พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 331 (เล่ม 25)

ส. ท่านเกณิยะผู้เจริญ ท่านกล่าวว่า พุทโธ หรือ ฯ
ก. ท่านเสละผู้เจริญ ข้าพเจ้ากล่าวว่า พุทโธ ฯ
ส. ท่านเกณิยะผู้เจริญ ท่านกล่าวว่า พุทโธ หรือ ฯ
ก. ท่านเสละผู้เจริญ ข้าพเจ้ากล่าวว่า พุทโธ ฯ
ลำดับนั้นแล เสลพราหมณ์ดำริว่า แม้เสียงประกาศว่า พุทโธ หาได้ยากในโลก พระ
มหาบุรุษผู้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งมาในมนต์ของพวกเรา ย่อมมีคติเป็น
สองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ผู้ทรงธรรม เป็น
ธรรมราชา เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักร
มั่นคง ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว
คฤหบดีแก้ว ปรินายกแก้วเป็นที่ ๗ พระราชโอรสของพระองค์มีกว่าพันล้วนกล้าหาญ มีรูป
ทรงสมเป็นวีระกษัตริย์ สามารถย่ำยีกองทัพของข้าศึกได้พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้
อาชญา มิต้องใช้ศาตรา ทรงครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ๑ ถ้าแลเสด็จออกผนวช
เป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ๑
เสลพราหมณ์ถามว่า ท่านเกณิยะผู้เจริญ ก็บัดนี้พระโคดมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เจริญพระองค์
นั้น ประทับอยู่ที่ไหน ฯ
[๓๗๖] เมื่อเสลพราหมณ์ถามอย่างนี้แล้ว เกณิยชฎิลได้ยกแขนขวาขึ้นชี้แล้ว กล่าว
กะเสลพราหมณ์ว่า ท่านเสละผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ทิวไม้มีสีเขียวนั่น ฯ
ลำดับนั้นแล เสลพราหมณ์พร้อมด้วยมาณพ ๓๐๐ คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ แล้วกล่าวเตือนมาณพเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงเงียบเสียง ค่อยๆ เดินตาม
กันมา เพราะท่านผู้เจริญเหล่านั้นเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนราชสีห์ ให้ยินดีได้ยาก ดูกรท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย เวลาเราสนทนากับพระสมณโคดม ท่านทั้งหลายอย่าพูดสอดขึ้นในระหว่างถ้อยคำของ
เรา จงรอให้ถ้อยคำของเราจบลงก่อน เสลพราหมณ์ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคครั้น
ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
ครั้นแล้ว เสลพราหมณ์ได้ตรวจดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ในพระกายของพระ
ผู้มีพระภาค ก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการโดยมากเว้นอยู่ ๒ ประการ คือ พระคุยหะ
เร้นอยู่ในฝัก ๑ พระชิวหาใหญ่ ๑ จึงยังเคลือบแคลงสงสัยไม่เชื่อไม่เลื่อมใสในมหาปุริส
ลักษณะ ๒ ประการ ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า เสลพราหมณ์นี้ เห็นมหาปุริส

331
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 332 (เล่ม 25)

