รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อักโกสกสูตร ๒. ภัณฑนสูตร
๓. สีลสูตร ๔. พหุภาณีสูตร
๕. อขันติสูตรที่ ๑ ๖. อขันติสูตรที่ ๒
๗. อปาสาทิกสูตรที่ ๑ ๘. อปาสาทิกสูตรที่ ๒
๙. อัคคิสูตร ๑๐. มธุราสูตร ฯ
__________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อักโกสกสูตร ๒. ภัณฑนสูตร
๓. สีลสูตร ๔. พหุภาณีสูตร
๕. อขันติสูตรที่ ๑ ๖. อขันติสูตรที่ ๒
๗. อปาสาทิกสูตรที่ ๑ ๘. อปาสาทิกสูตรที่ ๒
๙. อัคคิสูตร ๑๐. มธุราสูตร ฯ
__________________
ทีฆจาริกวรรคที่ ๓
๑. ทีฆจาริกสูตรที่ ๑
[๒๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษของภิกษุผู้ประกอบการเที่ยวไปนาน การเที่ยวไปไม่
มีกำหนด ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือย่อมไม่ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ย่อมไม่เข้าใจ
ชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ๑ ย่อมไม่แกล้วกล้าด้วยสิ่งที่ได้ฟังแล้วบางประการ ๑ ย่อมได้รับโรคเรื้อรัง
อย่างหนัก ๑ ย่อมไม่มีมิตร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษของภิกษุผู้ประกอบการ
เที่ยวไปนาน การเที่ยวไปไม่มีกำหนด๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเที่ยวไปมีกำหนดพอสมควร ๕ ประการนี้๕ ประ
การเป็นไฉน คือ ย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ย่อมเข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ๑ ย่อม
แกล้วกล้าด้วยสิ่งที่ได้ฟังแล้วบางประการ ๑ ย่อมไม่ได้รับโรคเรื้อรังอย่างหนัก ๑ ย่อมมีมิตร ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเที่ยวไปมีกำหนดพอสมควร ๕ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. ทีฆจาริกสูตรที่ ๒
[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษของภิกษุผู้ประกอบการเที่ยวไปนาน การเที่ยวไปไม่
มีกำหนด ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมไม่ได้บรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑
ย่อมเสื่อมจากคุณวิเศษที่ได้บรรลุแล้ว ๑ ย่อมไม่แกล้วกล้าด้วยคุณวิเศษที่ได้บรรลุแล้วบางประการ
๑ ย่อมได้รับโรคเรื้อรังอย่างหนัก ๑ ย่อมไม่มีมิตร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษของภิกษุผู้ประกอบ
การเที่ยวไปนาน การเที่ยวไปไม่มีกำหนด ๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเที่ยวไปมีกำหนดพอสมควร ๕ ประการนี้ ๕ ประ
การเป็นไฉน คือ ย่อมได้บรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑ ย่อมไม่เสื่อมจากคุณวิเศษที่ได้
บรรลุแล้ว ๑ ย่อมแกล้วกล้าด้วยคุณวิเศษที่ได้บรรลุแล้วบางประการ ๑ ย่อมไม่ได้รับโรคเรื้อรัง
อย่างหนัก ๑ ย่อมมีมิตร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเที่ยวไปมีกำหนดพอสมควร ๕
ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๒
๓. อภินิวาสสูตร
[๒๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในการอยู่ประจำที่ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุอยู่ประจำที่ย่อมมีสิ่งของมาก มีการสะสมสิ่งของมาก ๑ มีเภสัชมาก มีการสะสมเภสัช
มาก ๑ มีกิจมาก มีกรณียมาก ไม่ฉลาดในกิจที่จะต้องทำ ๑ ย่อมอยู่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์และ
บรรพชิต ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร ๑ เมื่อจะหลีกไปจากอาวาสนั้น ย่อมมีความ
ห่วงใยหลีกไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในการอยู่ประจำที่ ๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการอยู่มีกำหนดพอสมควร ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ ภิกษุผู้อยู่มีกำหนดพอสมควร ย่อมไม่มีสิ่งของมากไม่มีการสะสมสิ่งของมาก ๑
ไม่มีเภสัชมาก ไม่มีการสะสมเภสัชมาก ๑ ไม่มีกิจมาก ไม่มีกรณียมาก ฉลาดในกิจที่จะต้องทำ ๑
ไม่เป็นผู้คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิต ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร ๑ เมื่อ
