พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 244 (เล่ม 23)

ในสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ ๑ ในสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๘ ประการ
นี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๕
ปริสสูตร
[๑๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๘ จำพวกนี้ ๘ จำพวกเป็นไฉน คือ บริษัทกษัตริย์ ๑
บริษัทพราหมณ์ ๑ บริษัทคฤหบดี ๑ บริษัทสมณะ ๑บริษัทเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ๑
บริษัทเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๑ บริษัทมาร ๑ บริษัทพรหม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเข้าไปหาบริษัทกษัตริย์
หลายร้อยบริษัท ย่อมรู้ดีว่า แม้ในบริษัทนั้นเราเคยนั่งประชุมด้วย เคยสนทนาปราศรัยด้วย เคย
สนทนาธรรมด้วย ในบริษัทกษัตริย์นั้น กษัตริย์เหล่านั้นมีวรรณเช่นใด เราก็มีวรรณเช่นนั้น
กษัตริย์เหล่านั้นมีเสียงเช่นใด เราก็มีเสียงเช่นนั้น เราชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ร่าเริงด้วยธรรมีกถา และเมื่อเรากำลังพูดอยู่บริษัทกษัตริย์เหล่านั้นย่อมไม่รู้ว่า ใครหนอนี่ เป็น
เทวดาหรือมนุษย์พูดอยู่ ครั้นเราชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถา
แล้วหายไปเมื่อเราหายไปแล้ว กษัตริย์เหล่านั้นก็ไม่รู้ว่า ใครหนอนี่ เป็นเทวดาหรือมนุษย์
หายไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเข้าไปหาบริษัทพราหมณ์หลายร้อยบริษัท ฯลฯ บริษัท
คฤหบดี ฯลฯ บริษัทสมณะ ฯลฯ บริษัทเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ฯลฯบริษัทเทวดาชั้นดาว
ดึงส์ ฯลฯ บริษัทมาร ฯลฯ บริษัทพรหมหลายร้อยบริษัท ย่อมรู้ดีว่าแม้ในบริษัทพรหมนั้น
เราเคยนั่งประชุมด้วย เคยสนทนาปราศรัยด้วยเคยสนทนาธรรมด้วย ในบริษัทพรหมนั้น
พรหมเหล่านั้นมีวรรณเช่นใด เราก็มีวรรณเช่นนั้น พรหมเหล่านั้นมีเสียงเช่นใด เราก็มีเสียง
เช่นนั้น เราชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถา และเมื่อเรากำลัง
พูดอยู่พรหมเหล่านั้นก็ไม่รู้ว่า ใครหนอนี่ เป็นเทวดาหรือมนุษย์พูดอยู่ ครั้งเราชี้แจงให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วหายไป และเมื่อเราหายไปแล้ว พรหมเหล่านั้น
ก็ไม่รู้ว่า ใครหนอนี่ เป็นเทวดาหรือมนุษย์หายไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๘ จำพวก
นี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๖

244
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 245 (เล่ม 23)

ภูมิจาลสูตร
[๑๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้นคร
เวสาลี ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังนครเวสาลี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในนครเวสาลีแล้ว ในเวลาปัจฉาภัต
เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ จงถือผ้านิสีทนะ เราจะ
เข้าไปยังปาวาลเจดีย์เพื่อพักกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ถือผ้านิสีทนะ
ตามพระผู้มีพระภาคไปข้างหลัง ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้
แล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ นครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์
โคตมกเจดีย์ พหุปุตตกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์สารันททเจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ล้วนน่ารื่นรมย์
ดูกรอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง
สั่งสมปรารภดีแล้ว ผู้นั้นหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัลป ดูกรอานนท์
ตถาคตเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม
ปรารภดีแล้ว ตถาคตหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลปหนึ่งหรือเกินกว่ากัลป เมื่อพระผู้มีพระภาคทรง
กระทำนิมิตแจ้งชัด ทรงกระทำโอภาสแจ้งชัดแม้อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่
ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป
ขอพระสุคตพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก
เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เพราะถูกมารเข้าดลใจ แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูกรอานนท์ นครเวสาลีเป็นนครที่น่ารื่นรมย์อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ พหุปุตตก
เจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ สารันททเจดีย์ปาวาลเจดีย์ ล้วนน่ารื่นรมย์ ดูกรอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญ
กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ฯลฯ
ตถาคตหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลปหนึ่งหรือเกินกว่ากัลป เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงกระทำนิมิต

245
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 246 (เล่ม 23)