ลักษณะ ๓๒ ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ ๒ ประการ คือ คุยหะเร้นอยู่ในฝัก ๑ ชิวหา
ใหญ่ ๑จึงยังเคลือบแคลงสงสัยไม่เชื่อไม่เลื่อมใสในมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการ ทันใดนั้น
พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้เสลพราหมณ์ได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ฝัก และ
ทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง ๒ กลับไปมาสอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ กลับไป
มา แผ่ปิดมณฑลพระนลาต เสลพราหมณ์คิดว่าพระสมณโคดม ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการบริบูรณ์ไม่บกพร่อง แต่เราไม่ทราบว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็แลเรา
ได้ฟังคำของพราหมณ์ทั้งหลายผู้แก่เฒ่าผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวอยู่ว่า พระผู้มีพระภาค
เป็นผู้พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงทำพระองค์ให้ปรากฎในเมื่อบุคคลกล่าว
ถึงคุณของพระองค์ ถ้ากระไรเราพึงชมเชยพระสมณโคดมเฉพาะพระพักตร์ด้วยคาถาอันสมควร ฯ
ลำดับนั้นแล เสลพราหมณ์ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคเฉพาะพระพักตร์ด้วยคาถาอัน
สมควรว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์มีพระกายบริบูรณ์ สวยงามประสูติดี
แล้ว มีพระเนตรงาม มีพระฉวีวรรณดุจทองคำมีพระเขี้ยวขาวดี มี
ความเพียร อวัยวะใหญ่น้อยเหล่าใดมีแก่คนผู้เกิดดีแล้ว อวัยวะ
ใหญ่น้อยเหล่านั้นทั้งหมดในพระกายของพระองค์เป็นมหาปุริสลักษณะ
พระองค์มีพระเนตรแจ่มใส มีพระพักตร์งาม มีกายใหญ่ตรง มีรัศมี
รุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางสมณสงฆ์ดังพระอาทิตย์ พระองค์เป็นภิกษุมีพระ
เนตร์งาม มีพระฉวีวรรณงามเปล่งปลั่งดังทองคำประโยชน์อะไรด้วย
ความเป็นสมณะของพระองค์ผู้มีวรรณะอันอุดมอย่างนี้ พระองค์ควรเป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ์ผู้ประเสริฐในราชสมบัติ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินมี
มหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ผู้ทรงชนะแล้ว ผู้เป็นใหญ่ในชมพูทวีปมี
กษัตริย์ประเทศราชตามเสด็จ ข้าแต่พระโคดม ขอพระองค์ทรงเป็น
พระราชาที่พระราชาทรงบูชา เป็นจอมมนุษย์ ครองราชสมบัติเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
[๓๗๗] ดูกรเสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาชั้นเยี่ยมเป็นพระธรรมราชา เรายัง
จักรที่ใครๆ พึงให้เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปโดยธรรม ฯ
เสลพราหมณ์กราบทูลว่า

332
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 333 (เล่ม 25)

พระองค์ทรงปฏิญาณว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นพระธรรมราชาชั้น
เยี่ยม ข้าแต่พระโคดม พระองค์ตรัสว่า จะยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม
ใครหนอเป็นสาวกเสนาบดีของพระองค์ผู้ประพฤติตามพระศาสดา ใคร
จะยังธรรมจักรที่พระองค์ให้เป็นไปแล้วนี้ ให้เป็นไปตาม ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรเสลพราหมณ์
สารีบุตรผู้เกิดตามตถาคต จะยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่เราให้เป็นไป
แล้ว ให้เป็นไปตาม ดูกรพราหมณ์ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เราได้รู้ยิ่งแล้ว
ธรรมที่ควรให้เจริญ เราได้ให้เจริญแล้วและธรรมที่ควรละ เราละได้
แล้ว เพราะเหตุนั้นเราจึงเป็นพระพุทธะ ดูกรพราหมณ์ ท่านจงขจัด
ความสงสัยในเราเสีย จงน้อมใจเชื่อ การได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธะ
ทั้งหลายเนืองๆ เป็นกิจที่ได้โดยยาก ความปรากฏเนืองๆแห่งพระ
สัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดแล หาได้ยากในโลก เราเป็นพระสัมพุทธะ
องค์นั้น ผู้เป็นศัลยแพทย์ชั้นเยี่ยม เราเป็นผู้ประเสริฐไม่มีผู้เปรียบ ย่ำ
ยีมารแลเสนามารเสียได้ ทำปัจจามิตรทั้งหมดไว้ในอำนาจไม่มีภัยแต่ที่
ไหนๆ บันเทิงอยู่ ฯ
เสลพราหมณ์กล่าวว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงฟังคำนี้ที่พระผู้มีพระภาคมหาวีรบุรุษผู้มีจักษุ ผู้
เป็นศัลยแพทย์ตรัสอยู่ ดังสีหะบันลืออยู่ในป่าฉะนั้น ถึงแม้พระองค์
จะเป็นผู้เกิดในสกุลต่ำทราม (ก็ตามที)ใครๆ ได้เห็นพระองค์ผู้
ประเสริฐไม่มีผู้เปรียบ ย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ จะไม่พึงเลื่อมใส
(ไม่มีเลย) ผู้ใดปรารถนาก็จงตามเรามา หรือผู้ใดไม่ปรารถนาก็จงไป
เถิด เราจักบวชในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธะผู้มีปัญญาอันประเสริฐ
นี้ ถ้าท่านผู้เจริญชอบใจคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธะ อย่างนี้ไซร้
แม้พวกเราก็จักบวชในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธะผู้มีพระปัญญาอัน
ประเสริฐ ฯ
พราหมณ์ทั้ง ๓๐๐ เหล่านี้ ได้ประนมอัญชลีทูลขอว่า ข้าแต่พระผู้มี
พระภาค ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของ
พระองค์ ฯ