จะหลีกไปจากอาวาสนั้น ไม่มีความห่วงใยหลีกไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการอยู่มี
กำหนดพอสมควร ๕ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๓
๔. มัจฉรสูตร
[๒๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในการอยู่ประจำที่ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุผู้อยู่ประจำที่เป็นผู้ตระหนี่ที่อยู่ ๑ ตระหนี่สกุล ๑ตระหนี่ลาภ ๑ ตระหนี่วรรณะ ๑
ตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในการอยู่ประจำที่ ๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการอยู่มีกำหนดพอสมควร ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
ไฉน คือ ภิกษุผู้อยู่มีกำหนดพอสมควร เป็นผู้ไม่ตระหนี่ที่อยู่ ๑ไม่ตระหนี่สกุล ๑ ไม่
ตระหนี่ลาภ ๑ ไม่ตระหนี่วรรณะ ๑ ไม่ตระหนี่ธรรม ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการอยู่
มีกำหนดพอสมควร ๕ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๔
๕. กุลุปกสูตรที่ ๑
[๒๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้ มีอยู่ในภิกษุผู้เข้าสู่สกุล ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ ภิกษุผู้เข้าไปสู่สกุลย่อมต้องอาบัติเพราะเที่ยวไปโดยไม่บอกลา ๑ ย่อมต้องอาบัติ
เพราะนั่งในที่ลับหูกับมาตุคาม ๑ ย่อมต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับตากับมาตุคาม ๑ เมื่อแสดง
ธรรมแก่มาตุคามเกินกว่า ๕–๖ คำย่อมต้องอาบัติ ๑ ย่อมมากด้วยความดำริในกามอยู่ ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย โทษ ๕ประการนี้แล มีอยู่ในภิกษุผู้เข้าไปสู่สกุล ฯ
จบสูตรที่ ๕
๖. กุลุปกสูตรที่ ๒
[๒๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่สกุล คลุก
คลีอยู่ในสกุลเกินเวลา ๕ ประการเป็นไฉน คือ การเห็นมาตุคามเนืองๆ ๑ เมื่อมีการเห็น
ย่อมมีการเกี่ยวข้อง ๑ เมื่อมีการเกี่ยวข้องย่อมมีการคุ้นเคย ๑ เมื่อมีการคุ้นเคยย่อมมีจิตจดจ่อ ๑
เมื่อมีจิตจดจ่อแล้วพึงหวังผลข้อนี้คือ เธอย่อมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องอาบัติที่เศร้า
หมอง หรือจักบอกคืนสิกขาลาเพศ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แล ย่อมมีแก่ภิกษุ
ผู้เข้าไปสู่สกุล คลุกคลีอยู่ในสกุลเกินเวลา ฯ
จบสูตรที่ ๖
๗. โภคสูตร
[๒๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในเพราะโภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ โภคทรัพย์เป็นของทั่วไปแก่ไฟ ๑ เป็นของทั่วไปแก่น้ำ ๑ เป็นของทั่วไปแก่พระราชา ๑
เป็นของทั่วไปแก่โจร ๑ เป็นของทั่วไปแก่ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษใน
เพราะโภคทรัพย์ ๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในเพราะโภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ เพราะอาศัยโภคทรัพย์ บุคคลจึงเลี้ยงตนให้เป็นสุข เอิบอิ่มบริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ ๑
เลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข เอิบอิ่ม บริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ ๑ เลี้ยงบุตรภรรยา คนใช้
คนงาน และบริวารให้เป็นสุขเอิบอิ่ม บริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ ๑ เลี้ยงมิตรและอำมาตย์
ให้เป็นสุขเอิบอิ่ม บริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ ๑ ย่อมบำเพ็ญทักษิณาทานที่มีผลเลิศเป็นทาง
สวรรค์ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อานิสงส์ในเพราะโภคทรัพย์ ๕ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๗
๘. ภัตตสูตร
[๒๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้ มีอยู่ในสกุลที่หุงต้มอาหารในเวลา
สาย ๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมไม่ได้ต้อนรับแขกที่ควรต้อนรับตามเวลา ๑ ไม่ได้บูชาเทวดา
ผู้รับพลีตามเวลา ๑ ไม่ได้ต้อนรับสมณพราหมณ์ผู้ฉันหนเดียว งดการฉันในเวลากลางคืน เว้น
การฉันในเวลาวิกาลตามเวลา ๑พวกคนใช้ คนงาน และบริวารหลบหน้าทำการงาน ๑ อาหาร