แจ้งชัด ทรงกระทำโอภาสแจ้งชัดแม้อย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงไม่ทูลอาราธนา
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป ขอพระสุคต
พึงทรงดำรงอยู่ตลอดกัลป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อ
อนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะ
ถูกมารเข้าดลใจ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เธอจง
ไปเถิด บัดนี้เธอย่อมสำคัญกาลที่สมควร ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจาก
อาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วไปนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาค ฯ
ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน มารผู้ลามกได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระผู้มีพระภาคจงเสด็จปรินิพพานเถิด ขอพระสุคต
จงเสด็จปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นกาลปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระวาจานี้ไว้ว่าดูกรมารผู้ลามก เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่พวก
ภิกษุสาวกของเรายังไม่ฉลาดไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ยังไม่บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ
ยังไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ยังไม่ปฏิบัติชอบ ยังไม่ประพฤติ
ตามธรรม ไม่เรียนอาจาริยวาทของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้งเปิดเผย จำแนก
กระทำให้ง่าย ไม่แสดงธรรมมีปฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แกล้วกล้า
บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะเป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ
ประพฤติตามธรรม เรียนอาจาริยวาทของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนก กระทำให้ง่าย แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จ
ปรินิพพานเถิด บัดนี้ เป็นกาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสพระวาจานี้
ไว้ว่า ดูกรมารผู้ลามก เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุณีสาวิกาของเรา ฯลฯ อุบาสก
สาวกของเรา ฯลฯอุบาสิกาสาวิกาของเรา ยังไม่ฉลาด ยังไม่ได้รับแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า

246
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 247 (เล่ม 23)

ยังไม่บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ยังไม่เป็นพหูสูต ยังทรงจำธรรมไม่ได้ ยังปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรมไม่ได้ ยังไม่ปฏิบัติชอบ ยังไม่ประพฤติตามธรรมไม่เรียนอาจาริยวาทของตนแล้ว
บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกกระทำให้ง่าย ไม่แสดงธรรมมีปฏิหาริย์ย่ำยี
ด้วยดีซึ่งปรัปปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ อุบาสิกาสาวิกาของ
พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แกล้วกล้า บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ เป็นพหูสูต
ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนอาจาริยวาท
ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์
ย่ำยีด้วยดีซึ่งปรัปปวาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรมข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาค
จงเสด็จปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นกาลปรินิพพานแห่ง
พระผู้มีพระภาค ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ดูกรมารผู้ลามก เราจักยังไม่ปรินิพพาน
ตราบเท่าที่พรหมจรรย์ของเรานี้ยังไม่เจริญแพร่หลายกว้างขวาง ชนเป็นอันมาก ยังไม่รู้ทั่วยังไม่
แน่นหนา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายยังไม่ประกาศดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พรหมจรรย์
ของพระผู้มีพระภาคเจริญแพร่หลายกว้างขวาง ชนเป็นอันมากรู้ทั่ว แน่นหนา เทวดาและมนุษย์
ประกาศดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จปรินิพพานเถิด ขอ
พระสุคตจงเสด็จปรินิพพานเถิด บัดนี้ เป็นกาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาค ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมารผู้ลามก ท่านจงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิดไม่นานนักตถาคต
จักปรินิพพาน แต่นี้ล่วงไป ๓ เดือน ตถาคตจักปรินิพพานลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงมี
สติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลงอายุสังขารแล้ว
แผ่นดินไหวใหญ่ น่าสะพึงกลัว โลมชาติชูชัน กลองทิพย์ก็บันลือลั่น พระผู้มีพระภาคทรงทราบ
เนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานในเวลานั้นว่า
มุนีได้ปลงเครื่องปรุงแต่งภพ อันเป็นเหตุสมภพทั้งที่ชั่งได้
ทั้งที่ชั่งไม่ได้ ยินดีในภายใน มีจิตตั้งมั่น ได้ทำลายกิเลสที่
เกิดในตนเหมือนทหารทำลายเกราะ ฉะนั้น ฯ

247
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 248 (เล่ม 23)

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้มีความคิดดังนี้ว่า แผ่นดินนี้ไหวใหญ่หนอ แผ่นดินนี้
ไหวใหญ่จริงหนอ น่าสะพึงกลัว โลมชาติชูชัน ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอเป็นเหตุ
เป็นปัจจัยแห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ลำดับนั้นแลท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี
พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญแผ่นดินนี้ไหวใหญ่หนอ แผ่นดินนี้ไหวใหญ่จริงหนอ
น่าสะพึงกลัว โลมชาติชูชัน ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความ
ปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้แห่งความปรากฏแผ่นดินไหว
ใหญ่ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรอานนท์ แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่
บนอากาศ สมัยนั้นลมพายุพัดจัด ลมพายุพัดให้น้ำไหว น้ำไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว ดูกร
อานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๑ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ
อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ บรรลุความชำนาญทางจิตหรือเทวดา
ผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เจริญปฐวีสัญญานิดหน่อย เจริญอาโปสัญญาหาประมาณมิได้
ย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๒
แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ
อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ลงสู่พระครรภ์
พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหวดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย
ประการที่ ๓ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ
อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๔
แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ
อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้
ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๕ แห่งความปรากฏ
แผ่นดินไหวใหญ่ ฯ