333
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 334 (เล่ม 25)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรเสลพราหมณ์
พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว ผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นที่ออกบวชอันไม่เปล่าประโยชน์ ของบุคคลผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่ ฯ
[๓๗๘] เสลพราหมณ์พร้อมกับบริษัทได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค
ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไป เกณิยชฎิล สั่งให้ตกแต่งขาทนียะโภชนียาหารอันประณีตไว้ใน
อาศรมของตน เสร็จแล้วให้กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึง
เวลาแล้ว ภัตเสร็จแล้ว ลำดับนั้น เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตร
และจีวรเสด็จเข้าไปยังอาศรมของเกณิยชฎิล ครั้นแล้ว ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูลาดถวาย
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ลำดับนั้นเกณิยชฎิล อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้อิ่มหนำ
สำราญด้วยขาทนียะโภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตนเมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ ชัก
พระหัตถ์จากบาตรแล้ว เกณิยชฎิลถืออาสนะต่ำแห่งหนึ่ง นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาแก่เกณิยชฎิลด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นประมุข ฉันท์ทั้งหลายมีสาวิตติฉันท์เป็น
ประมุข พระราชาเป็นประมุขของมนุษย์ทั้งหลายพระจันทร์เป็นประมุข
ของดาวนักษัตร์ทั้งหลาย พระอาทิตย์เป็นประมุขของความร้อนทั้งหลาย
พระสงฆ์แล เป็นประมุขของบุคคลทั้งหลายผู้มุ่งบุญ บูชาอยู่ ฯ
[๓๗๙] ครั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาแก่เกณิยชฎิลด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว
เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ลำดับนั้นแล ท่านพระเสละพร้อมด้วยบริษัท หลีกออกจากหมู่อยู่
ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์
อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่ง
เอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระเสละพร้อมด้วยบริษัท ได้เป็นพระอรหันต์องค์
หนึ่งๆ ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท่านพระเสละ พร้อมทั้งบริษัทได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้
มีพระภาคประทับอยู่ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงสรณะในวัน
ที่ ๘ แต่วันนี้ไป เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ฝึกฝนตนอยู่ใน

334
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 335 (เล่ม 25)

ศาสนาของพระองค์ ๗ ราตรี พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เป็นศาสดา
เป็นมุนีครอบงำมาร ทรงตัดอนุสัยแล้ว เป็นผู้ข้ามได้เองแล้ว ทรงช่วย
เหลือหมู่สัตว์นี้ให้ข้ามได้ พระองค์ทรงก้าวล่วงอุปธิได้แล้ว ทรงทำลายอาสวะ
ทั้งหลายแล้ว ไม่ทรงถือมั่น ทรงละความกลัวและความขลาดได้แล้ว
ดังสีหะ ภิกษุ ๓๐๐ รูปนี้ยืนประนมอัญชลีอยู่ข้าแต่พระวีรเจ้า ขอ
พระองค์ทรงเหยียดพระบาทยุคลเถิดท่านผู้ประเสริฐทั้งหลาย จงถวาย
บังคมพระบาทยุคลของพระศาสดา ฯ
จบเสลสูตรที่ ๗
สัลลสูตรที่ ๘
[๓๘๐] ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ใครๆ รู้ไม่ได้ ทั้ง
ลำบาก ทั้งน้อย และประกอบด้วยทุกข์ สัตว์ทั้งหลาย ผู้เกิดแล้ว จะ
ไม่ตายด้วยความพยายามอันใดความพยายามอันนั้นไม่มีเลย แม้อยู่
ได้ถึงชราก็ต้องตายเพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา ผลไม้สุก
งอมแล้วชื่อว่าย่อมมีภัยเพราะจะต้องร่วงหล่นไปในเวลาเช้า ฉันใด
สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัย เพราะจะต้องตายเป็นนิตย์
ฉันนั้น ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุด แม้
ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคน
เขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูเป็นที่ไปใน
เบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด เมื่อสัตว์เหล่านั้นถูกมฤตยูครอบงำแล้ว
ต้องไปปรโลก บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้ หรือพวกญาติจะป้องกัน
พวกญาติไว้ก็ไม่ได้ ท่านจงเห็น เหมือนเมื่อหมู่ญาติของสัตว์ทั้งหลาย
ผู้จะต้องตาย กำลังแลดูรำพันอยู่โดยประการต่างๆ สัตว์ผู้จะต้องตาย
ผู้เดียวเท่านั้นถูกมฤตยูนำไปเหมือนโคที่บุคคลจะพึงฆ่าถูกนำไปตัวเดียว
ฉะนั้น ความตายและความแก่กำจัดสัตว์โลกอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น

