พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 252 (เล่ม 18)

คร้าน ๑ ได้บุตรเพื่อเขา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล ย่อม
เป็นที่ชอบใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว ฯ
จบสูตรที่ ๒
อาเวณิกสูตร
[๔๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามที่ตนจะต้องเสวย เว้น
จากบุรุษ ๕ อย่างนี้ ความทุกข์ ๕ อย่างเป็นไฉน คือ มาตุคามในโลกนี้ เมื่อยังกำลังสาว
ไปสู่สกุลผัวเว้นจากญาติ อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อต้นที่ตนจะต้องเสวย เว้น
จากบุรุษ ฯ
[๔๖๓] อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีระดู อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคาม
ข้อที่ ๒ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ฯ
[๔๖๔] อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีครรภ์ อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคาม
ข้อที่ ๓ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ฯ
[๔๖๕] อีกประการหนึ่ง มาตุคามคลอดบุตร อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่ง
ของมาตุคามข้อที่ ๔ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ฯ
[๔๖๖] อีกประการหนึ่ง มาตุคามเข้าถึงความเป็นหญิงบำเรอของบุรุษ อันนี้เป็นความ
ทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามที่ ๕ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ
ทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ๕อย่างนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๓
มาตุคามสูตร
[๔๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการโดยมากเมื่อ
แตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ มาตุ

252
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 253 (เล่ม 18)

คามในโลกนี้ เวลาเช้ามีใจอันมลทิน คือความตระหนี่กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน เวลาเที่ยงมี
ใจอันความริษยากลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือนเวลาเย็นมีใจอันกามราคะกลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล โดยมากเมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๔
อนุรุทธสูตร
[๔๖๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้น
แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์ได้
เห็นมาตุคามเมื่อแตกกายตายไป เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วง
จักษุของมนุษย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอ เมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
[๔๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มักโกรธ ๑ มีปัญญาทราม ๑ ดูกร
อนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาตนรก ฯ
จบสูตรที่ ๕
อุปนาหีสูตร
[๔๗๐] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ไม่มี

253
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 254 (เล่ม 18)

ศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มักผูกโกรธ ๑มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ
มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๖
อิสสุกีสูตร
[๔๗๑] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ไม่มี
ศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มีความริษยา ๑มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ
มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๗
มัจฉรีสูตร
[๔๗๒] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ไม่
มีศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มีความตระหนี่ ๑ มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ
มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๘

254
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 255 (เล่ม 18)

อติจารีสูตร
[๔๗๓] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑
ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ ประพฤตินอกใจ ๑ มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๙
ทุสสีลสูตร
[๔๗๔] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑
ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ เป็นคนทุศีล ๑มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
อัปปัสสุตสูตร
[๔๗๕] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้ไม่มี
ศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มีสุตะน้อย ๑มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคาม
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๑๑

255
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 256 (เล่ม 18)

กุสีตสูตร
[๔๗๖] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ไม่มี
ศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ เกียจคร้าน ๑มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคาม
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๑๒
มุฏฐัสสติสูตร
[๔๗๗] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ไม่มี
ศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มีสติหลง ๑มีปัญญาทราม ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคาม
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๑๓
ปัญจเวรสูตร
[๔๗๘] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ มาตุคามเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑
ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ

256
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 257 (เล่ม 18)

ประมาท ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ฯ
จบสูตรที่ ๑๔

257
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 258 (เล่ม 18)

อนุรุทธสูตร
[๔๗๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้น
แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์เห็น
มาตุคามเมื่อแตกกายตายไปเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ มาตุคามเป็น
ผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ ไม่มักโกรธ ๑มีปัญญา ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
อนุปนาหีสูตร
[๔๘๐] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือมาตุคามเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑
มีโอตตัปปะ ๑ ไม่ผูกโกรธ ๑ มีปัญญา ๑ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
นี้แล เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
อนิสสุกีสูตร
[๔๘๑] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑
มีโอตตัปปะ ๑ ไม่มีความริษยา ๑ มีปัญญา ๑ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

258
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 259 (เล่ม 18)

