พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 141 (เล่ม 20)

เป็นใหญ่ ควรมีสติเที่ยวไป คนที่มีโลกเป็นใหญ่ ควรมีปัญญาและ
เพ่งพินิจและคนที่มีธรรมเป็นใหญ่ ควรเป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่
ธรรม มุนีผู้มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ย่อมจะไม่เลวลง อนึ่ง บุคคลใด
มีความเพียร ข่มขี่มาร ครอบงำมัจจุ ผู้ทำที่สุดเสียได้แล้ว ถูกต้อง
ธรรมอันเป็นที่สิ้นชาติ บุคคลผู้เช่นนั้น ย่อม เป็นผู้รู้แจ้งโลก มี
เมธาดี เป็นมุนี ผู้หมดความทะยานอยากในธรรมทั้งปวง ฯ
_____________________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พรหมสูตร ๒. อานันทสูตร
๓. สาริปุตตสูตร ๔. นิพพานสูตร
๕. หัตถกสูตร ๖. ทูตสูตร
๗. ราชสูตรที่ ๑ ๘. ราชสูตรที่ ๒
๙. สุขุมาลสูตร ๑๐. อธิปไตยสูตร ฯ
_____________________________

141
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 142 (เล่ม 20)

จูฬวรรคที่ ๕
สัมมุขีสูตร
[๔๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเป็นผู้มีธรรม ๓ ประการ กุลบุตรผู้มีศรัทธาจึงประสบ
บุญเป็นอันมาก ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ ศรัทธา ๑ไทยธรรม ๑ ทักขิไณยบุคคล ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเป็นผู้มี ธรรม ๓ประการนี้ กุลบุตรผู้มีศรัทธาจึงประสบบุญเป็น
อันมาก ฯ
ฐานสูตร
[๔๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบบุคคลมีศรัทธาเลื่อมใสโดยฐานะ ๓ ประการ
๓ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ใคร่ที่จะเห็นท่านผู้มีศีล ๑ เป็นผู้ใคร่ที่จะฟังธรรม ๑ มีใจ
ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้วมีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่
การขอ ยินดีในทานและการแจกจ่ายทาน อยู่ครองเรือน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่าคน
มีศรัทธาเลื่อมใสโดยฐานะ ๓ประการนี้แล ฯ
บุคคลผู้ใคร่จะเห็นท่านผู้มีศีล ปรารถนาจะฟังพระสัทธรรม ปราบปราม
ความตระหนี่อันเป็นมลทินนั้นแล เรียกว่าผู้มีศรัทธา ฯ
ปัจจยวัตตสูตร
[๔๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่พิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๓ประการ ควรอย่างยิ่ง
ที่จะแสดงธรรมแก่คนอื่นๆ อำนาจประโยชน์ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ผู้แสดงธรรมรู้แจ้ง

142
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 143 (เล่ม 20)