335
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 336 (เล่ม 25)

นักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดสภาพของโลกแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกท่าน
ย่อมไม่รู้ทางของผู้มาหรือผู้ไป ไม่เห็นที่สุดทั้งสองอย่างถึงจะคร่ำครวญ
ไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าผู้คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่จะยังประโยชน์
อะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้ไซร้ บัณฑิตผู้เห็นแจ้งก็พึงกระทำความคร่ำครวญ
นั้น บุคคลจะถึงความสงบใจได้ เพราะการร้องไห้ เพราะความเศร้าโศก
ก็หาไม่ทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้นยิ่งขึ้น และสรีระของผู้นั้นก็จะซูบซีด
บุคคลผู้เบียดเบียนตนเอง ย่อมเป็นผู้ซูบผอม มีผิวพรรณเศร้าหมอง
สัตว์ทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ย่อมรักษาตนไม่ได้ด้วยความรำพันนั้น การ
รำพันไร้ประโยชน์ คนผู้ทอดถอนถึงบุคคลผู้ทำกาละแล้ว ยังละความ
เศร้าโศกไม่ได้ ตกอยู่ในอำนาจแห่งความเศร้าโศก ย่อมถึงทุกข์ยิ่ง
ขึ้น ท่านจงเห็นคนแม้เหล่าอื่นผู้เตรียมจะดำเนินไปตามยถากรรม
(และ)สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มาถึงอำนาจแห่งมัจจุแล้ว กำลัง
พากันดิ้นรนอยู่ทีเดียว ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญด้วยอาการใดๆ อาการ
นั้นๆ ย่อมแปรเป็นอย่างอื่นไปในภายหลัง ความพลัดพรากกัน เช่นนี้
ย่อมมีได้ ท่านจงดูสภาพแห่งโลกเถิดมาณพแม้จะพึงเป็นอยู่ร้อยปี
หรือยิ่งกว่านั้น ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ต้องละทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้
เพราะเหตุนั้น บุคคลฟังพระธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้ว เห็นคน
ผู้ล่วงลับทำกาละแล้ว กำหนดรู้อยู่ว่า บุคคลผู้ล่วงลับทำกาละแล้วนั้น
เราไม่พึงได้ว่า จงเป็นอยู่อีกเถิด ดังนี้ พึงกำจัดความรำพันเสีย บุคคล
พึงดับไฟที่ไหม้ลุกลามไปด้วยน้ำ ฉันใดนรชนผู้เป็นนักปราชญ์ มี
ปัญญา เฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสีย โดยฉับพลัน
เหมือนลมพัดนุ่นฉะนั้น คนผู้แสวงหาความสุขเพื่อตน พึงกำจัดความ
รำพันความทะยานอยากและความโทมนัสของตน พึงถอนลูกศรคือ
กิเลสของตนเสีย เป็นผู้มีลูกศร คือ กิเลสอันถอนขึ้นแล้ว อันตัณ
หาและทิฐิไม่อาศัยแล้วถึงความสงบใจ ก้าวล่วงความเศร้าโศกได้
ทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีความเศร้าโศกเยือกเย็น ฉะนี้แล ฯ
จบสัลลสูตรที่ ๘

336
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 337 (เล่ม 25)

