พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 185 (เล่ม 24)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความระลึกชอบ ย่อมมีความระลึกผิดเสื่อมไป … และ
กุศลธรรมเป็นอันมากย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความระลึกชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความตั้งใจชอบ ย่อมมีความตั้งใจผิดเสื่อมไป … และ
กุศลธรรมเป็นอันมากย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความตั้งใจชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความรู้ชอบ ย่อมมีความรู้ผิดเสื่อมไปมีอกุศลบาปธรรมเป็น
อันมากที่เกิดขึ้นเพราะความรู้ผิดเป็นปัจจัยเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมากย่อมถึงความ
เจริญบริบูรณ์ เพราะความรู้ชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความหลุดพ้นชอบ ย่อมมีความหลุดพ้นผิดเสื่อมไป มี
อกุศลบาปธรรมเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะความหลุดพ้นผิดเป็นปัจจัยเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็น
อันมากย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความหลุดพ้นชอบเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เหตุแห่งการเสื่อมไปมี ๑๐ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๖
โธวนสูตร
[๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในทักษิณาชนบท มีธรรมเนียมการล้างกระดูกแห่งญาติผู้ตาย
ในธรรมเนียมการล้างกระดูกนั้น มีข้าวบ้าง น้ำบ้างของขบเคี้ยวบ้าง ของบริโภคบ้าง เครื่อง
ลิ้มบ้าง เครื่องดื่มบ้าง การฟ้อนบ้างเพลงขับบ้าง การประโคมบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเนียมการล้างนั้นมีอยู่เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี แต่ว่าการล้างนั้นแลเป็นของเลว เป็นของ
ชาวบ้านเป็นของปุถุชน ไม่เป็นของอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความ
เบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราจักแสดงการล้างอันเป็นของพระอริยะ ซึ่งเป็นไปเพื่อความ
เบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัดเพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความ

185
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 186 (เล่ม 24)

เกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความแก่ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจาก
ความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา
ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไรความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ เธอทั้งหลาย
จงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มี
พระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การล้างที่เป็นของพระอริยะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพาน
โดยส่วนเดียว ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้วย่อมพ้นจากความเกิด … จาก
ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจได้นั้น เป็นไฉน ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความเห็นชอบย่อมล้างความเห็นผิด ล้างอกุศลบาปธรรมเป็นอันมากที่
เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย และกุศลธรรมเป็นอันมากย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความดำริชอบ ย่อมล้างความดำริผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีวาจาชอบ ย่อมล้างวาจาผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการงานชอบ ย่อมล้างการงานผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการเลี้ยงชีพชอบ ย่อมล้างการเลี้ยงชีพผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความพยายามชอบ ย่อมล้างความพยายามผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความระลึกชอบ ย่อมล้างความระลึก ผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความตั้งใจชอบ ย่อมล้างความตั้งใจผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความรู้ชอบ ย่อมล้างความรู้ผิด … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความหลุดพ้นชอบ ย่อมล้างความหลุดพ้นผิดล้างอกุศล
บาปธรรมเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะความหลุดพ้นผิดเป็นปัจจัย และกุศลธรรมเป็นอันมาก
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความหลุดพ้นชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การล้างที่เป็นของพระอริยะนี้นั้นแล ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
โดยส่วนเดียว ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิด ผู้มี

186
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 187 (เล่ม 24)

ความแก่เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความแก่ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความตาย
ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจาก
ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจได้ ฯ
จบสูตรที่ ๗
ติกิจฉสูตร
[๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แพทย์ทั้งหลายย่อมให้ยาถ่าย เพื่อบำบัดอาพาธอันมีดีเป็น
สมุฏฐานบ้าง เพื่อบำบัดอาพาธอันมีเสมหะเป็นสมุฏฐานบ้างเพื่อบำบัดอาพาธอันมีลมเป็น
สมุฏฐานบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยาถ่ายนั่นมีอยู่เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่ายาถ่ายนี้นั้นแล
ย่อมสำเร็จบ้าง ย่อมเสียผลบ้างดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราจักแสดงยาถ่าย อันเป็นของพระ
อริยะ ที่สำเร็จผลอย่างเดียว ไม่เสียผล ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อม
พ้นจากความเกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความแก่ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อม
พ้นจากความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็น
ธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไรความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ
เธอทั้งหลายจงฟังยาถ่ายนั้นจงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี
พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยาถ่ายอันเป็นของพระอริยะ ที่
สำเร็จผลอย่างเดียว ไม่เสียผล ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจาก
ความเกิด … จากความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความเห็นชอบ ถ่ายความเห็นผิดออก และถ่ายอกุศลธรรมอันลามก
มิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยออก ส่วนกุศลธรรมทั้งหลายมิใช่น้อย ย่อม
ถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความเห็นชอบ เป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความดำริชอบ ถ่ายความดำริผิดออก … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการเจรจาชอบ ถ่ายการเจรจาผิดออก … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการงานชอบ ถ่ายการงานผิดออก … ฯ