ที่บริโภคตามเวลาที่ไม่ควรเช่นนั้นไม่มีโอชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แล มีอยู่ใน
สกุลที่หุงต้มอาหารในเวลาสาย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้ มีอยู่ในสกุลที่หุงต้มอาหารตามเวลา ๕
ประการเป็นไฉน คือ ย่อมได้ต้อนรับแขกที่ควรต้อนรับตามเวลา ๑ย่อมได้บูชาเทวดาผู้รับพลี
ตามเวลา ๑ ย่อมได้ต้อนรับสมณพราหมณ์ผู้ฉันหนเดียวงดการฉันในเวลากลางคืน เว้นการฉัน
ในเวลาวิกาลตามเวลา ๑ คนใช้ คนงานและบริวารย่อมไม่หลบหน้าทำการงาน ๑ อาหารที่
บริโภคตามเวลาที่ควรเช่นนั้นย่อมมีโอชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้แล มีอยู่
ในสกุลที่หุงต้มอาหารตามเวลา ฯ
จบสูตรที่ ๘
๙. สัปปสูตรที่ ๑
[๒๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในงูเห่า ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ เป็น
สัตว์ไม่สะอาด ๑ มีกลิ่นเหม็น ๑ มีความน่ากลัวมาก ๑ มีภัยเฉพาะหน้า ๑ มักประทุษร้าย
มิตร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในงูเห่า ๕ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในมาตุคาม ๕ ประการฉันนั้นเหมือนกัน ๕ ประการเป็น
ไฉน คือ เป็นผู้ไม่สะอาด ๑ มีกลิ่นเหม็น ๑ มีความน่ากลัวมาก ๑มีภัยเฉพาะหน้า ๑
มักประทุษร้ายมิตร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในมาตุคาม ๕ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๙
๑๐. สัปปสูตรที่ ๒
[๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในงูเห่า ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
เป็นสัตว์มักโกรธ ๑ มักผูกโกรธ ๑ มีพิษร้าย ๑ มีสองลิ้น ๑ มักประทุษร้ายมิตร ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย โทษในงูเห่า ๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในมาตุคาม ๕ ประการนี้ฉันนั้นเหมือนกัน ๕ ประการเป็น
ไฉน คือ เป็นผู้มักโกรธ ๑ มักผูกโกรธ ๑ มีพิษร้าย ๑ มีสองลิ้น ๑ มักประทุษร้ายมิตร ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโทษ ๕ ประการนั้นความที่มาตุคามเป็นผู้มีพิษร้าย คือ โดยมาก
มาตุคามมีราคะจัด ความที่มาตุคามเป็นผู้มีสองลิ้น คือ โดยมากมาตุคามมีวาจาส่อเสียด ความ
ที่มาตุคามเป็นผู้มักประทุษร้ายมิตร คือ โดยมากมาตุคามมักประพฤตินอกใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
โทษในมาตุคาม ๕ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบทีฆจาริกวรรคที่ ๓
__________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทีฆจาริกสูตรที่ ๑ ๒. ทีฆจาริกสูตรที่ ๒
๓. อภินิวาสสูตร ๔. มัจฉรสูตร
๕. กุลุปกสูตรที่ ๑ ๖. กุลุปกสูตรที่ ๒
๗. โภคสูตร ๘. ภัตตสูตร
๙. สัปปสูตรที่ ๑ ๑๐. สัปปสูตรที่ ๒ ฯ
__________________
อาวาสิกวรรคที่ ๔
๑. อาวาสิกสูตร
[๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็น
ผู้ไม่ควรยกย่อง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุเจ้าอาวาสเป็นผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยมรรยาท
ไม่ถึงพร้อมด้วยวัตร ๑ ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงจำสูตร ๑เป็นผู้ไม่ประพฤติขัดเกลา ไม่ยินดี
ในการหลีกออกเร้น ไม่ยินดีในกัลยาณธรรม ๑เป็นผู้ไม่มีวาจาไพเราะ ไม่กระทำถ้อยคำให้
ไพเราะ ๑ มีปัญญาทราม โง่เขลา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรยกย่อง ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ควร
ยกย่อง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุเจ้าอาวาสเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมรรยาท ถึงพร้อม
ด้วยวัตร ๑ เป็นผู้พหูสูต ทรงไว้ซึ่งสุตะ ๑ เป็นผู้ประพฤติขัดเกลา ยินดีในการหลีกออกเร้น
ยินดีในกัลยาณธรรม ๑ มีวาจาไพเราะกระทำถ้อยคำให้ไพเราะ ๑ มีปัญญา เฉลียวฉลาด ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ควรยกย่อง ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. อัปปิยสูตร
