พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 271 (เล่ม 20)

ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนัก นี้เรียกว่า บุคคล
ผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหิน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นดินเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ แต่ความโกรธของเขานั้นไม่นอนเนื่อง
อยู่ในสันดานนานนัก เปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นดิน ลบเลือนไปโดยเร็วเพราะลมและน้ำ ไม่ตั้งอยู่
ยั่งยืนแม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ
แต่ความโกรธของเขานั้นไม่นอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนัก นี้เรียกว่า บุคคลผู้เปรียบด้วยรอย
ขีดที่แผ่นดิน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่น้ำเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้จะถูกว่าด้วยคำหนักๆ แม้จะถูกว่าด้วยคำหยาบๆ แม้จะถูกว่าด้วย
คำที่ไม่พอใจ ก็คงสมานไมตรี กลมเกลียว ปรองดองกันอยู่ เปรียบเหมือนรอยขีดที่น้ำ จะขาด
จากกันก็ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคนใน
โลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้จะถูกว่าด้วยคำหนักๆ แม้จะถูกว่าด้วยคำหยาบๆ แม้จะถูกว่า
ด้วยคำที่ไม่พอใจ ก็คงสมานไมตรีกลมเกลียวปรองดองกันอยู่ นี้เรียกว่า บุคคลผู้เปรียบด้วย
รอยขีดที่น้ำ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
จบกุสินารวรรคที่ ๓
____________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุสินารสูตร ๒. ภัณฑนสูตร
๓. โคตมสูตร ๔. ภรัณฑุสูตร
๕. หัตถกสูตร ๖. กฏุวิยสูตร
๗. อนุรุทธสูตรที่ ๑ ๘. อนุรุทธสูตรที่ ๒
๙. ปฏิจฉันนสูตร ๑๐. เลขสูตร ฯ
___________

271
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 272 (เล่ม 20)

โยธาชีววรรคที่ ๔
โยธสูตร
[๕๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพประกอบด้วยองค์ ๓ประการสมควรแก่
พระราชา เหมาะแก่พระราชา ถึงการนับว่าเป็นองค์ของพระราชาโดยแท้ องค์ ๓ ประการเป็น
ไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพในโลกนี้ ยิงลูกศรไปได้ไกล ๑ ยิงไม่พลาด ๑ ทำลาย
กายขนาดใหญ่ได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายนักรบอาชีพประกอบด้วยองค์ ๓ ประการนี้แล สมควร
แก่พระราชา เหมาะแก่พระราชา ถึงการนับว่าเป็นองค์ของพระราชาโดยแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญ
ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า องค์ ๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรม
วินัยนี้ ยิงลูกศรไปได้ไกล ๑ ยิงไม่พลาด ๑ ทำลายกายขนาดใหญ่ได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุยิงลูกศรไปได้ไกลอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่าง
นี้ว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาอย่างใด
อย่างหนึ่ง … ย่อมพิจารณาเห็นสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง … ย่อมพิจารณาเห็นสังขารอย่างใดอย่าง
หนึ่ง … ย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็น
ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น
ไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยิงลูกศรไปได้ไกลอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุยิงไม่ผิดพลาดอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนีรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้เหตุให้ทุกข์เกิด นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัตให้ถึงความดับทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุยังไม่ผิดพลาดอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำลายกองอวิชชาใหญ่
ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุทำลายกายขนาดใหญ่ได้อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ

272
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 273 (เล่ม 20)

ด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
ปริสสูตร
[๕๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๓ จำพวกนี้ ๓ จำพวกเป็นไฉนคือ บริษัทที่
แนะนำได้ยาก ๑ บริษัทที่แนะนำได้ง่าย ๑ บริษัทที่แนะนำแต่พอประมาณก็รู้ได้ ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย บริษัท ๓ จำพวกนี้แล ฯ
มิตตสูตร
[๕๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ควรคบไว้องค์ ๓ เป็นไฉน
คือ ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก ๑ ช่วยทำสิ่งที่ทำได้ยาก ๑ อดทนสิ่งที่ทนได้ยาก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล ควรคบไว้ ฯ
อุปปาทสูตร
[๕๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือ
ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุ
ธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้เข้าใจง่ายว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่
อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่าง

273
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 274 (เล่ม 20)

