึ่ง ผู้ใดไม่รู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน
ผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของศัตรู
และจะเดือดร้อนในภายหลัง
[๖๓] ส่วนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน
ผู้นั้นย่อมพ้นจากความคับขันอันเกิดจากศัตรู
เหมือนไก่พ้นจากนางแมว
กุกกุฏชาดกที่ ๘ จบ
๙. ธัมมัทธชชาดก (๓๘๔)
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นธงชัย
(กาเรียกนกทั้งหลายมากล่าวว่า)
[๖๔] พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านจงประพฤติธรรมเถิด
จงประพฤติธรรมเถิด พวกท่านจะมีแต่ความเจริญ
เพราะว่าผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข
ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
(นกทั้งหลายเมื่อไม่รู้จึงพากันสรรเสริญกาทุศีลนั้นว่า)
[๖๕] กานี้เจริญจริงหนอ ประพฤติธรรมได้ยอดเยี่ยม
ยืนด้วยขาข้างเดียวสอนธรรมอยู่

239
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 240 (เล่ม 27)

(พญานกโพธิสัตว์เรียกฝูงนกมาสั่งให้คอยจับกาว่า)
[๖๖] พวกเจ้าไม่รู้ปกติของมัน
เพราะไม่รู้ จึงพากันสรรเสริญมัน
มันกินทั้งไข่และลูกอ่อนแล้วพูดว่า ธรรมะ ธรรมะ
[๖๗] มันพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอย่างหนึ่ง
มันประพฤติธรรมแต่ปาก แต่กายไม่ประพฤติธรรม
เพราะฉะนั้น มันจึงชื่อว่าไม่ทรงธรรม
[๖๘] มันปากหวาน รู้ใจได้ยาก
แสร้งทำตัวว่ามีธรรมเป็นธงชัย
เหมือนงูเห่าซ่อนตัวอยู่ในรู
ให้เขายกย่องว่าเป็นผู้ดีทุกบ้านทุกตำบล
คนทุศีลประเภทนี้คนโง่รู้ได้ยาก
[๖๙] พวกท่านจงใช้จะงอยปาก ปีก
และเท้าจิกตีกาตัวนี้
ทำให้กาเลวทรามพินาศไป
กาตัวนี้ไม่สมควรอยู่ร่วมกับพวกเรา
ธัมมัทธชชาดกที่ ๙ จบ
๑๐. นันทิยมิคราชชาดก (๓๘๕)
ว่าด้วยพญาเนื้อนันทิยะ
(พ่อแม่ของเนื้อนันทิยโพธิสัตว์ต้องการจะเห็นลูก จึงส่งข่าวถึงลูกว่า)
[๗๐] พ่อพราหมณ์ ถ้าท่านไปป่าอัญชันเมืองสาเกตุ
ช่วยบอกเนื้อลูกชายในไส้ของข้าพเจ้าที่ชื่อนันทิยะด้วยว่า
พ่อแม่ของเจ้าแก่เฒ่าปรารถนาจะพบเจ้า

240
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 241 (เล่ม 27)

(เนื้อนันทิยโพธิสัตว์ประกาศข้อความนี้ว่า)
[๗๑] ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าได้กินหญ้า น้ำ
และข้าวของพระราชา
ก้อนข้าวของพระราชานั้น
ข้าพเจ้าจะไม่พยายามกินให้เสียเปล่า
[๗๒] ข้าพเจ้าจะหันข้างให้พระราชาผู้ทรงถือธนู
เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะพึงพ้นความตาย
ได้รับความสุข พบเห็นพ่อแม่ได้บ้าง
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า)
[๗๓] เมื่อก่อนเราได้เป็นพญาเนื้อ ๔ เท้า
มีรูปงามชื่อว่านันทิยะ อยู่ ณ ที่ประทับของพระเจ้าโกศล
[๗๔] พระเจ้าโกศลได้เสด็จมาที่อัญชนามฤคทายวัน
ทรงโก่งธนู สอดลูกศรเพื่อจะฆ่าเรา
[๗๕] เราได้หันข้างให้พระราชาผู้ทรงเหนี่ยวธนูพระองค์นั้น
เมื่อนั้นเราจึงพ้นความตาย ได้รับความสุข มาพบพ่อแม่
นันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐ จบ
อวาริยวรรคที่ ๑ จบ
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อวาริยชาดก ๒. เสตเกตุชาดก
๓. ทรีมุขชาดก ๔. เนรุชาดก
๕. อาสังกชาดก ๖. มิคาโลปชาดก
๗. สิริกาฬกัณณิชาดก ๘. กุกกุฏชาดก
๙. ธัมมัทธชชาดก ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก

241
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 242 (เล่ม 27)

