พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 145 (เล่ม 27)

ไม่ใช่นักฟ้อนรำก็ทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ
ไม่ตื่นข่าวก็ทำเป็นเหมือนตื่นข่าว
ย่อมได้ลาภในบุคคลที่ลุ่มหลงงมงาย
นี้เป็นคำสอนสำหรับเธอ
(ลูกศิษย์ได้ฟังคำของอาจารย์แล้ว จึงติเตียนลาภว่า)
[๑๑๐] พราหมณ์ น่าติเตียนการได้ยศ
และการได้ทรัพย์สำหรับเลี้ยงชีวิต
ซึ่งเป็นเหตุให้ประสบความพินาศ
หรือประพฤติไม่เป็นธรรม
[๑๑๑] ถึงแม้เราจะเป็นนักบวชถือบาตรเลี้ยงชีพ
การเลี้ยงชีพเช่นนั้นแหละยังดีกว่าการแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม
ลาภครหชาดกที่ ๗ จบ
๘. มัจฉุททานชาดก (๒๘๘)
ว่าด้วยบุญที่ให้ทานแก่ปลา
(กุฎุมพีโพธิสัตว์ตรวจดูห่อทรัพย์แล้วจำตราของตนได้ จึงกล่าวว่า)
[๑๑๒] ปลาทั้งหลายมีราคาเกินกว่า ๑,๐๐๐ กหาปณะ
กับ ๗ มาสก ไม่มีคนที่จะเชื่อเรื่องนี้
แต่สำหรับข้าพเจ้ามีเงินอยู่ ๗ มาสก
ก็ซื้อปลาพวงนั้นได้
(เทวดาประจำแม่น้ำปรากฏกายอยู่ในอากาศ กล่าวว่า)
[๑๑๓] ท่านได้ให้อาหารแก่ฝูงปลาแล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่ข้าพเจ้า
เมื่อระลึกถึงส่วนกุศลนั้นและความอ่อนน้อมที่ท่านได้กระทำแล้ว
จึงรักษาทรัพย์ของท่านไว้

145
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 146 (เล่ม 27)

(เทวดาบอกการโกงที่น้องชายกระทำแก่พระโพธิสัตว์ว่า)
[๑๑๔] ผู้ใดทำกรรมชั่ว
ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติของพี่น้องชายของพ่อแม่
ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้มีจิตชั่วร้าย
ย่อมไม่มีความเจริญ
แม้เทวดาก็ไม่นับถือเขา
มัจฉุททานชาดกที่ ๘ จบ
๙. นานาฉันทชาดก (๒๘๙)
ว่าด้วยความต้องการที่ต่างกัน
(พราหมณ์กล่าวกับพระโพธิสัตว์ว่า)
[๑๑๕] ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่ในเรือนหลังเดียวกัน
แต่มีความต้องการต่างกัน คือ ข้าพระองค์ต้องการบ้านส่วย
ส่วนนางพราหมณีต้องการแม่โคนม ๑๐๐ ตัว
[๑๑๖] บุตรของข้าพระองค์ต้องการรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย
หญิงสะใภ้ต้องการต่างหูแก้วมณี
ส่วนนางปุณณิกาทาสีผู้ต่ำต้อยต้องการครก
กระด้ง และสาก พระเจ้าข้า
(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๑๑๗] ท่านทั้งหลายจงให้บ้านส่วยแก่พราหมณ์
แม่โคนม ๑๐๐ ตัวแก่นางพราหมณี
รถเทียมม้าอาชาไนยแก่บุตรของพราหมณ์
ต่างหูแก้วมณีแก่หญิงสะใภ้
และครก กระด้ง สากแก่นางปุณณิกาทาสีผู้ต่ำต้อย
นานาฉันทชาดกที่ ๙ จบ

146
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 147 (เล่ม 27)

๑๐. สีลวีมังสกชาดก (๒๙๐)
ว่าด้วยการพิจารณาอานิสงส์ของศีล
(พราหมณ์ได้กราบทูลพระราชาถึงการกระทำของตนเพราะต้องการจะทดลองศีลว่า)
[๑๑๘] ได้ยินว่า ศีลเป็นสิ่งที่ดีงาม
ศีลเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในโลก
ดูเถิด นาคที่พิษร้ายแรงยังไม่เบียดเบียนใครๆ
เพราะสำนึกอยู่ว่าตนมีศีล
[๑๑๙] เราจักสมาทานศีลที่บัณฑิตรับรองว่า
เป็นสิ่งที่ปลอดภัยในโลก
ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้มีศีลได้รับการขนานนามว่า
เป็นผู้ประพฤติข้อปฏิบัติของพระอริยะ
[๑๒๐] ผู้มีศีลเป็นที่รักของหมู่ญาติ
และรุ่งเรืองในหมู่มิตร
หลังจากตายแล้วจะไปสู่สุคติ
สีลวีมังสกชาดกที่ ๑๐ จบ
อัพภันตรวรรคที่ ๔ จบ
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัพภันตรชาดก ๒. เสยยชาดก
๓. วัฑฒกีสูกรชาดก ๔. สิริชาดก
๕. มณิสูกรชาดก ๖. สาลูกชาดก
๗. ลาภครหชาดก ๘. มัจฉุททานชาดก
๙. นานาฉันทชาดก ๑๐. สีลวีมังสกชาดก