187
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 188 (เล่ม 24)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการเลี้ยงชีพชอบ ถ่ายการเลี้ยงชีพผิดออก … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความพยายามชอบ ถ่ายความพยายามผิดออก …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความระลึกชอบ ถ่ายความระลึกผิดออก …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความตั้งใจมั่นชอบ ถ่ายความตั้งใจมั่นผิดออก …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความรู้ชอบ ถ่ายความรู้ผิดออก …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความหลุดพ้นชอบ ถ่ายความหลุดพ้นผิดออก และถ่าย
อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความหลุดพ้นผิดเป็นปัจจัยออก ส่วนกุศลธรรมมิใช่
น้อยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความหลุดพ้นชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยาถ่ายอันเป็นของพระอริยะนี้นั้นแล ที่สำเร็จผลอย่างเดียว ไม่เสียผล
ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา
ย่อมพ้นจากความแก่ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร
ความทุกข์ ความโทมนัสและมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไร
ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจได้ ฯ
จบสูตรที่ ๘
วมนสูตร
[๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายแพทย์ทั้งหลายย่อมให้ยาสำรอก เพื่อบำบัดอาพาธมีดี
เป็นสมุฏฐานบ้าง เพื่อบำบัดอาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐานบ้างเพื่อบำบัดอาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน
บ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยาสำรอกนั่นมีอยู่เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่ายาสำรอกนี้นั้นแล
ย่อมสำเร็จผลบ้าง ย่อมเสียผลบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราจักแสดงยาสำรอกอันเป็นของพระ
อริยะที่สำเร็จผลอย่างเดียว ไม่เสียผล ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อม
พ้นจากความเกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความแก่ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อม
พ้นจากความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็น
ธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจได้

188
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 189 (เล่ม 24)

เธอทั้งหลายจงฟังยาสำรอกนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี
พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยาสำรอกอันเป็นของพระอริยะ ที่
สำเร็จผลอย่างเดียว ไม่เสียผล ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจาก
ความเกิด ฯลฯ ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความเห็นชอบ ย่อมสำรอกความเห็นผิดได้ และสำรอกอกุศลธรรม
อันลามกมิใช่น้อยที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อยถึงความเจริญ
บริบูรณ์ เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความดำริชอบ ย่อมสำรอกความดำริผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการเจรจาชอบ ย่อมสำรอกการเจรจาผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการงานชอบ ย่อมสำรอกการงานผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการเลี้ยงชีพชอบ ย่อมสำรอกการเลี้ยงชีพผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความพยายามชอบ ย่อมสำรอกความพยายามผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความระลึกชอบ ย่อมสำรอกความระลึกผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความตั้งใจชอบ ย่อมสำรอกความตั้งใจผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความรู้ชอบ ย่อมสำรอกความรู้ผิดได้ … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความหลุดพ้นชอบ ย่อมสำรอกความหลุดพ้นผิดได้ และ
สำรอกอกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่เกิดขึ้นเพราะความหลุดพ้นผิดเป็นปัจจัยได้ ส่วนกุศล
ธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความหลุดพ้นชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยาสำรอกอันเป็นอริยะนี้แล ย่อมสำเร็จผลอย่างเดียวไม่เสียผล
ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา
ย่อมพ้นจากความแก่ ผู้มีความตายเป็นธรรมดาย่อมพ้นจากความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร
ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไร
ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นใจได้ ฯ
จบสูตรที่ ๙

189
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 190 (เล่ม 24)

นิทธมสูตร
[๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงปัดเป่ามี ๑๐ประการนี้ ๑๐ ประการ
เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเห็นผิด อันบุคคลผู้มีความเห็นชอบปัดเป่าแล้ว และ
ธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย อันเขาปัดเป่าแล้ว ส่วนกุศลธรรม
มิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดำริผิด อันบุคคลผู้มีความดำริชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเจรจาผิด อันบุคคลผู้มีการเจรจาชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานผิด อันบุคคลผู้มีการงานชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงชีพผิด อันบุคคลผู้มีการเลี้ยงชีพชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพยายามผิด อันบุคคลผู้มีความพยายามชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความระลึกผิด อันบุคคลผู้มีความระลึกชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจผิด อันบุคคลผู้มีความตั้งใจชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ผิด อันบุคคลผู้มีความรู้ชอบปัดเป่าแล้ว … ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นผิด อันบุคคลผู้มีความหลุดพ้นชอบปัดเป่าแล้ว และ
อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความหลุดพ้นผิดเป็นปัจจัย อันเขาปัดเป่าแล้ว
ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความหลุดพ้นชอบเป็นปัจจัย ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงปัดเป่ามี ๑๐ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
อเสขสูตร
[๑๑๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อเสขะๆ ดังนี้ ภิกษุเป็นอเสขะด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระ
ผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเห็นชอบ
อันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยความดำริชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยการเจรจาชอบอันเป็นอเสขะ

