พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 197 (เล่ม 2)

ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน
ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …,
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ไม่รู้ ว่ารู้ และเห็น
ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔
อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ไม่รู้ ว่ารู้ และได้ยิน
ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔
อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ไม่รู้ ว่ารู้ และทราบ
ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔
อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และได้ยิน
ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และทราบ
ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ
ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …,
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

197
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 198 (เล่ม 2)

เห็น ว่าไม่เห็น
[๑๗๘] เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่เห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.

ได้ยิน ว่าไม่ได้ยิน
ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ทราบ ว่าไม่ทราบ
ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
รู้ ว่าไม่รู้
รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
เห็น ว่าได้ยิน
[๑๗๙] เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
เห็น ว่าทราบ
เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
เห็น ว่ารู้
เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
เห็น ว่าได้ยิน และทราบ
เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.

198
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 199 (เล่ม 2)

เห็น ว่าได้ยิน และรู้
เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔
อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
เห็น ว่าได้ยิน ทราบ และรู้
เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วย
อาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …,
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ได้ยิน ว่าทราบ
ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ได้ยิน ว่ารู้
ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ได้ยิน ว่าเห็น
ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ได้ยิน ว่าทราบ และรู้
ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ได้ยิน ว่าทราบ และเห็น
ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.

199
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 200 (เล่ม 2)

ได้ยิน ว่าทราบ รู้ และเห็น
ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วย
อาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …,
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ทราบ ว่ารู้
ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ทราบ ว่าเห็น
ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ทราบ ว่าได้ยิน
ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ทราบ ว่ารู้ และเห็น
ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔
อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ทราบ ว่ารู้ และได้ยิน
ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
ทราบ ว่ารู้ เห็น และได้ยิน
ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วย
อาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …,
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

200
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 201 (เล่ม 2)

รู้ ว่าเห็น
รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
รู้ ว่าได้ยิน
รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
รู้ ว่าทราบ
รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …,
ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
รู้ ว่าเห็น และได้ยิน
รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ
๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
รู้ ว่าเห็น และทราบ
รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔
อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์.
รู้ ว่าเห็น ได้ยิน และทราบ
รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วย
อาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …,
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
เห็น-สงสัย
[๑๘๐] เห็น ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าเห็น จำไม่ได้ว่าเห็น หลงลืมว่าเห็น รู้อยู่
กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ
๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

201
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 202 (เล่ม 2)

… ข้าพเจ้าเห็น และทราบ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเห็น และรู้ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และรู้ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ได้ยิน – สงสัย
ได้ยิน ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าได้ยิน จำไม่ได้ว่าได้ยิน หลงลืมว่าได้ยิน รู้อยู่
กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …, ด้วย
อาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าได้ยิน และเห็น …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และเห็น …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ทราบ – สงสัย
ทราบ ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าทราบ จำไม่ได้ว่าทราบ หลงลืมว่าทราบ รู้อยู่กล่าว
เท็จว่า ข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕
อย่าง …, ด้วยอาการ ๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าทราบ และเห็น …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าทราบ และได้ยิน …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าทราบ รู้ และได้ยิน …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
รู้ – สงสัย
รู้ ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่ารู้ จำไม่ได้ว่ารู้ หลงลืมว่ารู้ รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้ารู้
และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง …, ด้วยอาการ ๔ อย่าง …, ด้วยอาการ ๕ อย่าง …, ด้วยอาการ
๖ อย่าง …, ด้วยอาการ ๗ อย่าง …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

202
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 203 (เล่ม 2)

… ข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้ารู้ และทราบ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ …, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
อนาปัตติวาร
[๑๘๑] ภิกษุพูดพลั้ง ๑, ภิกษุพูดพลาด ๑, [ชื่อว่าพูดพลั้ง คือพูดเร็วไป ชื่อว่าพูดพลาด
คือตั้งใจว่าจักพูดคำอื่น แต่กลับพูดไปอีกอย่าง] ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้อง
อาบัติแล.
มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ.
______________

203
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 204 (เล่ม 2)

๑. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒
เรื่องพระฉัพพัคคีย์
[๑๘๒] โดยสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีล
เป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือ ด่าว่า สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง
ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง
คำด่าที่ทรามบ้าง.
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์ ทะเลาะกับภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงได้
กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่าสบประมาทกระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์-
ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทราม
บ้างเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน
เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า จริงหรือภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอ
ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่า
สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง
รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง?
พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียน
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึงได้
ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่า
สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง

204
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 205 (เล่ม 2)

รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว …,
ครั้นแล้วทรงกระทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายดังต่อไปนี้:-
เรื่องโคนันทิวิสาล
[๑๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว. พราหมณ์คนหนึ่งในเมืองตักกสิลา
มีโคถึกตัวหนึ่งชื่อนันทิวิสาล. ครั้งนั้นโคถึกชื่อนันทิวิสาล ได้กล่าวคำนี้กระพราหมณ์นั้นว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ท่านจงไปพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้า
จักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จึงพราหมณ์นั้นได้ทำการพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่า
โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพราหมณ์ได้ผูกเกวียน ๑๐๐ เล่มให้เนื่องกัน เทียมโคถึก
นันทิวิสาลเสร็จแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า จงฉุดไป เจ้าโคโกง จงลากไป เจ้าโคโกง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โคถึกนันทิวิสาลได้ยืนอยู่ในที่เดิมนั่นเอง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พราหมณ์นั้นแพ้พนัน เสียทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์แล้ว
ได้ซบเซา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อมา โคถึกนันทิวิสาลได้ถามพราหมณ์นั้นว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์
เหตุไรท่านจึงซบเซา?
พ. ก็เพราะเจ้าทำให้เราต้องแพ้ เสียทรัพย์ไป ๑,๐๐๐ กษาปณ์ นั่นละซิ เจ้าตัวดี.
น. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ท่านมาเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่าโกงทำไมเล่า?
ขอท่านจงไปอีกครั้งหนึ่ง จงพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้า
จักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้ แต่อย่าเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่าโกง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นแล พราหมณ์นั้นได้พนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐
กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้. ครั้นแล้วได้ผูกเกวียน
๑๐๐ เล่มให้เนื่องกัน เทียมโคถึกนันทิวิสาลแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า เชิญฉุดไปเถิด พ่อรูปงาม
เชิญลากไปเถิด พ่อรูปงาม.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล โคถึกนันทิวิสาลได้ลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม ซึ่งผูกเนื่องกัน
ไปได้แล้ว.

205
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 206 (เล่ม 2)

[๑๘๔] บุคคลกล่าวควรแต่ถ้อยคำเป็นที่จำเริญใจ,
ไม่ควรกล่าวถ้อยคำอันไม่เป็นที่จำเริญใจ ในกาลไหน ๆ.
เพราะเมื่อพราหมณ์กล่าวถ้อยคำเป็นที่จำเริญใจ,
โคถึกนันทิวิสาลได้ลากเกวียนหนักไป,
ยังพราหมณ์นั้นให้ได้ทรัพย์, และได้ดีใจเพราะพราหมณ์
ได้ทรัพย์โดยการกระทำของตนนั้นแล.
[๑๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งนั้น คำด่า คำสบประมาทก็มิได้เป็นที่พอใจของเรา
ไฉน ในบัดนี้ คำด่า คำสบประมาท จักเป็นที่พอใจเล่า? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๕๑. ๒. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะโอมสวาท.
เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.
สิกขาบทวิภังค์
[๑๘๖] ที่ชื่อว่า โอมสวาท ได้แก่คำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ
ชาติ ๑ ชื่อ ๑ โคตร ๑ การงาน ๑ ศิลป ๑ โรค ๑ รูปพรรณ ๑ กิเลส ๑ อาบัติ ๑
คำด่า ๑.
บทภาชนีย์
[๑๘๗] ที่ชื่อว่า ชาติ ได้แก่ชาติ ๒ คือ ชาติทราม ๑ ชาติอุกฤษฏ์ ๑.
ที่ชื่อว่า ชาติทราม ได้แก่ชาติคนจัณฑาล ชาติคนจักสาน ชาติพราน ชาติคน
ช่างหนัง ชาติคนเทดอกไม้ นี้ชื่อว่าชาติทราม.
ที่ชื่อว่า ชาติอุกฤษฏ์ ได้แก่ชาติกษัตริย์ ชาติพราหมณ์ นี้ชื่อว่าชาติอุกฤษฏ์.
[๑๘๘] ที่ชื่อว่า ชื่อ ได้แก่ชื่อ ๒ คือ ชื่อทราม ๑ ชื่ออุกฤษฏ์ ๑.

206