พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 281 (เล่ม 25)

ว่าเป็นมุนี หรือผู้เป็นมุนี (มีปัญญา) ไม่ประมาท เที่ยวไปผู้เดียว
ไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ไม่สะดุ้งหวาดเพราะโลกธรรม
เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งหวาดเพราะเสียง ไม่ข้องอยู่ในตัณหาและทิฐิ
เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในตาข่าย ไม่ติดอยู่กับโลก เหมือนดอกบัวไม่ติด
อยู่กับน้ำ เป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ที่ใครๆ อื่นจะพึงนำไปได้ นักปราชญ์
ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดไม่ถึงความยินดีหรือยินร้าย ใน
เรื่องที่ผู้อื่นกล่าววาจาด้วยอำนาจการชมหรือการติ เหมือนเสามีอยู่ที่ท่า
เป็นที่ลงอาบน้ำ ผู้นั้นปราศจากราคะ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว นักปราชญ์
ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดแลดำรงตนไว้ซื่อตรงดุจกระสวย
เกลียดชังแต่กรรมที่เป็นบาป พิจารณาเห็นกรรมทั้งที่ไม่เสมอและที่
เสมอ (ทั้งผิดทั้งชอบ) ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือ
แม้ผู้ใดยังหนุ่มแน่นหรือปูนกลาง สำรวมตนไม่ทำบาป เป็นมุนี มี
จิตห่างจากบาป ไม่โกรธง่าย ไม่ว่าร้ายใครๆ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อม
ประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ได้ก้อน
ข้าวแต่ส่วนที่ดีส่วนปานกลางหรือส่วนที่เหลือ ไม่อาจจะกล่าวชม
ทั้งไม่ กล่าวทับถมให้ทายกตกต่ำ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี
หรือแม้ผู้ใดไม่หมกมุ่นอยู่ในรูปแห่งหญิงอะไรๆที่กำลังเป็นสาวเป็นผู้รู้
เที่ยวไปอยู่ ปราศจากความยินดีในเมถุน ไม่กำหนัด หลุดพ้นแล้ว
จากความมัวเมาประมาทผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือ
แม้ผู้รู้จักโลกเห็นปรมัตถประโยชน์ ข้ามพ้นโอฆะและสมุทร เป็นผู้คง
ที่ตัดกิเลสเครื่องร้อยรัดได้ขาดแล้ว อันทิฐิหรือตัณหาอาศัยไม่ได้แล้ว
ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนีคนทั้งสองไม่เสมอ
กัน มีที่อยู่และความเป็นอยู่ไกลกัน คือคฤหัสถ์เลี้ยงลูกเมีย ส่วน
ภิกษุไม่ยึดถือว่าเป็นของเรามีวัตรงาม คฤหัสถ์ไม่สำรวมเพราะบั่นรอน
สัตว์อื่น ภิกษุเป็นมุนี สำรวมเป็นนิตย์ รักษาสัตว์มีชีวิตไว้ นกยูง
มีสร้อยคอเขียว บินไปในอากาศ ยังสู้ความเร็วของหงส์ไม่ได้ในกาล

281
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 282 (เล่ม 25)

ไหนๆ ฉันใด คฤหัสถ์ทำตามภิกษุผู้เป็นมุนี สงัดเงียบเพ่งอยู่ในป่า
ไม่ได้ ฉันนั้น ฯ
จบมุนีสูตรที่ ๑๒
จบอุรควรรคที่ ๑
__________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร
๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวาชสูตร
๕. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร
๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร
๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร
๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนีสูตร บัณฑิตเรียกว่าอุรควรรค ฯ

282
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 283 (เล่ม 25)

สุตตนิบาต จูฬวรรคที่ ๒
รตนสูตรที่ ๑
[๓๑๔] ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้ว ในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใด
ประชุมกันแล้ว ในอากาศก็ดี ขอหมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดี และ
ขอจงฟังภาษิตโดยเคารพ ดูกรภูตทั้งปวง เพราะเหตุนั้นแล ท่าน
ทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ขอจงแผ่เมตตาจิตในหมู่มนุษย์ มนุษย์เหล่าใด
นำพลีกรรมไปทั้งกลางคืนกลางวัน เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจง
เป็นผู้ไม่ประมาท รักษามนุษย์เหล่านั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใด
อย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์
ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย พุทธรัตนะแม้นี้เป็น
รัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้
พระศากยมุนีผู้มีพระหฤทัยดำรงมั่น ได้บรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้นกิเลส
เป็นที่สำรอกกิเลส เป็นอมฤตธรรมอันประณีตธรรมชาติอะไรๆ อัน
สมควรด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มีธรรมรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต
ด้วยสัจจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุดทรงสรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิใด ว่าเป็นธรรมอันสะอาดบัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวสมาธิใด ว่าให้ผลในลำดับสมาธิอื่นเสมอด้วยสมาธินั้น
ย่อมไม่มี ธรรมรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอ
ความสวัสดี จงมีแก่สัตว์เหล่านี้ บุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่ อันสัตบุรุษ
ทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรแก่ทักษิณาทาน เป็นสาวก
ของพระสุคต ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมาก
สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดี
จงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระโคดม

283
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 284 (เล่ม 25)

ประกอบด้วยดีแล้ว(ด้วยกายประโยคและวจีประโยคอันบริสุทธิ์) มี
ใจมั่นคงเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย (ในกายและชีวิต) พระอริยบุคคล
เหล่านั้น บรรลุอรหัตผลที่ควรบรรลุหยั่งลงสู่อมตนิพพานได้ซึ่งความ
ดับกิเลส โดยเปล่าเสวยผลอยู่ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ เสาเขื่อนที่ฝังลงดิน
ไม่หวั่นไหวเพราะลมทั้งสี่ทิศ ฉันใด ผู้ใดพิจารณาเห็นอริยสัจทั้งหลาย
เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นสัตบุรุษ ผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรมมีอุปมา
ฉันนั้น สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอ
ความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลเหล่าใด ทำให้แจ้ง
ซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระศาสดาทรงแสดงดีแล้ว ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง
พระอริยบุคคลเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าอยู่ก็จริงถึงกระนั้น
ท่านย่อมไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วย
สัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ สักกายทิฐิและวิจิกิจฉา
หรือแม้สีลัพพตปรามาส อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้นอัน
พระอริยบุคคลนั้นละได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็น
(นิพพาน) ทีเดียว อนึ่งพระอริยบุคคลเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ทั้ง
ไม่ควรเพื่อทำอภิฐานทั้ง ๖ (คืออนันตริยกรรม ๕ และการเข้ารีด)
สังฆรัตนะแม้นี้ เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความ
สวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลนั้น ยังทำบาปกรรมด้วยกาย
ด้วยวาจา หรือด้วยใจก็จริง ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาป
กรรมอันนั้น ความที่บุคคลผู้มีธรรมเครื่องนิพพานอันตนเห็นแล้ว เป็น
ผู้ไม่ควรเพื่อปกปิดบาปกรรมนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว สังฆรัตนะ
แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์
เหล่านี้ พุ่มไม้ในป่ามียอดอันบานแล้วในเดือนต้นในคิมหันตฤดู ฉันใด
พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐยิ่ง เป็นเครื่องให้ถึง
นิพพาน เพื่อประโยชน์เกื้อกูล มีอุปมาฉันนั้น พุทธรัตนะแม้นี้
เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์

284
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 285 (เล่ม 25)

เหล่านี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงทราบธรรมอันประเสริฐ ทรง
ประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ ไม่มีผู้ยิ่ง
ไปกว่า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะ
อันประณีตด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระ
อริยบุคคลเหล่าใด ผู้มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป มีกรรมเก่าสิ้นแล้ว
ไม่มีกรรมใหม่เครื่องสมภพ พระอริยบุคคลเหล่านั้นมีพืชอันสิ้นแล้ว มี
ความพอใจไม่งอกงามแล้ว เป็นนักปราชญ์ย่อมนิพพาน เหมือนประทีป
อันดับไปฉะนั้น สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจา
นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วใน
ประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เรา
ทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ไปแล้วอย่างนั้น ผู้อันเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ภูตเหล่าใดประชุม
กันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใด ประชุมกันแล้วใน
อากาศก็ดี เราทั้งหลายจงนมัสการพระธรรมอันไปแล้วอย่างนั้น อัน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใด
ประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลายจงนมัสการพระสงฆ์ผู้ไปแล้ว
อย่างนั้น ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
แก่สัตว์เหล่านี้ ฯ
จบรัตนสูตรที่ ๑
อามคันธสูตรที่ ๒
ติสสดาบสทูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยคาถาความว่า
[๓๑๕] สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบไม้ เหง้ามัน
และผลไม้ที่ได้แล้วโดยธรรม หาปรารถนากามกล่าวคำเหลาะแหละไม่
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใดที่

285
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 286 (เล่ม 25)