190
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 191 (เล่ม 24)

ประกอบด้วยการงานชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยการเลี้ยงชีพชอบอันเป็นอเสขะประกอบ
ด้วยความพยายามชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยการระลึกชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วย
ความตั้งใจชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยความรู้ชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยความ
หลุดพ้นชอบอันเป็นอเสขะ ดูกรภิกษุ ภิกษุย่อมเป็นอเสขะ ด้วยประการอย่างนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
อเสขธรรมสูตร
[๑๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นของพระอเสขะมี ๑๐ ประการนี้๑๐ ประการเป็น
ไฉน คือ ความเห็นชอบอันเป็นอเสขะ ๑ ความดำริชอบอันเป็นอเสขะ ๑ การเจรจาชอบ
อันเป็นอเสขะ ๑ การงานชอบอันเป็นอเสขะ ๑ การเลี้ยงชีพชอบอันเป็นอเสขะ ๑ ความ
พยายามชอบอันเป็นอเสขะ ๑ การระลึกชอบอันเป็นอเสขะ ๑ ความตั้งใจชอบอันเป็นอเสขะ ๑
ความรู้ชอบอันเป็นอเสขะ ๑ความหลุดพ้นชอบอันเป็นอเสขะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่
เป็นของพระอเสขะมี ๑๐ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๒
จบสมณสัญญาวรรคที่ ๑
_____________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สมณสัญญาสูตร ๒. โพชฌงคสูตร
๓. มิจฉัตตสูตร ๔. สัมมัตตสูตร
๕. อวิชชาวิชชาสูตร ๖. นิชชรวัตถุสูตร
๗. โธวนสูตร ๘. ติกิจฉสูตร
๙. วมนสูตร ๑๐. นิทธมสูตร
๑๑. อเสขสูตร ๑๒. อเสขธรรมสูตร ฯ

191
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 192 (เล่ม 24)

ปัจโจโรหณิวรรคที่ ๑
อธรรมสูตรที่ ๑
[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์บุคคลควรทราบ
สิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์ บุคคลก็ควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สิ่งที่ไม่
เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว พึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรม ตามสิ่ง
ที่เป็นประโยชน์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เป็นไฉน คือ
ความเห็นผิด ความดำริผิด การเจรจาผิด การงานผิด การเลี้ยงชีพผิด ความพยายามผิด ความ
ระลึกผิด ความตั้งใจผิด ความรู้ผิด ความหลุดพ้นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสิ่งที่ไม่เป็น
ธรรมและสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็น
ไฉน คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การเจรจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ
ความพยายามชอบ ความระลึกชอบความตั้งใจชอบ ความรู้ชอบ ความหลุดพ้นชอบ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็น
ธรรมและสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ บุคคลควรทราบ สิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์บุคคล
ก็ควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็น
ประโยชน์แล้ว พึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์คำที่เรากล่าวดังนี้ เรากล่า
เพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๑
อธรรมสูตรที่ ๒
[๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรมบุคคลควรทราบ สิ่งที่
ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์บุคคลก็ควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และสิ่ง

192
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 193 (เล่ม 24)

ที่เป็นธรรม สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งเป็นประโยชน์แล้วพึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรม ตาม
สิ่งที่เป็นประโยชน์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมเป็นไฉน สิ่งที่เป็นธรรมเป็นไฉน
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เป็นไฉน และสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ
เห็นผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมความเห็นชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย
ที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดำริผิด เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความดำริชอบเป็นสิ่งที่เป็น
ธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความดำริผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความดำริชอบเป็นปัจจัย
เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเจรจาผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเจรจาชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะการเจรจาผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะการเจรจาชอบเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การงานชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะการงานผิดเป็นปัจจัยเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะการงานชอบเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงชีพผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเลี้ยงชีพชอบเป็นสิ่งที่
เป็นธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะการเลี้ยงชีพผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่
ไม่เป็นประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะการเลี้ยงชีพชอบ
เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพยายามผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความพยายามชอบเป็นสิ่งที่
เป็นธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็น

193
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต - หน้าที่ 194 (เล่ม 24)

ประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความพยายามชอบเป็นปัจจัย
เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความระลึกผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความระลึกชอบเป็นสิ่งที่เป็น
ธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความระลึกผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความระลึกชอบเป็นปัจจัย
เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความตั้งใจชอบเป็นสิ่งที่เป็น
ธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความตั้งใจชอบเป็นปัจจัย
เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความรู้ชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความรู้ผิดเป็นปัจจัยเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความรู้ชอบเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพ้นผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความพ้นชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความหลุดพ้นผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความพ้นชอบ
เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรม บุคคลควรทราบสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์ บุคคลควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และสิ่งที่เป็นธรรม
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วพึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็น
ประโยชน์เถิด คำที่เรากล่าวดังนี้ เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยเหตุนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๒

194