๒. ขรปุตตวรรค
หมวดว่าด้วยม้าเกิดแต่ลา
๑. ขรปุตตชาดก (๓๘๖)
ว่าด้วยม้าสินธพลูกลา
(ม้าสินธพกล่าวกับแพะท้าวสักกะจำแลงว่า)
[๗๖] ได้ยินว่า เป็นความจริงที่บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวถึงแพะว่าเป็นสัตว์โง่
ดูเอาเถิด สัตว์โง่ไม่รู้จักกรรมที่ควรทำในที่ลับหรือที่แจ้ง
(แพะท้าวสักกะจำแลงกล่าวว่า)
[๗๗] เจ้าม้าเพื่อนยาก เจ้าจงรู้เถิดว่า เจ้าช่างเป็นสัตว์โง่จริงๆ
เพราะเจ้าถูกสนตะพายจนปากคดหน้าคว่ำ
[๗๘] เพื่อน ความโง่ของเจ้าอีกอย่างหนึ่ง
คือถูกเขาปล่อยแล้วไม่หนีไป เพื่อนเอ๋ย
แต่พระเจ้าเสนกะที่เพื่อนลากไปโง่กว่าเจ้าเสียอีก
(ม้าสินธพฟังคำของแพะจำแลงแล้วจึงกล่าวว่า)
[๗๙] พญาแพะเพื่อนยาก ท่านรู้เหตุที่เราโง่
แต่พระเจ้าเสนกะโง่เพราะเหตุอะไร
เราถามแล้ว เจ้าจงบอกเหตุนั้น
(แพะท้าวสักกะจำแลงบอกว่า)
[๘๐] ผู้ใดได้ประโยชน์สูงสุด๑ แล้วจะยกให้ภรรยา
ด้วยการยกให้นั้น เขาจักต้องสละตน
ส่วนภรรยานั้นจักไม่เป็นภรรยาของเขาอีก
เชิงอรรถ :
๑ ประโยชน์สูงสุด ในที่นี้หมายถึงมนต์วิเศษชื่อสัพพรุตชานนมนต์ คือมนต์รู้เสียงร้องของสรรพสัตว์
(ขุ.ชา.อ. ๕/๘๐/๗๐)

242
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 243 (เล่ม 27)

(แพะท้าวสักกะจำแลงกล่าวอีกว่า)
[๘๑] พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน บุคคลผู้เช่นกับพระองค์
มาทอดทิ้งตัวเองด้วยคิดว่า เรามีสิ่งอันเป็นที่รัก
ย่อมไม่ประสบสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย
เพราะตนแลประเสริฐกว่า
และยังประเสริฐกว่าสิ่งอันเป็นที่รักชั้นเยี่ยม
บุรุษสั่งสมประโยชน์แล้วก็จะพึงได้ภรรยาอันเป็นที่รักในภายหลัง
ขรปุตตชาดกที่ ๑ จบ
๒. สูจิชาดก (๓๘๗)
ว่าด้วยเข็ม
(ช่างทองโพธิสัตว์ยืนใกล้ประตูเรือนของหัวหน้าช่างทอง อธิบายเรื่องเข็มว่า)
[๘๒] ใครต้องการจะซื้อเข็มที่ไม่ขรุขระ ไม่หยาบ ขัดด้วยหินแข็ง
มีรูร้อยด้ายเรียบร้อย เล่มเล็ก และปลายคมบ้าง
(ช่างทองโพธิสัตว์อธิบายเรื่องเข็มนั้นอีกว่า)
[๘๓] ใครต้องการจะซื้อเข็มที่เกลี้ยงเกลา มีรูร้อยด้ายเรียบร้อย
กลมกลึงตลอดเล่ม เจาะทะลุทั่งได้ และแข็งแกร่งบ้าง
(นางกุมาริกาพูดกับช่างทองโพธิสัตว์ว่า)
[๘๔] เดี๋ยวนี้ เข็มและเบ็ดถูกนำออกไปจากหมู่บ้านนี้
นี่ใครกันต้องการจะขายเข็มในหมู่บ้านช่างทอง
[๘๕] ศัสตราก็ออกไปจากหมู่บ้านนี้
การงานชนิดต่างๆ จำนวนมาก
ย่อมเป็นไปด้วยอุปกรณ์จากหมู่บ้านนี้
นี่ใครกันต้องการจะขายเข็มในหมู่บ้านช่างทอง

243
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 244 (เล่ม 27)

(ช่างทองโพธิสัตว์ฟังคำของนางกุมาริกานั้น จึงกล่าวว่า)
[๘๖] คนที่ฉลาดรู้อยู่พึงมาขายเข็มในหมู่บ้านช่างเหล็ก
อาจารย์เท่านั้นจึงจะรู้ได้ว่า งานนั้นทำดีหรือไม่ดี
[๘๗] นางผู้เจริญ ถ้าบิดาของเธอรู้เรื่องเข็มเล่มนี้ที่ฉันทำแล้ว
จะต้องเชื้อเชิญฉันด้วยตัวเธอและทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีอยู่ในเรือนนี้
สูจิชาดกที่ ๒ จบ
๓. ตุณฑิลชาดก (๓๘๘)
ว่าด้วยตุณฑิลสุกรโพธิสัตว์
(จูฬตุณฑิลสุกรบอกเหตุที่ตนเห็นมาว่า)
[๘๘] วันนี้ นายแม่ของเราเปลี่ยนอาหารให้ใหม่
รางข้าวมีอาหารเต็มบริบูรณ์
นายแม่ก็ยืนอยู่ใกล้ๆ
คนจำนวนมากก็ยืนถือบ่วงอยู่
ฉันไม่อยากกินเลย
(มหาตุณฑิลสุกรโพธิสัตว์ได้กล่าวว่า)
[๘๙] เจ้าสะดุ้งกลัว หัวหมุน มองหาที่พึ่งไปไย
เจ้าไม่มีที่พึ่งหรอก จะหนีไปไหนกัน
พ่อตุณฑิละ อย่าดิ้นรนไปเลย กินเสียเถิด
พวกเราถูกเขาขุนเพื่อต้องการเนื้อ
[๙๐] เจ้าจงลงสู่ห้วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม
ชำระเหงื่อและมลทินทั้งปวงให้สิ้นไป
แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ชนิดใหม่
ที่มีกลิ่นหอมไม่จางหายไปในกาลไหนๆ

244