อมัจฉรีสูตร
[๔๘๒] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือมาตุคามเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑
มีโอตตัปปะ ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑ มีปัญญา ๑ฯลฯ ไม่ประพฤตินอกใจ ๑ มีปัญญา ๑ ฯลฯ
มีศีล ๑ มีปัญญา ๑ ฯลฯ มีสุตะมาก ๑ มีปัญญา ๑ ฯลฯ ปรารภความเพียร ๑ มีปัญญา ๑
ฯลฯ มีสติตั้งมั่น ๑ มีปัญญา ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
ปัญจสีลสูตร
[๔๘๓] ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือมาตุคามเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่า
สัตว์ ๑ จากการลักทรัพย์ ๑ จากการประพฤติผิดในกาม ๑ จากการพูดเท็จ ๑ จากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แลเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
จบเปยยาลวรรค
_____________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อมนาปสูตร ๒. มนาปสูตร ๓. อาเวณิกสูตร ๔. มาตุคามสูตร
๕. อนุรุทธสูตร ๖. อุปนาหีสูตร ๗. อิสสุกีสูตร ๘. มัจฉรีสูตร
๙. อติจารีสูตร ๑๐. ทุสสีลสูตร ๑๑. อัปปัสสุตสูตร ๑๒. กุสีตสูตร
๑๓. มุฏฐัสสติสูตร ๑๔. ปัญจเวรสูตร ฯ
_____________________

259
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 260 (เล่ม 18)

มาตุคามพลวรรคที่ ๓
วิสารทสูตร
[๔๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
กำลังคือรูป ๑ กำลังคือโภคะ ๑ กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือบุตร ๑กำลังคือศีล ๑ กำลังของ
มาตุคาม ๕ นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล เป็นผู้
สามารถอยู่ครองเรือน ฯ
จบสูตรที่ ๑
ปัสสัยหสูตร
[๔๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน กำลัง
คือรูป ๑ กำลังคือโภคะ ๑ กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือบุตร ๑กำลังคือศีล ๑ กำลังของมาตุคาม
๕ นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล ย่อมบังคับสามีอยู่
ครองเรือนได้ ฯ
จบสูตรที่ ๒
อภิภุยยสูตร
[๔๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน กำลัง
คือรูป ๑ กำลังคือโภคะ ๑ กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือบุตร ๑กำลังคือศีล ๑ กำลังของมาตุคาม
๕ นี้แล มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ประการนี้ ย่อมประพฤติข่มขี่สามีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ส่วนบุรุษผู้ประกอบด้วยกำลังอย่างเดียว ย่อมประพฤติข่มขี่มาตุคามได้ กำลังอย่างเดียวเป็นไฉน

260
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 261 (เล่ม 18)

ได้แก่ กำลังคือความเป็นใหญ่ กำลังคือรูป ย่อมป้องกันมาตุคามผู้ถูกบุรุษข่มขี่แล้วได้ กำลัง
คือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร กำลัง คือศีล ป้องกันไม่ได้ ฯ
จบสูตรที่ ๓
อังคสูตร
[๔๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน กำลัง
คือรูป ๑ กำลังคือโภคะ ๑ กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือบุตร ๑กำลังคือศีล ๑ ฯ
[๔๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูป แต่ไม่ประกอบด้วย
กำลังคือโภคะ อย่างนี้ชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น แต่เมื่อมาตุคามประกอบด้วยกำลังคือรูป
และกำลังคือโภคะ อย่างนี้ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูปและ
กำลังคือโภคะ แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือญาติ อย่างนี้ชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น แต่เมื่อ
มาตุคามประกอบด้วยกำลังคือรูป กำลังคือโภคะ และกำลังคือญาติ อย่างนี้ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วย
องค์นั้นก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูป กำลังคือโภคะ และกำลังคือญาติ แต่ไม่ประกอบ
ด้วยกำลังคือบุตร อย่างนี้ชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น แต่เมื่อมาตุคามประกอบด้วยกำลังคือ
รูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ และกำลังคือบุตร แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล อย่างนี้
ชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น แต่เมื่อมาตุคามประกอบด้วยกำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลัง
คือญาติ กำลังคือบุตร และกำลังคือศีล อย่างนี้ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กำลังของมาตุคาม๕ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๔
นาสยิตถสูตร
[๔๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน กำลัง
คือรูป ๑ กำลังคือโภคะ ๑ กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือบุตร ๑กำลังคือศีล ๑ ฯ

261