[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเป็นที่
รัก ที่ชอบใจ ที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
คือ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยความสำรวมในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มี
ปรกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นผู้พหูสูต ทรง
ไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมาก จำทรงไว้ ขึ้นปาก คล่องใจ แทงตลอดด้วยดีด้วย
ทิฐิซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ
พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ เป็นผู้มีวาจาไพเราะ กระทำถ้อยคำให้ไพเราะ
ประกอบด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวยไม่มีโทษ ให้ทราบข้อความได้ชัด ๑ เป็นผู้ได้ตาม
ความปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุข
ในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้น
ไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบใจ ที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อน
พรหมจรรย์ ฯ
จบสูตรที่ ๒
๓. โสภณสูตร
[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมยัง
อาวาสให้งาม ๕ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยความสำรวมในพระปาติโมกข์
ฯลฯ ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นผู้พหูสูต ฯลฯบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ เป็นผู้มี
วาจาไพเราะ ฯลฯ ให้ทราบข้อความได้ชัด ๑เป็นผู้สามารถเพื่อให้ผู้เข้าไปหาเห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ๑ เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
ซึ่งฌาน ๔อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาส
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมยังอาวาสให้งาม ฯ
จบสูตรที่ ๓
๔. พหุปการสูตร
[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้
มีอุปการะมากแก่อาวาส ๕ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทาน ศึกษาอยู่ใน
สิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นผู้พหูสูต ฯลฯบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่หักพัง ๑
ก็ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้นต่างๆ ย่อมเข้าไปบอกพวกคฤหัสถ์ว่า ดูกรท่าน
ผู้มีอายุทั้งหลาย มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้นต่างๆ ขอเชิญท่านทั้งหลาย
ทำบุญ เป็นสมัยทำบุญ ๑ เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔
อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้มีอุปการะมากแก่อาวาส ฯ
จบสูตรที่ ๔
๕. อนุกัมปกสูตร
[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
อนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ยังคฤหัสถ์ให้สมาทานในอธิศีล ๑ ให้ตั้งอยู่ใน
ธรรมทัศนะ ๑ เข้าไปหาคฤหัสถ์ผู้ป่วยแล้ว ย่อมให้สติว่าท่านทั้งหลายจงตั้งสติให้ตรงต่อพระ
รัตนตรัย ก็ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้นต่างๆ ย่อมเข้าไปบอกพวกคฤหัสถ์
ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุหมู่ใหญ่เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้นต่างๆ ขอเชิญท่าน
ทั้งหลายทำบุญเป็นสมัยทำบุญ ๑ ย่อมฉันโภชนะที่พวกคฤหัสถ์ถวาย จะเลวหรือประณีตก็ตาม
ด้วยตนเอง ๑ ไม่ยังศรัทธาไทยให้เสียไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ ฯ
จบสูตรที่ ๕
๖. ยถาภตอวรรณสูตร
[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือนถูก
นำมาเก็บไว้ในนรก ๕ ประการเป็นไฉน คือ ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจารณาก่อนแล้วกล่าวสรรเสริญ
ผู้ควรตำหนิ ๑ ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจารณาก่อนแล้วกล่าวตำหนิผู้ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญ
ไม่พิจารณาก่อนแล้วแสดงความเลื่อมใสให้ปรากฏในที่อันไม่ควรเลื่อมใส ๑ ไม่ใคร่ครวญ ไม่