ผู้อื่นทำสำเร็จดีแล้ว ตบแต่งไว้ถวายอย่างประณีต เมื่อเสวยข้าวสุกแห่ง
ข้าวสาลี ก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง
พรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่นดิบย่อมไม่ควรแก่เรา แต่ยังเสวย
ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีกับเนื้อนกที่บุคคลปรุงดีแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
พระนามว่ากัสสป ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กะพระองค์ว่ากลิ่น
ดิบของพระองค์มีประการอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การ
กระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และ
การคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบ
เลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีในรส
ทั้งหลาย เจือปนไปด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้ว
ไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลพึงแนะนำได้โดยยากนี้ ชื่อว่ากลิ่น
ดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบเลย ชนเหล่า
ใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตรไม่มี
ความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไรๆแก่ใครๆ
นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
ความโกรธ ความมัวเมา ความเป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายา
ฤษยา ความยกตนความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนม
ด้วยอสัตบุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่น
ดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติลามก กู้หนี้มาแล้วไม่
ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคนเทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรม
หยาบช้า นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่น
ดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวนผู้อื่น
ประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคายไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อ
ว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย สัตว์
เหล่าใดกำหนัดแล้วในสัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายใน

286
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 287 (เล่ม 25)

อกุศลเป็นนิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลงตกไปสู่นรก นี้ชื่อ
ว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย การ
ไม่กินปลาและเนื้อ ความเป็นคนประพฤติเปลือย ความเป็นคนโล้น
การเกล้าชฎา ความเป็นผู้หมักหมมด้วยธุลี การครองหนังเสือพร้อมทั้ง
เล็บการบำเรอไฟ หรือแม้ว่าความเศร้าหมองในกายที่เป็นไปด้วยความ
ปรารถนา ความเป็นเทวดา การย่างกิเลสเป็นอันมากในโลก มนต์และ
การเซ่นสรวง ยัญและการซ่องเสพฤดู ย่อมไม่ยังสัตว์ผู้ไม่ข้ามพ้นความ
สงสัยให้หมดจดได้ ผู้ใด คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหกเหล่านั้น รู้แจ้ง
อินทรีย์แล้ว ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความเป็นคนตรงและอ่อนโยน
ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมดผู้นั้นเป็นนักปราชญ์
ไม่ติดอยู่ในธรรมที่เห็นแล้ว และฟังแล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกความข้อนี้บ่อยๆ ด้วยประการฉะนี้ ติสส
ดาบสผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ได้ทราบความข้อนั้นแล้วพระผู้มีพระภาคผู้เป็น
มุนี ทรงประกาศด้วยพระคาถาทั้งหลาย อันวิจิตรว่า บุคคลผู้ที่ไม่มีกลิ่น
ดิบ ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ตามรู้ได้ยาก ติสสดาบสฟัง
บทสุภาษิตซึ่งไม่มีกลิ่นดิบ อันเป็นเครื่องบรรเทาเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง
ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้มีใจนอบน้อมถวายบังคมพระบาทของตถาคต
ได้ทูลขอบรรพชาที่อาสนะนั่นแล ฯ
จบอามคันธสูตรที่ ๒
หิริสูตรที่ ๓
[๓๑๖] บุคคลผู้ไม่มีหิริ เกลียดหิริ กล่าวอยู่ว่าเราเป็นเพื่อนของท่าน ไม่เอื้อเฟื้อ
การงานแห่งมิตรของตน พึงรู้ว่า นั่นไม่ใช่มิตรของเรา มิตรใดพูดวาจา
น่ารัก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ในมิตรทั้งหลาย บัณฑิตย่อมกำหนด
รู้ผู้นั้นว่าไม่ทำตามคำพูด มิตรใดหวังความแตกกัน ไม่ประมาทคอย

287
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 288 (เล่ม 25)

หาความผิดเท่านั้น มิตรนั้นไม่ควรเสพ ส่วนมิตรที่วางใจได้ เหมือน
บุตรที่เกิดแต่อก ซึ่งผู้อื่นกล่าวเหตุตั้งร้อยอย่างพันอย่างก็ให้แตกกันไม่
ได้ มิตรนั้นแลควรเสพความเพียร อันเป็นเหตุกระทำความปราโมทย์
นำความสรรเสริญมาให้ นำสุขมาให้ ผลานิสงส์อันนำธุระสมควรแก่
บุรุษไปอยู่ ย่อมเจริญ บุคคลดื่มรสแห่งความอิ่มเอิบในธรรม ดื่มรส
อันเกิดแต่ความสงัดกิเลสและรสแห่งความสงบแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มี
ความกระวนกระวายไม่มีบาป ฯ
จบหิริสูตรที่ ๓
มงคลสูตรที่ ๔
[๓๑๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิก
เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เทวดาตนหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีอัน
งดงามยิ่ง ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๓๑๘] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดีได้พากันคิดมงคล
ทั้งหลาย ขอพระองค์ได้โปรดตรัสอุดมมงคล ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้
เป็นอุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันทำ
ไว้แล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุ
สัจจะ ๑ ศิลป ๑วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาษิต ๑ นี้เป็นอุดม
มงคลการบำรุงมารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอัน
ไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การ
สงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การงดเว้น