อรรถด้วย รู้แจ้งธรรมด้วย ๑ ผู้ฟังธรรมรู้แจ้งอรรถด้วย รู้แจ้งธรรมด้วย ๑ ผู้แสดงธรรมและ
ผู้ที่ฟังธรรมทั้งสองฝ่าย รู้แจ้งอรรถด้วย รู้แจ้งธรรมด้วย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่พิจารณาเห็น
อำนาจประโยชน์ ๓ ประการนี้แล ควรอย่างยิ่งที่จะแสดงธรรมแก่คนอื่นๆ ฯ
ปเรสสูตร
[๔๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุ ๓ ประการ การเจรจาธรรมเป็นไปได้ด้วยดี
เหตุ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ผู้แสดงธรรมรู้แจ้งอรรถด้วย รู้แจ้งธรรมด้วย ๑ ผู้ฟังธรรม
รู้แจ้งอรรถด้วย รู้แจ้งธรรมด้วย ๑ ผู้แสดงธรรมและผู้ ฟังธรรมทั้งสองฝ่าย รู้แจ้งอรรถด้วย
รู้แจ้งธรรมด้วย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะ เหตุ ๓ ประการนี้แล เรื่องราวจึงเป็นไปได้ ฯ
ปัณฑิตสูตร
[๔๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ บัณฑิตได้บัญญัติไว้ สัตบุรุษได้
บัญญัติไว้ ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ ทาน ๑ บรรพชา ๑ มาตาปิตุอุปัฏฐาน ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล บัณฑิตบัญญัติไว้ สัตบุรุษบัญญัติไว้ ฯ
ทาน การไม่เบียดเบียน ความสำรวม การฝึกตน การบำรุงมารดา
และบิดา สัตบุรุษบัญญัติไว้ เหตุที่บัณฑิตเสพ เป็นเหตุของสัตบุรุษ
ผู้เป็นคนดี เป็นพรหมจารีบุคคล ผู้ที่เป็นอริยสมบูรณ์ด้วยทัศนะ
ย่อมคบโลกอันเกษม ฯ
ศีลสูตร
[๔๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตผู้มีศีล เข้าไปอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ มนุษย์ใน
บ้านหรือนิคมนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมากด้วยเหตุ ๓ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือ

143
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 144 (เล่ม 20)

กาย ๑ วาจา ๑ ใจ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบรรพชิตผู้มีศีล เข้าไปอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่
มนุษย์ในบ้านหรือนิคมนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมากด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ฯ
สังขตสูตร
[๔๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะของสังขตธรรม ๓ประการ ๓ ประการเป็น
ไฉน คือ ความเกิดขึ้นปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑เมื่อตั้งอยู่ความแปรปรวนปรากฏ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะของสังขตธรรม ๓ ประการนี้แล ฯ
อสังขตสูตร
[๔๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๓ประการนี้ ๓ ประการ
เป็นไฉน คือ ไม่ปรากฏความเกิด ๑ ไม่ปรากฏความเสื่อม ๑ เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปร
ปรวน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๓ ประการนี้แล ฯ
ปัพพตสูตร
[๔๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้แก่นขนาดใหญ่ๆ อาศัยขุนเขาหิมวันต์ ย่อมงอกงาม
ด้วยความเจริญ ๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือ เจริญด้วยกิ่ง ใบแก่ และใบอ่อน ๑
เจริญด้วยเปลือก และกะเทาะ ๑ เจริญด้วยกะพี้และแก่น ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้แก่นขนาด
ใหญ่ๆ อาศัยขุนเขาหิมวันต์ย่อมงอกงามด้วยความเจริญ ๓ ประการนี้ ฉันใด ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ฉันนั้-เหมือนกัน คนภายในอาศัยพ่อบ้านแม่เรือนผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญด้วยธรรม
อันเป็นเหตุเจริญ ๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือ เจริญด้วยศรัทธา ๑ เจริญด้วยศีล ๑
เจริญด้วยปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนภายในอาศัยพ่อบ้านแม่เรือนผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญ
ด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ ๓ ประการนี้แล ฯ

144
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 145 (เล่ม 20)