นั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ครั้นแล้วจึงบอก แสดง
บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตามธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็น
ไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า ธรรมทั้งปวง
เป็นอนัตตา ฯ
เกสกัมพลสูตร
[๕๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์ บัณฑิตกล่าวว่าเลวกว่าผ้าที่ช่าง
หูกทอแล้วทุกชนิด ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์ในฤดูหนาวก็เย็น ในฤดูร้อนก็ร้อน สีน่าเกลียด
กลิ่นเหม็น สัมผัสไม่สบาย แม้ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย วาทะของเจ้าลัทธิชื่อว่ามักขลิ ก็ฉันนั้น
เหมือนกันแล บัณฑิตกล่าวว่าเลวกว่าวาทะของสมณะทุกพวก เจ้าลัทธิชื่อว่ามักขลิเป็นโมฆบุรุษ
มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า กรรมไม่มี กิริยาไม่มี ความเพียรไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย
แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มีแล้วในอดีตกาล ก็เป็นผู้ตรัสกรรม ตรัสกิริยา
และตรัสความเพียร ถึงพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น ก็ถูก โมฆบุรุษชื่อว่ามักขลิคัดค้านว่า กรรมไม่มี
กิริยาไม่มี ความเพียรไม่มี แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จักมีในอนาคตกาล
ก็จักเป็นผู้ตรัสกรรม ตรัสกิริยา ตรัสความเพียร ถึงพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น ก็ถูกโมฆบุรุษชื่อ
ว่ามักขลิคัดค้านว่า กรรมไม่มี กิริยาไม่มี ความเพียรไม่มี แม้เราผู้เป็นพระอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็กล่าวกรรม กล่าวกิริยา กล่าวความเพียร แม้เราก็ถูกโมฆบุรุษชื่อว่า
มักขลิคัดค้านว่า กรรมไม่มี กิริยาไม่มี ความเพียรไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคล
พึงวางไซดักปลาไว้ที่ปากอ่าว เพื่อใช่ประโยชน์เพื่อทุกข์ เพื่อความฉิบหาย เพื่อความพินาศ
แก่ปลาเป็นอันมาก แม้ฉันใดโมฆบุรุษชื่อว่ามักขลิ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เป็นเหมือนไซดัก
มนุษย์ เกิดขึ้นในโลกแล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ เพื่อทุกข์ เพื่อความฉิบหาย เพื่อความพินาศ
แก่สัตว์เป็นอันมาก ฯ

274
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 275 (เล่ม 20)

สัมปทาสูตร
[๕๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉนคือ สัทธาสัมปทา
ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑ สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล ๑ ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อม
ด้วยปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายสัมปทา ๓ อย่างนี้แล ฯ
วุฑฒิสูตร
[๕๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วุฑฒิ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉนคือ สัทธาวุฑฒิ
ความเจริญแห่งศรัทธา ๑ สีลวุฑฒิ ความเจริญแห่งศีล ๑ปัญญาวุฑฒิ ความเจริญแห่งปัญญา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วุฑฒิ ๓ อย่างนี้แล ฯ
อัสสสูตรที่ ๑
[๕๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้ากระจอก ๓ จำพวกและบุรุษกระจอก ๓
จำพวก เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ม้ากระจอก ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ ม้ากระจอก
บางตัวในโลกนี้ เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเครื่องวิ่งเร็ว แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยสี ไม่สมบูรณ์ด้วย
ความสูงและความใหญ่ ๑ ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเครื่องวิ่งเร็ว
สมบูรณ์ด้วยสี แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ เป็น
สัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเครื่องวิ่งเร็ว สมบูรณ์ด้วยสี และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้ากระจอก ๓ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุรุษกระจอก ๓ จำพวก
เป็นไฉน คือ บุรุษกระจอกบางคนในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วย

275
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 276 (เล่ม 20)

วรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ บุรุษกระจอกบางคนในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยเชาวน์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑บุรุษกระจอก
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูง
และความใหญ่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษกระจอกเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วย
วรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความ
ดับทุกข์ เรากล่าวว่านี้เป็นเชาวน์ของเขา แต่เมื่อเขาถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็จน
ปัญญาวิสัชนาไม่ได้ เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่วรรณะของเขา และเขาย่อมไม่ได้จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ความสูงและความใหญ่ของเขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาวน์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วย
ความสูงและความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษกระจอกเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ และ
สมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาวน์ของเขา และเมื่อเขาถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็วิสัชนาได้
ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า นี้เป็นวรรณะของเขา แต่เขาไม่ได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ความสูงและความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุรุษกระจอกเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและ
ความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ
และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้ชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาวน์
ของเขา และเมื่อถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็วิสัชนาได้ ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า
นี้เป็นวรรณะของเขา และเขามักได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
เรากล่าวว่า นี้เป็นความสูงและความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษกระจอกเป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลายบุรุษกระจอก ๓ จำพวกนี้แล ฯ

276
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 277 (เล่ม 20)