248
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 249 (เล่ม 23)

อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตทรงประกาศอนุตรธรรมจักร เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อม
สะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๖ แห่งความปรากฏแผ่นดิน
ไหวใหญ่ ฯ
อีกประการหนึ่ง เมื่อใด ตถาคตทรงมีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร เมื่อนั้น แผ่นดิน
นี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๗ แห่งความปรากฏ
แผ่นดินไหวใหญ่ ฯ
อีกประการหนึ่ง เมื่อใด ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุเมื่อนั้น แผ่นดินนี้
ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๘ แห่งความปรากฏ
แผ่นดินไหวใหญ่ ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัย๘ ประการนี้แล แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ
จบจาลวรรคที่ ๒
_________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อิจฉาสูตร ๒. อลํสูตร ๘ สูตร
๓. สังขิตตสูตร ๔. คยาสูตร
๕. อภิภายตนสูตร ๖. วิโมกขสูตร
๗. โวหารสูตรที่ ๑ ๘. โวหารสูตรที่ ๒
๙. ปริสสูตร ๑๐. ภูมิจาลสูตร ฯ
________

249
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 250 (เล่ม 23)

ยมกวรรคที่ ๓
ปฏิปทาสูตรที่ ๑
[๑๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีล อย่างนี้ เธอชื่อว่า เป็นผู้ไม่
บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่าอย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มี
ศรัทธาและมีศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่า
เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต
อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่าอย่างไรหนอ
เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีลและเป็นพหูสูต เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล และเป็น
พหูสูต เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล
และเป็นพหูสูต แต่ไม่เป็นธรรมกถึก ฯลฯ และเป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ และ
เข้าสู่บริษัทได้ แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ และแกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท
แต่ไม่ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่
เป็นสุขในปัจจุบัน ฯลฯ เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อัน
มีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน แต่ไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอ
ชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึง บำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ
เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีลเป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่
บริษัท เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน พึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ
อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่

250
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 251 (เล่ม 23)

บริษัท เป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ
ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เมื่อนั้น เธอชื่อว่า เป็นผู้บริบูรณ์
ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิด
ความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ
จบสูตรที่ ๑
ปฏิปทาสูตรที่ ๒
[๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีลอย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่
บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่าอย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มี
ศรัทธาและมีศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่า
เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต ฯลฯ
เป็นพหูสูต แต่ไม่เป็นธรรมกถึก ฯลฯ เป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ เข้าสู่บริษัทได้
แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท และถูกต้องวิโมกข์
อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย แต่ไม่กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา
วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึง
อยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า
อย่างไรหนอ เราพึงมีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้า
แสดงธรรมแก่บริษัท และพึงถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ด้วยนามกาย
พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย
ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล
เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึกเข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัทและถูกต้องวิโมกข์
อันสงบ ไม่มีรูปเพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เมื่อนั้น

251
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 252 (เล่ม 23)

เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล
เป็นผู้ให้ก่อเกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ
จบสูตรที่ ๒
ปฏิปทาสูตรที่ ๓
[๑๗๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่พักก่อด้วยอิฐ ชื่อนาทิกะ ณ ที่นั้นแล
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระ
ภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เธอทั้งหลายย่อมเจริญ
มรณสติหรือหนอ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ
องค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมเจริญมรณสติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสติ นี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ
เราพึงเป็นอยู่คืนหนึ่งวันหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของ
พระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล ฯ
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์
ก็เจริญมรณสติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ
เราพึงเป็นอยู่ตลอดวันหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของ
พระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล ฯ
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์
ก็เจริญมรณสติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ

252
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 253 (เล่ม 23)

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ
เราพึงเป็นอยู่เพียงครึ่งวัน พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของ
พระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล ฯ
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ แม้
ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ
เราพึงเป็นอยู่เพียงชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตมื้อหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค
เราได้ทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญ
มรณสติอย่างนี้แล ฯ
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระ
องค์ก็เจริญมรณสติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า
โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มี
พระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล ฯ
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์
ก็เจริญมรณสติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า
โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าว ๔๕ คำแล้วกลืนกิน พึงมนสิการถึงคำสอนของพระ
ผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล ฯ
ภิกษุแม้อีกรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้
ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติ ฯ

253