ภูเขาศิลามีอยู่ในป่าใหญ่ หมู่ไม้ได้อาศัยภูเขานั้น เจริญงอกงามเติบโต
อยู่ในป่า ฉันใด บรรดาบุตรภรรยา เผ่าพันธุ์อำมาตย์ หมู่ญาติและ
เหล่าชนผู้พึ่งพำนักเลี้ยงชีพ ต่างอาศัยพ่อบ้านแม่เรือนผู้มีศรัทธา ถึง
พร้อมด้วยศีล เจริญอยู่ฉันนั้น ผู้ที่มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นศีล
จาคะและสุจริต ของพ่อบ้านแม่เรือนผู้มีศีลนั้นเข้า ต่างก็พากันทำตาม
บุคคลประพฤติธรรม คือ ทางที่ยังสัตว์ให้ไปสุคติไว้ในโลกนี้แล้ว ย่อม
เป็นผู้เพลิดเพลิน สมประสงค์ที่น่าใคร่บันเทิงอยู่ในเทวโลก ฯ
อาตัปปสูตร
[๔๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรทำความเพียรเครื่องเผากิเลสด้วยเหตุ ๓ ประการ
๓ ประการเป็นไฉน คือเพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิด ๑ เพื่อ
ความเกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิด ๑เพื่ออดกลั้นทุกขเวทนาอันมีในสรีระซึ่งเกิดขึ้น
แล้ว กล้า แข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าชอบใจ อาจนำเอาชีวิตไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะว่าภิกษุทำความเพียรเครื่องเผากิเลส เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่
เกิดเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิด เพื่ออดกลั้นทุกขเวทนาอันมีในสรีระซึ่ง
เกิดขึ้นแล้ว กล้า แข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าชอบใจ อาจนำเอาชีวิตไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุนี้เราเรียกว่า มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีปัญญาเครื่องรักษาตน มีสติเพื่อทำที่สุดแห่ง
ทุกข์โดยชอบ ฯ
มหาโจรสูตร
[๔๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ ย่อมย่องเบาบ้าง
ปล้นบ้าง ทำการล้อมเรือนหลังเดียวแล้วปล้นบ้าง คอยดักชิงเอาที่ทางเปลี่ยวบ้าง องค์ ๓ ประการ

145
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 146 (เล่ม 20)

เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรในโลกนี้ ย่อมอาศัยที่อันขรุขระ ๑ ย่อมอาศัยป่าชัฏ ๑
ย่อมอาศัยบุคคลผู้มีกำลัง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มหาโจรย่อมอาศัยที่อันขรุขระอย่างไร ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย มหาโจรในโลกนี้ ย่อมอาศัยสถานที่อันไม่ไกลแม่น้ำ หรือที่ที่ขรุขระแห่งภูเขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรย่อมอาศัยที่อันขรุขระอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายก็มหาโจรย่อม
อาศัยป่าชัฏอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรในโลกนี้ ย่อมอาศัยชัฏหญ้า บ้าง ชัฏต้นไม้บ้าง
ริมตลิ่งบ้าง ราวไพรใหญ่บ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจร ย่อมอาศัยป่าชัฏอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ก็มหาโจรย่อมอาศัยบุคคลผู้มีกำลัง อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรในโลกนี้
ย่อมอาศัยพระราชาหรือมหาอำมาตย์ ของพระราชา เขาคิดอย่างนี้ว่า ถ้าใครจักกล่าวหาอะไรกะเรา
พระราชาหรือ มหาอำมาตย์ของพระราชาเหล่านี้ จักช่วยกันปกปิดโทษของเรา แล้วว่ากล่าวอรรถคดี
ดังนี้ ถ้าใครกล่าวหาอะไรกะมหาโจรนั้นเข้าพระราชาและมหาอำมาตย์ ของพระราชาเหล่านั้น
ต่างช่วยกันปกปิดโทษของมหาโจรนั้น แล้วว่ากล่าว อรรถคดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรย่อม
อาศัยบุคคลผู้มีกำลังอย่างนี้แล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มหาโจรผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ประการนี้แล
ย่อมย่องเบาบ้าง ปล้นบ้าง ทำการล้อมเรือนหลังเดียวแล้วปล้นบ้าง คอยดักชิงเอาที่ทางเปลี่ยว
บ้างฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุผู้ลามกประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลายประกอบด้วยโทษ ถูก วิญญูชนติเตียน ทั้งจะประสบ
บาปเป็นอันมากอีกด้วยธรรม ๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกในธรรม
วินัยนี้ย่อมอาศัยกรรมอันไม่สม่ำเสมอ ๑อาศัยป่าชัฏ ๑ อาศัยบุคคลผู้มีกำลัง ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกย่อมอาศัยกรรมอันไม่สม่ำเสมออย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามก
ในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยกายกรรมอันไม่สม่ำเสมอด้วยวจีกรรมอันไม่สม่ำเสมอ ด้วยมโนกรรม
อันไม่สม่ำเสมอ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ลามกย่อมอาศัยกรรมอันไม่สม่ำเสมออย่างนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกอาศัยป่าชัฏอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกในธรรมวินัยนี้
เป็นคนที่มีความเห็นผิด ประกอบด้วยอันตคาหิกทิฏฐิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกย่อมอาศัย
ป่าชัฏอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ลามกย่อมอาศัยบุคคลผู้มีกำลังอย่างไร ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกในธรรมวินัยนี้ย่อมอาศัยพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา เธอ คิด
อย่างนี้ว่า ถ้าใครจักว่ากล่าวอะไรเรา พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาเหล่านี้ จักช่วย
ปกปิดโทษของเราแล้วว่ากล่าวคดี ดังนี้ ถ้าใครได้ว่ากล่าวอะไร ภิกษุพวกลามกนั้นพระราชาและ
มหาอำมาตย์ของพระราชาเหล่านั้น ต่างก็ช่วยกันปกปิดโทษของภิกษุนั้นไว้แล้วว่ากล่าวคดี ดูกร

