พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 205 (เล่ม 24)

ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พิธีปลงบาปในวินัยของพระอริยะ ย่อมมีอย่างไรเล่า ขอ
ประทานพระวโรกาส ขอพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรงแสดงธรรมโดยประการที่เป็นพิธีปลงบาป ใน
วินัยของพระอริยะแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ
พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ฯ
ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ดูกรพราหมณ์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่าวิบากแห่งมิจฉาทิฐิ เป็นสิ่ง
ที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ อริยสาวกนั้นครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉา
ทิฐิ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาทิฐิ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาสังกัปปะ เป็นสิ่ง
ที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาสังกัปปะ ย่อม
ปลงบาปจากมิจฉาสังกัปปะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาวาจา เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งใน
ปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาวาจา ย่อมปลงบาปจากมิจฉา
วาจา ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉากัมมันตะ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งใน
สัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉากัมมันตะ ย่อมปลงบาปจากมิจฉากัมมันตะ
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาอาชีวะ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ
ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาอาชีวะ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาอาชีวะ ย่อมพิจารณา
เห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาวายามะ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพครั้น
พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาวายามะ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาวายามะย่อมพิจารณาเห็น
ดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาสติเป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้
แล้ว ย่อมละมิจฉาสติ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาสติ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉา
สมาธิ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉา
สมาธิย่อมปลงบาปจากมิจฉาสมาธิ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาญาณะ เป็นสิ่งที่
ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาญาณะ ย่อมปลง
บาปจากมิจฉาญาณะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาวิมุติ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบัน
ทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาวิมุติ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาวิมุติ
ดูกรพราหมณ์ พิธีปลงบาปในวินัยแห่งพระอริยะ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล ฯ
ชาณุสโสณีพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พิธีปลงบาปของพราหมณ์
ทั้งหลายย่อมมีโดยประการอย่างอื่น ส่วนพิธีปลงบาปในวินัยของพระอริยะย่อมมีโดยประการ

205
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 206 (เล่ม 24)

อย่างอื่น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็พิธีปลงบาปของพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖
แห่งพิธีปลงบาปในวินัยแห่งพระอริยะนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง
ยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
จบสูตรที่ ๗
ปัจโจโรหณีสูตรที่ ๒
[๑๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงพิธีปลงบาปอันเป็นอริยะแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟังพิธีปลงบาปอันเป็นอริยะนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
แด่พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พิธีปลงบาป อันเป็น
อริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบาก
แห่งมิจฉาทิฐิแล เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ อริยสาวกนั้น ครั้นพิจารณา
เห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาทิฐิ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาทิฐิ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบาก
แห่งมิจฉาสังกัปปะ … แห่งมิจฉาวาจา … แห่งมิจฉากัมมันตะ … แห่งมิจฉาอาชีวะ …แห่งมิจฉา
วายามะ … แห่งมิจฉาสติ … แห่งมิจฉาสมาธิ … แห่งมิจฉาญาณะ …แห่งมิจฉาวิมุติแล เป็น
สิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ อริยสาวกนั้นครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละ
มิจฉาวิมุติ ย่อมปลงจากบาปจากมิจฉาวิมุติดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เรากล่าวว่า เป็นพิธีปลงบาป
อันเป็นอริยะ ฯ
จบสูตรที่ ๘
ปุพพังคสูตร
[๑๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้น แห่งดวงอาทิตย์เมื่อจะอุทัย
คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรม
ทั้งหลาย คือ สัมมาทิฐิ ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อม

206
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 207 (เล่ม 24)

เพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาทิฐิสัมมาวาจาย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาสังกัปปะ สัมมา
กัมมันตะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาวาจา สัมมาอาชีวะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมากัม
มันตะสัมมาวายามะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาอาชีวะ สัมมาสติย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มี
สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิย่อมเพียงพอ แก่บุคคลผู้มีสัมมาสติสัมมาญาณะย่อมเพียงพอแก่บุคคล
ผู้มีสัมมาสมาธิ สัมมาวิมุติย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาญาณะ
จบสูตรที่ ๙
อาสวสูตร
[๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๑๐ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมา
สมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุติดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญ
แล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบปัจโจโรหณีวรรคที่ ๒
_______________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อธรรมสูตรที่ ๑ ๒. อธรรมสูตรที่ ๒
๓. อธรรมสูตรที่ ๓ ๔. อาชินสูตร
๕. สคารวสูตร ๖. โอริมสูตร
๗. ปัจโจโรหณีสูตรที่ ๑ ๘. ปัจโจโรหณีสูตรที่ ๒
๙. ปุพพังคสูตร ๑๐. อาสวสูตร ฯ

207
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 208 (เล่ม 24)