วาเสฏฐสูตรที่ ๙
[๓๘๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานงคลวันใกล้อิจฉานังคลคาม ก็
สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงเป็นอันมาก คือจังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์
โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียง
เหล่าอื่น อาศัยอยู่ในอิจฉานังคลคาม ครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ เดิน
พักผ่อนอยู่ได้สนทนากันในระหว่างว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุอย่างไร
ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญบุคคลผู้เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและฝ่าย
บิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วย
อ้างถึงชาติ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ฯ
วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้มีศีลและถึงพร้อมด้วยวัตร
บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ฯ
ภารทวาชมาณพไม่สามารถจะให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้เลย และวาเสฏฐมาณพก็ไม่
สามารถจะให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้ ฯ
ลำดับนั้นแล วาเสฏฐมาณพจึงกล่าวกะภารทวาชมาณพว่า ท่านภารทวาชะพระสมณโคดม
ผู้ศากยบุตรนี้ เสด็จออกผนวชจากศากยสกุล ประทับอยู่ ณราวป่าอิจฉานังคลวัน ใกล้อิจฉา
นังคลคาม ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะ
เหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ท่านภารทวาชะ
เราทั้งสองจงไปเฝ้าพระสมณโคดมเถิด ครั้นแล้วจักทูลถามเนื้อความนี้ พระสมณโคดมจักตรัส
พยากรณ์แก่เราด้วยประการใด เราจักทรงจำข้อความนั้นไว้ด้วยประการนั้น ฯ
ภารทวาชมาณพ รับคำวาเสฏฐมาณพแล้ว ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ
ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว วาเสฏฐมาณพได้ทูล
ถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

337
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 338 (เล่ม 25)

[๓๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้มีไตรวิชชา อันอาจารย์
ยกย่องและรับรอง ข้าพระองค์เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของโปกขรสาติพราหมณ์
ภารทวาชมาณพนี้ เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของตารุกขพราหมณ์ ข้าพระองค์
ทั้งสองเป็นผู้ถึงความสำเร็จในเวทที่อาจารย์ผู้มีไตรวิชชาบอกแล้ว
เป็นผู้เข้าใจตัวบทและเป็นผู้ชำนาญไวยากรณ์ ในเวท เช่นกับ
อาจารย์ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองมีการโต้เถียงกันเพราะการ
อ้างถึงชาติ ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ
ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม ข้าแต่พระ
โคดมผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์จงทรงทราบอย่างนี้ ข้าพระองค์ทั้งสอง
นั้นไม่สามารถจะให้กันและกันยินยอมได้ จึงพากันมาเพื่อจะทูลถามพระ
องค์ผู้ปรากฏว่า เป็นพระสัมพุทธะ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้ง
สอง ประนมอัญชลีเข้ามาถวายนมัสการพระองค์ผู้ปรากฏว่า เป็นพระ
สัมพุทธะในโลก เหมือนชนทั้งหลาย ประนมอัญชลีเข้ามาไหว้
นมัสการพระจันทร์อันเต็มดวง ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสองขอทูลถามใน
พระโคดมผู้มีพระจักษุ ผู้อุบัติขึ้นดีแล้วในโลกว่าบุคคลเป็นพราหมณ์
เพราะชาติหรือเพราะกรรม ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ทั้งสอง
ผู้ไม่รู้ ด้วยอาการที่ข้าพระองค์ทั้งสองจะพึงรู้จักพราหมณ์เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะ
เราจักพยากรณ์แก่ท่านทั้งหลายตามลำดับตามสมควร สัตว์ทั้งหลายมี
ความแตกต่างกันโดยชาติ เพราะชาติของสัตว์เหล่านั้น มีประการต่างๆ
กัน ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ ก็ไม่
ยอมรับว่าเป็นหญ้าเป็นต้นไม้ หญ้าและต้นไม้เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จ
มาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่างๆ กัน แต่นั้นท่านทั้งหลายจงรู้จัก
หนอน ตั๊กแตน มดดำ และมดแดง สัตว์เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จ
มาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่างๆ กัน ท่านทั้งหลายจงรู้จักสัตว์ ๔ เท้า
ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ สัตว์เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะ
ชาติของมันต่างๆ กัน ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงรู้จักปลาที่เกิดในน้ำ

338
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 339 (เล่ม 25)