146
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 147 (เล่ม 20)

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกย่อม อาศัยบุคคลผู้มีกำลังอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามก
ประกอบด้วยธรรม ๓ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย ประกอบด้วยโทษ
ถูกวิญญูชนติเตียน ทั้งจะประสบบาปมากอีกด้วย ฯ
จบจูฬวรรคที่ ๕
____________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สัมมุขีสูตร ๒. ฐานสูตร
๓. ปัจจยวัตตสูตร ๔. ปเรสสูตร
๕. ปัณฑิตสูตร ๖. ศีลสูตร
๗. สังขตสูตร ๘. อสังขตสูตร
๙. ปัพพตสูตร ๑๐. อาตัปปสูตร
๑๑. มหาโจรสูตร ฯ
ปฐมปัณณาสก์ จบบริบูรณ์
______________

147
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 148 (เล่ม 20)

ทุติยปัณณาสก์
พราหมณวรรคที่ ๑
ชนสูตรที่ ๑
[๔๙๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์๒ คน เป็นคนชรา แก่เฒ่า
ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ มีอายุได้ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิด ได้ชวนกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เป็นพราหมณ์
ชรา แก่เฒ่า ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ มีอายุได้ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิดแต่มิได้สร้างความดี
มิได้ทำกุศล มิได้ทำกรรมอันเป็นที่ต้านทานความขลาดไว้ขอพระโคดมผู้เจริญ ทรงโอวาทสั่งสอน
พวกข้าพระองค์ถึงข้อที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่พวกข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรพราหมณ์ ที่แท้ พวกท่านเป็นคนชรา แก่เฒ่า ล่วงกาลผ่านวัยมา
โดยลำดับมีอายุได้ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิด แต่มิได้สร้างความดี มิได้ทำกุศล มิได้ทำกรรมอันเป็น
ที่ต้านทานความขลาดไว้ ดูกรพราหมณ์ โลกนี้ถูกชรา พยาธิ มรณะ นำเข้าไปอยู่แล เมื่อโลก
ถูกชรา พยาธิ มรณะ นำเข้าไปอยู่เช่นนี้ ความสำรวมทางกาย ความสำรวมทางวาจา ความ
สำรวมทางใจในโลกนี้ ย่อมเป็นที่ต้านทานเป็นที่เร้น เป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดหน่วงของ
เขาผู้ละไปแล้ว ฯ
ชีวิตถูกชรานำเข้าไปใกล้ความมีอายุสั้น ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปใกล้แล้ว
ย่อมไม่มีที่ต้านทาน เมื่อบุคคลเล็งเห็นภัยในความตายนี้ ควรทำบุญ
ทั้งหลายอันนำความสุขมาให้ ความสำรวมทางกาย ทางวาจา และทางใจ