ปาริสุทธิวรรคที่ ๓
ปริสุทธิสูตร
[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ เป็นธรรมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เว้นจาก
สุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมา
วาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ
สัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ประการนี้แล เป็นธรรมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เว้นจากสุคต
วินัยแล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๑
อุปปันนสูตร
[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ ที่ยังไม่เกิดขึ้น เว้นจาก
สุคตวินัยแล้วย่อมไม่เกิดขึ้น ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิฯลฯ สัมมาวิมุติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อม
ไม่เกิดขึ้น ฯ
จบสูตรที่ ๒
มหัปผลสูตร
[๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ เป็นธรรมมีผลมากมีอานิสงส์มาก
เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉนคือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุติ

208
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 209 (เล่ม 24)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แลเป็นธรรมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เว้นสุคตวินัย
แล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๓
ปริโยสานสูตร
[๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ เป็นธรรมมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด
มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม
๑๐ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯสัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการ
นี้แล เป็นธรรมมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด
นอกจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๔
เอกันตสูตร
[๑๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดย
ส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อนิพพาน เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม๑๐ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ
สัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดย
ส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อนิพพาน เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๕

209
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 210 (เล่ม 24)

ภาวิตสูตรที่ ๑
[๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว
ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม๑๐ ประการเป็นไฉน คือ
สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๑๐ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๖
ภาวิตสูตรที่ ๒
[๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นธรรมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม ๑๐ ประการ
เป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล
อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นธรรมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เว้นจากสุคตวินัย
แล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๗
ภาวิตสูตรที่ ๓
[๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นธรรมมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุดมีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด
เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุติ

210
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 211 (เล่ม 24)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรม
มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด เว้นจากสุคตวินัย
แล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๘
ภาวิตสูตรที่ ๔
[๑๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานเว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม ๑๐ ประการ
เป็นไฉน คือสัมมาทิฐิ ฯลฯสัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล
อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความ
คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานเว้นจาก
สุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๙
มิจฉัตตสูตร
[๑๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) ๑๐ ประการนี้๑๐ ประการ
เป็นไฉน คือ มิจฉาทิฐิ ๑ มิจฉาสังกัปปะ ๑ มิจฉาวาจา ๑มิจฉากัมมันตะ ๑ มิจฉาอาชีวะ ๑
มิจฉาวายามะ ๑ มิจฉาสติ ๑ มิจฉาสมาธิ ๑มิจฉาญาณะ ๑ มิจฉาวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มิจฉัตตะ ๑๐ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๐

211
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 212 (เล่ม 24)

สัมมัตตสูตร
[๑๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมัตตะ (ความเป็นชอบ) ๑๐ ประการนี้๑๐ ประการ
เป็นไฉน คือ สัมมาทิฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมา
อาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุติ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมัตตะ ๑๐ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
จบปาริสุทธิวรรคที่ ๓

212
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 213 (เล่ม 24)

สาธุวรรคที่ ๔
สาธุสูตร
[๑๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มี
พระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งที่ไม่ดีเป็นไฉน มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด
มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิดมิจฉาวาจา เจรจาผิด มิจฉากัมมันตะ การงานผิด มิจฉาอาชีวะ
เลี้ยงชีพผิดมิจฉาวายามะ ความพยายามผิด มิจฉาสติ ระลึกผิด มิจฉาสมาธิ ตั้งใจผิด
มิจฉาญาณะรู้ผิด มิจฉาวิมุติ ความหลุดพ้นผิด นี้เรียกว่าสิ่งที่ไม่ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่ง
ที่ดีเป็นไฉน สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ สัมมาวาจา
เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ ความ
เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิตั้งใจชอบ สัมมาญาณะ ความรู้ชอบ สัมมา
วิมุติ ความหลุดพ้นชอบนี้เรียกว่าสิ่งที่ดี ฯ
จบสูตรที่ ๑
อริยธรรมสูตร
[๑๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอริยธรรมและอนริยธรรมแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนริยธรรมเป็นไฉน มิจฉาทิฐิ ฯลฯ
มิจฉาวิมุติ นี้เรียกว่าอนริยธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อริยธรรมเป็นไฉน สัมมาทิฐิ ฯลฯ
สัมมาวิมุติ นี้เรียกว่าอริยธรรม ฯ
จบสูตรที่ ๒

213
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 214 (เล่ม 24)

กุสลสูตร
[๑๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงกุศลธรรม และอกุศลธรรมแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อกุศลธรรมเป็นไฉน มิจฉาทิฐิ ฯลฯ
มิจฉาวิมุติ นี้เรียกว่าอกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กุศลธรรมเป็นไฉน สัมมาทิฐิ ฯลฯ
สัมมาวิมุติ นี้เรียกว่ากุศลธรรม ฯ
จบสูตรที่ ๓
อรรถสูตร
[๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงประโยชน์และสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เธอ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี
พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายก็สิ่งไม่เป็นประโยชน์เป็นไฉน คือ
มิจฉาทิฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุติ นี้เรียกว่าสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ประโยชน์
เป็นไฉน สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุตินี้เรียกว่าประโยชน์ ฯ
จบสูตรที่ ๔
ธรรมสูตร
[๑๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมและอธรรม แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มี

214