147
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 148 (เล่ม 27)

๕. กุมภวรรค
หมวดว่าด้วยหม้อสมบัติ
๑. ภัทรฆฏเภทกชาดก (๒๙๑)
ว่าด้วยคนเขลาย่อมเดือดร้อนเพราะทำลายหม้อสมบัติ
(พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาประมวลชาดก ตรัสพระคาถาว่า)
[๑๒๑] นักเลงได้หม้อที่สามารถจะบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกอย่าง
เขาย่อมประสบความสุขตลอดเวลาที่ยังรักษาหม้อนั้นไว้ได้
[๑๒๒] เมื่อใด เขาเมาสุรา คะนอง
ทำลายหม้อเสียเพราะความเมา
เมื่อนั้น เขาจะเป็นคนเปลือยนุ่งห่มผ้าเก่า
กลายเป็นคนโง่เง่าเดือดร้อนในภายหลัง
[๑๒๓] ผู้ใดโง่เขลา ประมาท ได้ทรัพย์แล้วใช้สอยไปทำนองนี้
ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
เหมือนนักเลงทำลายหม้อขุมทรัพย์
ภัทรฆฏเภทกชาดกที่ ๑ จบ
๒. สุปัตตชาดก (๒๙๒)
ว่าด้วยเมียพญากาสุปัตตะแพ้ท้อง
(กากราบทูลพระราชาถึงเหตุที่ตนกระทำความชั่วว่า)
[๑๒๔] ข้าแต่มหาราช พญากาชื่อสุปัตตะ
มีบริวาร ๘๐,๐๐๐ ตัวแวดล้อม อาศัยอยู่ที่กรุงพาราณสี
[๑๒๕] เมียพญากานั้นชื่อนางสุปัสสาแพ้ท้อง
ต้องการจะกินพระกระยาหารของพระราชาอันมีค่ามาก
ที่พวกพ่อครัวปรุงแล้วในห้องเครื่อง

148
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 149 (เล่ม 27)

[๑๒๖] ข้าพระองค์เป็นทูตของกาเหล่านั้น
ถูกพญากาส่งมา จึงได้มา ณ ที่นี้
ข้าพระองค์จะกระทำความจงรักภักดีต่อเจ้านาย
จึงได้จิกจมูกคนเชิญเครื่องเสวยให้เป็นแผล
สุปัตตชาดกที่ ๒ จบ
๓. กายนิพพินทชาดก (๒๙๓)
ว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย
(ฤๅษีโพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวว่า)
[๑๒๗] เมื่อเราถูกโรคภัยอย่างใดอย่างหนึ่งเบียดเบียนอยู่
ได้รับทุกข์อย่างแรงกล้า
ร่างกายนี้จักซูบซีดโดยฉับพลัน
เหมือนดอกไม้ตกอยู่ที่ทรายกลางแดด
[๑๒๘] ร่างกายอันไม่น่าพอใจกลับเป็นสิ่งที่น่าพอใจ
ไม่สะอาดกลับเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สะอาด
เต็มไปด้วยซากศพนานาชนิด
ปรากฏเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้ไม่เห็นความจริง
[๑๒๙] น่าติเตียนนัก ร่างกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระส่าย
น่าเกลียด ไม่สะอาด มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา
ที่หมู่สัตว์พากันมัวเมาหมกมุ่นอยู่
แล้วทำทางที่จะเข้าถึงสุคติให้เสื่อม
กายนิพพินทชาดกที่ ๓ จบ
๔. ชัมพุขาทกชาดก (๒๙๔)
ว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกอยากกินลูกหว้า
(สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งต้องการจะลวงกากินลูกหว้าแสร้งสรรเสริญกาว่า)

149
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 150 (เล่ม 27)

