พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 391 (เล่ม 22)

ไปสู่อบาย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลไม่ละธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้
แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิ
สัมปทา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ สักกายทิฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑สีลัพพตปรามาส ๑
ราคะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ โทสะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑โมหะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๖ ประการนี้แลย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา ฯ
จบสูตรที่ ๕
๖. ปหีนสูตร
[๓๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้ อันบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิละได้
แล้ว ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ สักกายทิฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะ
ที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ โทสะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑โมหะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แล อันบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิละได้แล้ว ฯ
จบสูตรที่ ๖
๗. อุปปาเทตัพพสูตร
[๓๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยังธรรม
๖ ประการให้เกิดขึ้น ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ สักกายทิฐิ ๑วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพต
ปรามาส ๑ ราคะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ โทสะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑ โมหะที่เป็นเหตุไปสู่
อบาย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยังธรรม ๖ ประการ
นี้แลให้เกิดขึ้น ฯ
จบสูตรที่ ๗

391
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 392 (เล่ม 22)

๘. สัตถริสูตร
[๓๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน
คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อเป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงใน
พระศาสดา ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระธรรม ๑ เป็นผู้
ไม่ควรเพื่อเป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระสงฆ์ ๑ และเป็นผู้ไม่ควรเพื่อเป็นผู้ไม่มี
ความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสิกขา ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเข้าถึง ๑เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเกิดในภพ
ที่แปด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้๖ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๘
๙. กัญจิสังขารสูตร
[๓๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน
คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง ๑
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ
โดยความเป็นอัตตา ๑เป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำอนันตริยกรรม ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือความ
บริสุทธิ์โดยมงคลตื่นข่าว ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อแสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๙
๑๐. มาตริสูตร
[๓๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน
คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อฆ่ามารดา ๑เป็นผู้ไม่ควรเพื่อฆ่าบิดา ๑
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อฆ่าพระอรหันต์ ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้นด้วยจิต

392
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 393 (เล่ม 22)

ประทุษร้าย ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถือศาสดาอื่น ๑ ดูกร
ภิกษุทั้งหลายฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
๑๑. สยกตสูตร
[๓๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็น
ไฉน คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่ตนเองกระทำแล้ว ๑
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่ผู้อื่นกระทำแล้ว ๑เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่ตนเอง
กระทำแล้วและที่ผู้อื่นกระทำแล้ว ๑เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง ที่ตนเองไม่
กระทำไว้ ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง ที่ผู้อื่นไม่กระทำไว้ ๑ เป็นผู้ไม่ควร
เพื่อเชื่อถือสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง ที่ตนเองไม่กระทำไว้ และที่ผู้อื่นไม่กระทำไว้ ๑ ข้อนั้นเพราะเหตุ
ไร เพราะเหตุว่า เหตุและธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากเหตุ อันบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐินั้น
เห็นแล้วด้วยดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
จบสีติวรรคที่ ๔
_______________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีติสูตร ๒. ภัพพสูตร
๓. อาวรณตาสูตร ๔. สุสสูสาสูตร
๕. ปหาตัพพสูตร ๖. ปหีนสูตร
๗. อุปปาเทตัพพสูตร ๘. สัตถริสูตร
๙. กัญจิสังขารสูตร ๑๐. มาตริสูตร
๑๑. สยกตสูตร ฯ
__________________

393
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 394 (เล่ม 22)