148
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 149 (เล่ม 20)

ในโลกนี้ ย่อม เป็นไปเพื่อความสุขแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ผู้ซึ่งสร้าง
สมบุญไว้แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ฯ
ชนสูตรที่ ๒
[๔๙๒] ครั้งนั้นแล พราหมณ์ ๒ คน เป็นคนชรา แก่เฒ่า ล่วงกาลผ่านวัยมาโดย
ลำดับ มีอายุได้ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิด ได้ชวนกันเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
พวกข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ชราแก่เฒ่า ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ มีอายุได้ ๑๒๐ ปีแต่
กำเนิดแต่มิได้สร้างความดีมิได้ทำกุศล มิได้ทำกรรมอันเป็นที่ต้านทานความขลาดไว้ ขอ
พระโคดมผู้เจริญทรงโอวาทสั่งสอนถึงข้อที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่พวก
ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ พวกท่านเป็นคนชรา แก่เฒ่า
ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ มีอายุได้ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิดแต่มิได้สร้างความดี มิได้ทำกุศล มิได้
ทำกรรมอันเป็นที่ต้านทานความขลาดไว้ดูกรพราหมณ์ โลกนี้ถูกชรา พยาธิ มรณะแผดเผาแล้ว
ดูกรพราหมณ์ เมื่อโลกถูกชรา พยาธิ มรณะแผดเผาแล้วเช่นนี้ ความสำรวมทางกาย ความสำรวม
ทาง วาจา ความสำรวมทางใจในโลกนี้ ย่อมเป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้นเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง และ
เป็นที่ยึดหน่วงแก่เขาผู้ละไปแล้ว ฯ
เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ สิ่งของที่นำออกได้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่
เขา สิ่งของที่ถูกไหม้อยู่ในเรือนนั้น หาเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เขาไม่
ฉันใด เมื่อโลกถูกชราและมรณะแผดเผาแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคล
ควรนำเอาออกมาด้วยการให้ทาน สิ่งที่ให้ไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคล
นำออกมาดีแล้ว ความสำรวมทางกาย ทางวาจา และทางใจในโลกนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความสุขแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไป ผู้ซึ่งได้สร้างสมบุญไว้แต่เมื่อ
ยังมีชีวิตอยู่ ฯ

149
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท - หน้าที่ 150 (เล่ม 20)

พราหมณสูตร
[๔๙๓] ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมตรัสว่า ธรรม
อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเองธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วย
เหตุเพียงเท่าไรหนอแล ธรรมจึงเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกร
พราหมณ์ บุคคลผู้กำหนัด ถูกราคะครอบงำ มีจิตอันราคะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียน
ตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเอง และคนอื่นทั้งสอง
ฝ่ายบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง เมื่อละราคะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่คิดแม้
เพื่อจะเบียดเบียนตนเองเลย ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียด
เบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต ดูกรพราหมณ์
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล ธรรมย่อมเป็นคุณชาติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง … ดูกรพราหมณ์
บุคคลผู้โกรธ ถูกโทสะครอบงำ มีจิตอันโทสะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง ย่อม
เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง เมื่อละโทสะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียด
เบียนตนเองเลย ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง
และคนอื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต ดูกรพราหมณ์ แม้ด้วยเหตุ
ดังกล่าวมาฉะนี้แล ธรรมย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง … ดูกรพราหมณ์ บุคคล
ผู้หลงถูกความหลงครอบงำ มีจิตอันความหลงกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้างย่อม
เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง เมื่อละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียด
เบียนตนเองเลย ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง
และคนอื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต ดูกรพราหมณ์ แม้ด้วยเหตุ
ดังกล่าวมาฉะนี้แล ธรรมย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควร

150