[๑๓๐] ใครนั่นมีเสียงหยดย้อยยอดเยี่ยม
กว่าสัตว์ที่มีเสียงไพเราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่งต้นหว้า
เจรจาด้วยสำเนียงอันน่าพอใจ คล้ายลูกนกยูง
(กาสรรเสริญตอบสุนัขจิ้งจอกว่า)
[๑๓๑] กุลบุตรรู้จักสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน
นี่ท่านผู้มีผิวพรรณเช่นกับลูกเสือโคร่ง
เชิญท่านบริโภคเถิดเพื่อน
เราจะให้ลูกหว้าสุกแก่ท่าน
(เทวดาโพธิสัตว์เห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง
จึงกล่าวว่า)
[๑๓๒] เราเห็นมานานแล้ว
คนที่มาประชุมกันพูดเท็จ สรรเสริญกันเอง
คือ กากินอาหารที่เขาคายแล้วและสุนัขจิ้งจอกกินซากศพ
ชัมพุขาทกชาดกที่ ๔ จบ
๕. อันตชาดก (๒๙๕)
ว่าด้วยที่สุด ๓ อย่าง
(กาตัวหนึ่งต้องการจะลวงสุนัขจิ้งจอกกินเนื้อ จึงกล่าวว่า)
[๑๓๓] พญาเนื้อ ลำตัวของท่านเหมือนพญาโคอุสภะ
การเยื้องกรายของท่านดุจพญาราชสีห์
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน ข้าพเจ้าจะได้อะไรบ้างเล่า
(สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๓๔] กุลบุตรรู้จักสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน
นี่พ่อกาผู้มีสร้อยคองามเหมือนนกยูง
เชิญท่านลงจากต้นละหุ่งเถิด

150
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 151 (เล่ม 27)

(รุกขเทวดาโพธิสัตว์เห็นกิริยาของกากับสุนัขจิ้งจอก จึงกล่าวว่า)
[๑๓๕] บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว
อันตชาดกที่ ๕ จบ
๖. สมุททชาดก (๒๙๖)
ว่าด้วยสมุทร
(เทวดาโพธิสัตว์ประจำสมุทรเห็นกิริยาของกา จึงกล่าวว่า)
[๑๓๖] นี่ใครหนอ เที่ยวบินเวียนวนอยู่รอบทะเลน้ำเค็ม
คอยห้ามหมู่ปลาและหมู่มังกรอยู่
จึงเดือดร้อนอยู่ในเกลียวคลื่น
(กาน้ำได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๓๗] ข้าพเจ้าเป็นนกชื่ออนันตปายี
ปรากฏไปทั่วทุกทิศว่า เป็นผู้ไม่รู้จักอิ่ม
ต้องการจะดื่มสมุทรสาคร อันเป็นเจ้าแห่งแม่น้ำลำธาร
(เทวดาประจำสมุทรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๓๘] ห้วงน้ำใหญ่นี้นั้นจะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที
ที่สุดของน้ำแห่งห้วงน้ำใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว
ใครๆ ก็รู้ไม่ได้
ได้ยินว่า สาครอันใครๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้
สมุททชาดกที่ ๖ จบ

151
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 152 (เล่ม 27)

๗. กามวิลาปชาดก (๒๙๗)
ว่าด้วยผู้เพ้อถึงกาม
(บุรุษผู้ที่ถูกเสียบอยู่บนปลายหลาวเห็นกาบินมาทางอากาศ เรียกกามาเพื่อ
จะส่งข่าวถึงภรรยาสุดที่รัก จึงกล่าวว่า)
[๑๓๙] นกผู้มีปีกเป็นยานพาหนะบินได้สูง
ขอท่านช่วยบอกภรรยาของข้าพเจ้า
ผู้มีขาอ่อนประดุจลำต้นกล้วยให้ทราบด้วย
เมื่อนางไม่รู้จักรอคอยข้าพเจ้าเป็นเวลานาน
[๑๔๐] นางเองเป็นคนโหดร้าย ยังไม่รู้ว่าหลาวนี้เขาปักไว้
เพื่อเสียบประจานข้าพเจ้า ก็จะโกรธ
ความโกรธของนางย่อมทำให้ข้าพเจ้าเดือดร้อน
แต่หลาวในที่นี้ไม่ทำให้ข้าพเจ้าเดือดร้อนเลย
[๑๔๑] หอก เกราะ และแหวนวงเล็กๆ ที่ทำด้วยทองเนื้อห้า
อนึ่ง ผ้าแคว้นกาสีอันมีเนื้อละเอียด
ข้าพเจ้าได้เก็บไว้ที่หัวนอน
ขอนางผู้มีความต้องการด้วยทรัพย์
จงยินดีด้วยทรัพย์ที่มีประมาณเท่านี้เถิด
กามวิลาปชาดกที่ ๗ จบ
๘. อุทุมพรชาดก (๒๙๘)
ว่าด้วยลิงหลอกลิงด้วยผลมะเดื่อ
(ลิงใหญ่หน้าดำตัวหนึ่งคิดจะลวงลิงเล็กเพื่อยึดที่อยู่ จึงกล่าวกับลิงเล็กว่า)
[๑๔๒] ต้นมะเดื่อ ต้นไทร และต้นมะขวิดเหล่านี้มีผลสุก
เจ้าจงออกมากินเถิด
จะยอมตายเพราะความหิวทำไม