เที่ยวไปในน้ำ ปลาเหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของ
มันมีต่างๆ กัน ถัดจากนั้นท่านทั้งหลายจงรู้จักนกที่บินไปในเวหา นก
เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่างๆ กัน เพศ
ที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนอย่าง
สัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมากในชาติเหล่านี้ฉะนั้น การ
กำหนดด้วยผม ศีรษะ หู นัยน์ตา ปากจมูก ริมฝีปาก คิ้ว คอ
บ่า ท้อง หลัง ตะโพก อกที่แคบ เมถุน มือ เท้า นิ้วมือ เล็บ
แข้ง ขา วรรณะหรือเสียง ว่าผมเป็นต้น ของพราหมณ์เป็นเช่นนี้
ของกษัตริย์เป็นเช่นนี้ย่อมไม่มีเลย เพศที่สำเร็จมาแต่ชาติไม่มีในมนุษย์
ทั้งหลายเลย เหมือนอย่างสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติในชาติเหล่าอื่น
ฉะนั้น ความแตกต่างกันแห่งสัณฐานมีผมเป็นต้นนี้ ที่สำเร็จมาแต่กำเนิด
ย่อมไม่มีในสรีระของตนๆ เฉพาะในตัวมนุษย์ทั้งหลายเลย แต่ความ
ต่างกันในมนุษย์ทั้งหลาย บัณฑิตกล่าวไว้โดยสมัญญา ดูกรวาเสฏฐะ
ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพ
ผู้นั้นเป็นชาวนา มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ใน
หมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยศิลปะเป็นอันมาก ผู้นั้นเป็นศิลปิน
มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้
หนึ่ง อาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นพ่อค้ามิใช่พราหมณ์ ดูกร
วาเสฏฐะท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วย
การรับใช้ผู้อื่น ผู้นั้นเป็นผู้รับใช้ มิใช่พราหมณ์ดูกรวาเสฏฐะ ท่าน
จงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยการลักทรัพย์เลี้ยงชีพ ผู้
นั้นเป็นโจร มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ใน
หมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยลูกศรและศาตราเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นนักรบ
อาชีพ มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์
ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยความเป็นปุโรหิต ผู้นั้นเป็นผู้ยังบุคคลให้บูชา มิ
ใช่เป็นพราหมณ์ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใด
ผู้หนึ่งปกครองบ้านและแว่นแคว้น ผู้นั้นเป็นพระราชามิใช่พราหมณ์

339
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 340 (เล่ม 25)

ก็เราหากล่าวผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดาว่าเป็นพราหมณ์ไม่ ผู้นั้น
เป็นผู้ชื่อว่าโภวาที ผู้นั้นแลยังเป็นผู้มีเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคลผู้ไม่
มีเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ตัดสังโยชน์ได้
ทั้งหมด ไม่สะดุ้งเลย ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว พรากโยคะทั้ง ๔
ได้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ตัดชะเนาะคือความโกรธ เชือก
คือ ตัณหา หัวเงื่อน คือทิฐิ ๖๒ พร้อมทั้งสายโยง คือ อนุสัย
เสียได้ ผู้มีลิ่มสลักอันถอดแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรา
กล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งคำด่าว่า การทุบตีและการจองจำ ผู้
มีกำลังคือขันติ ผู้มีหมู่พลคือขันตี ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่โกรธ
มีวัตร มีศีล ไม่มีกิเลสอันฟูขึ้น ฝึกตนแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่
สุด ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย ดุจน้ำไม่ติด
อยู่ในใบบัว ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม ว่า
เป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้รู้ชัดความสิ้นไปแห่งทุกข์ของตน ในศาสนา
นี้แล ผู้ปลงภาระแล้วพรากกิเลสได้หมดแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรา
กล่าวผู้มีปัญญาลึกซึ้ง มีเมธา ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง ผู้บรรลุถึง
ประโยชน์อันสูงสุด ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยคน
๒ พวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป มีความ
ปรารถนาน้อย ว่าเป็นพราหมณ์เรากล่าวผู้วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย
ทั้งผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ว่าเป็นพราหมณ์
เรากล่าวผู้ไม่ปองร้าย ผู้ดับเสียได้ในผู้ที่มีอาชญาในตน ผู้ไม่ยึดถือในผู้
ที่มีความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ
และมักขะ ให้ตกไปแล้ว ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็ก
แหลม ว่าเป็นพราหมณ์เรากล่าวผู้เปล่งถ้อยคำไม่หยาบ ให้รู้ความกัน
ได้ เป็นคำจริงซึ่งไม่เป็นเหตุทำใครๆ ให้ข้องอยู่ ว่าเป็นพราหมณ์
ก็เรากล่าวผู้ไม่ถือเอาสิ่งของยาวหรือสั้น น้อยหรือใหญ่ งามและไม่งาม
ซึ่งเจ้าของมิได้ให้แล้วในโลก ว่าเป็นพราหมณ์เรากล่าวผู้ไม่มีความ
หวังทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ผู้สิ้นหวัง พรากกิเลสได้หมดแล้ว

340