288
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 289 (เล่ม 25)

จากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรม
ทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑
ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑การฟังธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดม
มงคล ความอดทน ๑ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑
การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเพียร ๑พรหม
จรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดม
มงคล จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว
ไม่เศร้าโศกปราศจากธุลี เป็นจิตเกษม นี้เป็นอุดมมงคล เทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า
ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถานนี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์
เหล่านั้น ฯ
จบมงคลสูตรที่ ๔
สูจิโลมสูตรที่ ๕
[๓๑๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บน (แท่นหิน) เตียงมีแม่แคร่ในที่อยู่ของสูจิโลม
ยักษ์ ใกล้ (เท่า) บ้านคยา ก็สมัยนั้นแล ขรยักษ์และสูจิโลมยักษ์เดินผ่านไปในที่ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น ขรยักษ์ได้กล่าวกะสูจิโลมยักษ์ว่า นั่นสมณะ สูจิโลมยักษ์ได้กล่าว
กะขรยักษ์ว่า นั่นไม่ใช่สมณะนั่นเป็นสมณะเทียม เราทราบชัดว่าสมณะหรือสมณะเทียมเพียงไร
ลำดับนั้นสูจิโลมยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วน้อมกายของตนเข้าไป
ใกล้พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงเบนกาย (ของสูจิโลมยักษ์) ออกไปสูจิโลมยักษ์ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ท่านกลัวข้าพเจ้าหรือสมณะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราไม่กลัวท่านดอกผู้มี
อายุ แต่สัมผัสของท่านลามก ฯ

289
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 290 (เล่ม 25)

สู. ดูกรสมณะ ข้าพเจ้าจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านไม่พยากรณ์ไซร้ข้าพเจ้าจักควัก
ดวงจิตของท่านออกโยนทิ้งเสียหรือจักฉีกหทัยของท่านเสีย หรือจักจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไป
ในแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ฯ
พ. เราไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม
ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ผู้ซึ่งจะควักดวงจิตของเราออกโยนทิ้ง หรือจะฉีกหทัยของ
เราเสีย หรือจะจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปในแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ผู้มีอายุ ก็แลท่านปรารถนา
จะถามปัญหาข้อใด ก็จงถามเถิด ฯ
ลำดับนั้นแล สูจิโลมยักษ์ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๓๒๐] ราคะและโทสะมีอะไรเป็นเหตุเกิด ความไม่ยินดี ความยินดี ขนลุกขนพอง
เกิดแต่อะไร วิตกทั้งหลายเกิดแต่อะไรแล้วจึงปล่อยลงไปหาใจที่เป็น
กุศล เหมือนพวกเด็กน้อยเอาด้ายผูกตีนกาแล้วปล่อยลงไป ฉะนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
ราคะและโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุเกิด ความไม่ยินดี ความยินดี ขนลุก
ขนพอง เกิดแต่อัตภาพนี้ วิตกทั้งหลายเกิดแต่อัตภาพนี้แล้วปล่อยลง
ไปหาใจที่เป็นกุศล เหมือนพวกเด็กน้อยเอาด้ายผูกตีนกาแล้วปล่อยลง
ไป ฉะนั้นกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เกิดแต่ความเยื่อใย เกิดใน
ตน เหมือนย่านไทรเกิดแต่ต้นไทร ฉะนั้น กิเลสเป็นอันมาก ซ่าน
ไปแล้วในกามทั้งหลาย เหมือนเถาย่านทรายรึงรัดไปแล้วในป่าสัตว์
เหล่าใด ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่กิเลสนั้นว่ามีกิเลสใดเป็นเหตุสัตว์เหล่านั้น
ย่อมบรรเทาซึ่งหมู่กิเลสนั้นได้ ท่านจงฟังเถิดยักษ์ สัตว์เหล่าใดย่อม
บรรเทาซึ่งหมู่กิเลสได้ สัตว์เหล่านั้นย่อมข้ามพ้นซึ่งโอฆะอันข้ามได้โดย
ยาก ที่ยังไม่เคยข้ามแล้วเพื่อความไม่เกิดอีก ฯ
จบสูจิโลมสูตรที่ ๕
ธรรมจริยสูตรที่ ๖
[๓๒๑] พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวความประพฤติทั้งที่เป็นโลกิยและโลกุตระ
ทั้งสองนี้ คือ ความประพฤติธรรม พรหมจรรย์ว่าเป็น (แก้วอัน

290