อานิสังสวรรคที่ ๕
๑. ปาตุภาวสูตร
[๓๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งเหตุ ๖ ประการเป็นของหาได้อยาก
ในโลก เหตุ ๖ ประการเป็นไฉน คือความปรากฏขึ้นแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
๑ บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ๑ ความเกิดขึ้นในมัชฌิมประเทศ (ที่มี
พระอริยเจ้า) ๑ ความเป็นผู้มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ๑ ความไม่เป็นใบ้บ้าน้ำลาย ๑ ความพอใจใน
กุศลธรรม ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งเหตุ ๖ ประการนี้แลเป็นของหาได้อยาก
ในโลก ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. อานิสังสสูตร
[๓๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๖ ประการนี้
๖ ประการเป็นไฉน คือบุคคลย่อมเป็นผู้แน่นอนในพระสัทธรรม ๑ ย่อมเป็นผู้มีความไม่เสื่อม
เป็นธรรมดา ๑ เขาผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้วย่อมไม่มีทุกข์ ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ ๑
เขาเห็นเหตุแล้วด้วยดี ๑ และเห็นธรรมที่เกิดขึ้นแต่เหตุด้วยดี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์
ในการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๖ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๒
๓. อนิจจสูตร
[๓๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง
จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไม่ประกอบด้วยขันติที่
สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อ

394
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 395 (เล่ม 22)

ไม่ก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง จักเป็น
ผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เธอประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว
จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อก้าวลงสู่ความ
เป็นชอบและความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ
อรหัตผล ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
จบสูตรที่ ๓
๔. ทุกขสูตร
[๓๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๔
๕. อนัตตสูตร
[๓๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ
จบสูตรที่ ๕
๖. นิพพานสูตร
[๓๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นทุกข์ จักเป็น
ผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้เธอไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควร

395
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 396 (เล่ม 22)

แล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอนข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ก้าว
ลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอนจักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล
หรือ อรหัตผลข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นสุข จักเป็นผู้ประกอบ
ด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เธอประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าว
ลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อก้าวลงสู่ความเป็นชอบ
และความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตผล
ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
จบสูตรที่ ๖
๗. อโนทิสสูตรที่ ๑
[๓๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ เป็นผู้สามารถ
เพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยังอนิจจสัญญาให้ปรากฏ อานิสงส์ ๖ ประการเป็น
ไฉน คือ ภิกษุพิจารณาเห็นอยู่ว่าสังขารทั้งปวงจักปรากฏโดยความเป็นของไม่มั่นคง ๑ ใจ
ของเราจักไม่ยินดีในโลกทั้งปวง ๑ ใจของเราจักออกจากโลกทั้งปวง ๑ ใจของเราจักน้อมไปสู่
นิพพาน ๑สังโยชน์ทั้งหลายของเราจักถึงการละได้ ๑ และเราจักเป็นผู้ประกอบด้วยสามัญญธรรม
ชั้นเยี่ยม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถเพื่อ
ไม่กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยังอนิจจสัญญาให้ปรากฏ ฯ
จบสูตรที่ ๗
๘. อโนทิสสูตรที่ ๒
[๓๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการเป็นผู้สามารถ
เพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยังทุกขสัญญาให้ปรากฏ อานิสงส์ ๖ ประการเป็น

396
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 397 (เล่ม 22)