อัสสสูตรที่ ๒
[๕๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้าดี ๓ จำพวกและบุรุษดี ๓ จำพวก เธอ
ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มี
พระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ม้าดี ๓จำพวกเป็นไฉน คือ ม้าดีบางตัวในโลกนี้
เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเครื่องวิ่งเร็วแต่ไม่สมบูรณ์ด้วยสี ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความ
ใหญ่ ๑ ม้าดีบางตัวในโลกนี้ เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเครื่องวิ่งเร็ว และสมบูรณ์ด้วยสี แต่
ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ ม้าดีบางตัวในโลกนี้ เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเครื่อง
วิ่งเร็ว สมบูรณ์ด้วยสี และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าดี ๓
จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษดี ๓ จำพวกเป็นไฉนคือ ๑. บุรุษบางคนในโลกนี้
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑
บุรุษดีบางคนในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วย
ความสูงและความใหญ่๓. บุรุษดีบางคนในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วย
วรรณะและสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษดีสมบูรณ์ด้วยเชาวน์
แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ผุดเกิด จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เรากล่าวว่านี้เป็นเชาวน์ของเขา แต่เมื่อเขาถูกถามปัญหา
ในอภิธรรม อภิวินัย ก็จนปัญญาวิสัชนาไม่ได้ เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่วรรณะของเขา และเขา
ไม่ได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ความสูง
และความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษดีเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วย
วรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายก็บุรุษดีเป็นผู้
สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ผุดเกิด จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับ
จากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาวน์ของเขา
และเมื่อเขาถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็แก้ได้ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า นี้เป็นวรรณะ
ของเขา แต่เขาไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เรากล่าวว่า

277
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 278 (เล่ม 20)

นี้ไม่ใช่ความสูงและความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษดีเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ และ
สมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็บุรุษดีเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะและสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่
อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ผุดเกิด จักปรินิพพานในภพนั้น
มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เรากล่าวว่า นี้เป็น
เชาวน์ของเขา และเมื่อถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็วิสัชนาได้ ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า
นี้เป็นวรรณะของเขา และเขามักได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
เรากล่าวว่า นี้เป็นความสูงและความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลายบุรุษดีเป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย บุรุษดี ๓ จำพวกนี้แล ฯ
อัสสสูตรที่ ๓
[๕๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๓ จำพวก และบุรุษ
อาชาไนยผู้เจริญ ๓ จำพวก เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๓
จำพวกเป็นไฉน คือ ม้าอาชาไนยตัว —เจริญบางตัวในโลกนี้ เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเป็น
เครื่องวิ่งเร็ว แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยสี ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ ม้าอาชาไนย
ตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลังเครื่องวิ่งเร็ว และสมบูรณ์ด้วยสี แต่ไม่
สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วย
กำลังเครื่องวิ่งเร็ว สมบูรณ์ด้วยสี และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๓ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๓
จำพวกเป็นไฉน คือ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์
แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคน
ในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและ

278
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 279 (เล่ม 20)

ความใหญ่ ๑ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วย
วรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่
อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาวน์ของเขา แต่เมื่อเขาถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็จนปัญญา
วิสัชนาไม่ได้ เรากล่าวว่านี้ไม่ใช่วรรณะของเขา และเขาไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ความสูงและความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุ
ทั้งหลายบุรุษอาชาไนยผู้เจริญเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์
ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษอาชาไนยผู้เจริญเป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยเชาวน์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เรากล่าวว่า นี้เป็น
เชาวน์ของเขา และเมื่อเขาถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็วิสัชนาได้ ไม่จนปัญญา
เรากล่าวว่านี้เป็นวรรณะของเขา แต่เขาไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ความสูงและความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลายบุรุษ
อาชาไนยผู้เจริญเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง
และความใหญ่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษอาชาไนยผู้เจริญเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์
สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาวน์ของเขา และ
เมื่อเขาถูกถามปัญหาในอภิธรรม อภิวินัย ก็วิสัชนาได้ ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า นี้เป็น
วรรณะของเขา และเขามักได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
เรากล่าวว่า นี้เป็นความสูงและความใหญ่ของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลายบุรุษอาชาไนยผู้เจริญเป็น
ผู้สมบูรณ์ด้วยเชาวน์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่อย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๓ จำพวกนี้แล ฯ

279
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 280 (เล่ม 20)

โมรนิวาปสูตรที่ ๑
[๕๘๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปริพาชการามชื่อโมรนิวาปะ
ใกล้พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้
ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการย่อมมีความสำเร็จล่วงส่วน มีความเกษมจากโยคะล่วงส่วน
มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ ศีลขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ สมาธิขันธ์ที่เป็นของ
พระอเสขะ ๑ ปัญญาขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓
ประการนี้แล ย่อมมีความสำเร็จล่วงส่วน มีความเกษมจากโยคะล่วงส่วน มีปรกติประพฤติ
พรหมจรรย์ล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วนประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
โมรนิวาปสูตรที่ ๒
[๕๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมมีความสำเร็จ
ล่วงส่วน มีความเกษมจากโยคะล่วงส่วน มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน
ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ อิทธิปาฏิหาริยะ
ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ ๑ อาเทสนาปาฏิหาริยะ ดักใจเป็นอัศจรรย์ ๑ อนุสาสนีปาฏิหาริยะ คำสอน
เป็นอัศจรรย์ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมมีความสำเร็จ
ล่วงส่วน มีความเกษมจากโยคะล่วงส่วน มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ล่วงส่วนมีที่สุดล่วงส่วน
ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
โมรนิวาปสูตรที่ ๓
[๕๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมมีความสำเร็จ
ล่วงส่วน มีความเกษมจากโยคะล่วงส่วน มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน

280