152
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 153 (เล่ม 27)

(ลิงเล็กๆ เชื่อแล้วไป แต่ไม่ได้อะไร จึงกลับมาพบลิงใหญ่แล้ว
คิดจะลวงลิงใหญ่นั้นบ้าง จึงกล่าวว่า)
[๑๔๓] ผู้ใดอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่
ผู้นั้นย่อมเป็นผู้อิ่มหนำสำราญ
เหมือนข้าพเจ้าได้กินผลไม้สุกจนอิ่มหนำสำราญในวันนี้
(ลิงใหญ่ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๔๔] ลิงลวงลิงป่าเพราะเหตุใด
เหตุนั้นลิงหนุ่มก็ไม่ควรเชื่อ ถึงลิงแก่เฒ่าก็ไม่ควรเชื่อ
อุทุมพรชาดกที่ ๘ จบ
๙. โกมาริยปุตตชาดก (๒๙๙)
ว่าด้วยลิงอ้างโกมาริยบุตรเป็นอาจารย์
(ดาบสเหล่านั้นเมื่อจะถามลิง ได้กล่าวว่า)
[๑๔๕] เมื่อก่อน เจ้าได้โลดเต้นเล่นคะนอง
ในสำนักของพวกเราผู้มีปกติเล่นคะนอง
ลิงเอ๋ย เจ้ามาทำกิริยาของลิงในอาศรมของพวกเราอีก
พวกเราไม่พอใจปกติของเจ้านั้นเลย
(ลิงได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๔๖] เพราะฌานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว
จากสำนักอาจารย์ชื่อโกมาริยบุตรผู้เป็นพหูสูต๑
บัดนี้ ท่านอย่าได้สำคัญข้าพเจ้าเหมือนเมื่อก่อนเลย
ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าบำเพ็ญฌานอยู่
เชิงอรรถ :
๑ ผู้เป็นพหูสูต ในที่นี้หมายถึงผู้ได้ยินได้ฟังและแทงตลอดกสิณบริกรรมเป็นอันมาก และสมาบัติ ๘
(ขุ.ชา.อ. ๔/๑๔๖/๒๒๑)

153
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 154 (เล่ม 27)

(ดาบสเหล่านั้นกล่าวว่า)
[๑๔๗] แม้ถ้าบุคคลจะพึงหว่านพืชลงบนแผ่นหิน
และฝนจะพึงตกลงมาก็ตามที
พืชนั้นจะพึงงอกขึ้นมาหาได้ไม่
เจ้าลิงเอ๋ย จริงอยู่ ฌานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
ถึงเจ้าจะได้สดับมาแล้ว
เจ้าก็ยังอยู่ห่างไกลภูมิฌานนั่นอยู่ดี
โกมาริยปุตตชาดกที่ ๙ จบ
๑๐. วกชาดก (๓๐๐)
ว่าด้วยหมาใน
(พระศาสดาตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
[๑๔๘] หมาในมีเนื้อและเลือดเป็นอาหาร
มีชีวิตอยู่ได้เพราะฆ่าสัตว์อื่น
สมาทานวัตรแล้วเข้าจำอุโบสถ
[๑๔๙] ท้าวสักกะทรงทราบถึงข้อปฏิบัติของหมาในนั้นแล้ว
ทรงจำแลงเพศเป็นแพะเข้าไปหา
หมาในนั้นต้องการจะดื่มเลือดจึงตบะแตก
โผเข้าไปหาแพะนั้น
ทำลายตบะที่ตนได้สมาทานแล้ว
[๑๕๐] บุคคลบางคนในโลกนี้ก็เหมือนกัน
สมาทานข้อปฏิบัติอย่างเพลา ทำตนกลับกลอก
เหมือนหมาในกลับกลอกเพราะแพะเป็นเหตุ
วกชาดกที่ ๑๐ จบ
กุมภวรรคที่ ๕ จบ

154