ไฉน คือ ภิกษุพิจารณาเห็นอยู่ว่านิพพานสัญญาในสังขารทั้งปวง จักปรากฏแก่เราเหมือน
เพชฌฆาตผู้เงื้อดาบขึ้นอยู่๑ ใจของเราจักออกจากโลกทั้งปวง ๑ เราจักเป็นผู้มีปรกติเห็นสันติ
ในนิพพาน๑ อนุสัยของเราจักถึงการเพิกถอน ๑ เราจักเป็นผู้กระทำตามหน้าที่ ๑ และเราจัก
บำรุงพระศาสดาด้วยความบำรุงอันประกอบด้วยเมตตา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้พิจารณาเห็น
อานิสงส์ ๖ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในสังขารทั้งปวง แล้วยังทุกข
สัญญาให้ปรากฏ ฯ
จบสูตรที่ ๘
๙. อโนทิสสูตรที่ ๓
[๓๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ เป็นผู้สามารถ
เพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในธรรมทั้งปวง แล้วยังอนัตตสัญญาให้ปรากฏ อานิสงส์ ๖ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุพิจารณาเห็นอยู่ว่าเราเป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิในโลกทั้งปวง ๑ ทิฐิอันเป็นเหตุให้
กระทำความถือตัวว่าเราของเราจักดับ ๑ ตัณหาอันเป็นเหตุให้กระทำการยึดถือว่าของเราของเรา
จักดับ ๑ เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ ๑ เราจะเห็นเหตุด้วยดี ๑ และจักเห็นธรรมที่
เกิดขึ้นแต่เหตุด้วยดี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการนี้แล เป็น
ผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในธรรมทั้งปวงแล้วยังอนัตตสัญญาให้ปรากฏ ฯ
จบสูตรที่ ๙
๑๐. ภวสูตร
[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ นี้ควรละ ควรศึกษาในไตรสิกขา ภพ ๓ เป็นไฉน
คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพ ๓ นี้ควรละไตรสิกขาเป็นไฉน คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา
อธิปัญญาสิกขา ควรศึกษาในไตรสิกขานี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
ภพ ๓ นี้ เป็นสภาพอันภิกษุละได้แล้ว และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้

397
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 398 (เล่ม 22)

เมื่อนั้นภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้ทำที่สุดทุกข์
เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
๑๑. ตัณหาสูตร
[๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ควรละ ตัณหา ๓ เป็นไฉน
คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ตัณหา ๓ นี้ควรละ มานะ ๓เป็นไฉน คือ
ความถือตัวว่าเสมอเขา ๑ ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ๑ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ๑ มานะ ๓ นี้ควรละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหา ๓ และมานะ๓ นี้ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละได้แล้ว
เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดทุกข์
เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
จบอานิสังสวรรคที่ ๕
_______________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปาตุภาวสูตร ๒. อานิสังสสูตร
๓. อนิจจสูตร ๔. ทุกขสูตร
๕. อนัตตสูตร ๖. นิพพานสูตร
๗. อโนทิสสสูตรที่ ๑ ๘. อโนทิสสูตรที่ ๒
๙. อโนทิสสูตรที่ ๓ ๑๐. ภวสูตร
๑๑. ตัณหาสูตร ฯ
จบทุติยปัณณาสก์
__________________

398
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 399 (เล่ม 22)

วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์
ติกวรรคที่ ๑
๑. ราคสูตร
[๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ราคะ ๑
โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓
ประการอันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ
อสุภะ ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละราคะ เมตตา ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละโทสะ ปัญญา ๑ อัน
ภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละโมหะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อ
ละธรรม ๓ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. ทุจริตสูตร
[๓๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ กาย
ทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๓ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ
กายสุจริต อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละกายทุจริต ๑ วจีสุจริต อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละวจีทุจริต ๑
มโนสุจริต อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละมโนทุจริต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๓ ประการนี้ อัน
ภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๒

399
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต - หน้าที่ 400 (เล่ม 22)

๓. วิตักกสูตร
[๓๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ กาม
วิตก ๑ พยาบาทวิตก ๑ วิหิงสาวิตก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๓ ประการนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการเป็น
ไฉน คือ เนกขัมมวิตก ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละกามวิตก อัพยาบาทวิตก ๑ อันภิกษุพึง
ให้เจริญเพื่อละพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละวิหิงสาวิตก ดูกรภิกษุ
ทั้งหลายธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๓
๔. สัญญาสูตร
[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ กาม
สัญญา ๑ พยาบาทสัญญา ๑ วิหิงสาสัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๓ ประการนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการอันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน คือ เนกขัมมสัญญา ๑อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละกามสัญญา อัพยาบาทสัญญา
๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละพยาบาทสัญญา อวิหิงสาสัญญา ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละวิหิงสา
สัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละธรรม๓ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๔
๕. ธาตุสูตร
[๓๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ กามธาตุ ๑
พยาบาทธาตุ ๑ วิหิงสาธาตุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๓ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย

400