พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 172 (เล่ม 18)

ชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๔๖
อนิจจสูตรที่ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอนาคตไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็น
ทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเราไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ เสียงที่เป็นอนาคตไม่เที่ยง … กลิ่นที่
เป็นอนาคตไม่เที่ยง … รสที่เป็น—อนาคตไม่เที่ยง … โผฏฐัพพะที่เป็นอนาคตไม่เที่ยง … ธรรมารมณ์
ที่เป็นอนาคตไม่เที่ยง ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๔๗
อนิจจสูตรที่ ๖
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นปัจจุบันไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใด
เป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่
ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ เสียงที่เป็นปัจจุบันไม่
เที่ยง … กลิ่นที่เป็นปัจจุบันไม่เที่ยง … รสที่เป็นปัจจุบันไม่เที่ยง … โผฏฐัพพะที่เป็นปัจจุบันไม่
เที่ยง … ธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบันไม่เที่ยง ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๔๘

172
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 173 (เล่ม 18)

ทุกขสูตรที่ ๔
[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีตเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วย
ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ เสียงที่เป็นอดีตเป็นทุกข์ … กลิ่นที่เป็นอดีตเป็นทุกข์ …
รสที่เป็นอดีตเป็นทุกข์ … โผฏฐัพพะที่เป็นอดีตเป็นทุกข์ … ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีตเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัว
ตนของเราข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๔๙
ทุกขสูตรที่ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอนาคตเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใด
เป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญา
อันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ เสียงที่เป็นอนาคตเป็นทุกข์ … กลิ่นที่เป็นอนาคตเป็นทุกข์ …
รสที่เป็นอนาคตเป็นทุกข์ … โผฏฐัพพะที่เป็นอนาคตเป็นทุกข์ … ธรรมารมณ์ที่เป็นอนาคตเป็น
ทุกข์ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๐
ทุกขสูตรที่ ๖
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นปัจจุบันเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใด
เป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอัน

173
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 174 (เล่ม 18)

ชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ เสียงที่เป็นปัจจุบันเป็นทุกข์ … กลิ่นที่เป็นปัจจุบันเป็นทุกข์ …
รสที่เป็นปัจจุบันเป็นทุกข์ …โผฏฐัพพะที่เป็นปัจจุบันเป็นทุกข์ … ธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบันเป็น
ทุกข์ ฯลฯกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๑
อนัตตสูตรที่ ๔
[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีตเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่
ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้
เสียงที่เป็นอดีตเป็นอนัตตา … กลิ่นที่เป็นอดีตเป็นอนัตตา … รสที่เป็นอดีตเป็นอนัตตา …
โผฏฐัพพะที่เป็นอดีตเป็นอนัตตา …ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีตเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้น
ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
อย่างนี้ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็น
อย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๒
อนัตตสูตรที่ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอนาคตเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา
ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ เสียง
ที่เป็นอนาคตเป็นอนัตตา … กลิ่นที่เป็นอนาคตเป็นอนัตตา … รสที่เป็นอนาคตเป็นอนัตตา …
โผฏฐัพพะที่เป็นอนาคตเป็นอนัตตา …ธรรมารมณ์ที่เป็นอนาคตเป็นอนัตตา ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ
เป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๓

174
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 175 (เล่ม 18)

อนัตตสูตรที่ ๖
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นปัจจุบันเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของ
เรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้
เสียงที่เป็นปัจจุบันเป็นอนัตตา … กลิ่นที่เป็นปัจจุบันเป็นอนัตตา … รสที่เป็นปัจจุบันเป็นอนัตตา …
โผฏฐัพพะที่เป็นปัจจุบันเป็นอนัตตา … ธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบันเป็นอนัตตา ฯลฯ กิจอื่นเพื่อ
ความอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๔
อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๑
[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของไม่เที่ยง หูเป็นของไม่เที่ยง จมูกเป็นของ
ไม่เที่ยง ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง กายเป็นของไม่เที่ยง ใจเป็นของไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๕
อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๒
[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ หูเป็นทุกข์ จมูกเป็นทุกข์ ลิ้นเป็นทุกข์
กายเป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๖

175
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 176 (เล่ม 18)

อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๓
[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา จมูกเป็นอนัตตา ลิ้น
เป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา ใจเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็น
อยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๗
พาหิรายตนสูตรที่ ๑
[๒๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เสียงไม่เที่ยง กลิ่นไม่เที่ยง รสไม่เที่ยง
โผฏฐัพพะไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่
อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๘
พาหิรายตนสูตรที่ ๒
[๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ เสียงเป็นทุกข์ กลิ่นเป็นทุกข์ รสเป็นทุกข์
โผฏฐัพพะเป็นทุกข์ ธรรมารมณ์เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่
อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๕๙
พาหิรายตนสูตรที่ ๓
[๒๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา กลิ่นเป็นอนัตตา รส
เป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้

176
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 177 (เล่ม 18)

ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปแม้ในเสียง แม้ในกลิ่น แม้ในรส แม้
ในโผฏฐัพพะ แม้ในธรรมารมณ์ ฯลฯกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
จบสูตรที่ ๖๐
จบสัฏฐิเปยยาลวรรคที่ ๒
______________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ฉันทสูตรที่ ๑ ๒. ราคสูตรที่ ๑ ๓. ฉันทราคสูตรที่ ๑
๔. ฉันทสูตรที่ ๒ ๕. ราคสูตรที่ ๒ ๖. ฉันทราคสูตรที่ ๒
๗. ฉันทสูตรที่ ๓ ๘. ราคสูตรที่ ๓ ๙. ฉันทราคสูตรที่ ๓
๑๐. ฉันทสูตรที่ ๔ ๑๑. ราคสูตรที่ ๔ ๑๒. ฉันทราคสูตรที่ ๔
๑๓. ฉันทสูตรที่ ๕ ๑๔. ราคสูตรที่ ๕ ๑๕. ฉันทราคสูตรที่ ๕
๑๖. ฉันทสูตรที่ ๖ ๑๗. ราคสูตรที่ ๖ ๑๘. ฉันทราคสูตรที่ ๖
๑๙. อตีตสูตรที่ ๑ ๒๐. อนาคตสูตรที่ ๑ ๒๑. ปัจจุปันนสูตรที่ ๑
๒๒. อตีตสูตรที่ ๒ ๒๓. อนาคตสูตรที่ ๒ ๒๔. ปัจจุปันนสูตรที่ ๒
๒๕. อตีตสูตรที่ ๓ ๒๖. อนาคตสูตรที่ ๓ ๒๗. ปัจจุปันนสูตรที่ ๓
๒๘. อตีตสูตรที่ ๔ ๒๙. อนาคตสูตรที่ ๔ ๓๐. ปัจจุปันนสูตรที่ ๔
๓๑. อตีตสูตรที่ ๕ ๓๒. อนาคตสูตรที่ ๕ ๓๓. ปัจจุปันนสูตรที่ ๕
๓๔. อตีตสูตรที่ ๖ ๓๕. อนาคตสูตรที่ ๖ ๓๖. ปัจจุปันนสูตรที่ ๖
๓๗. อนิจจสูตรที่ ๑ ๓๘. อนิจจสูตรที่ ๒ ๓๙. อนิจจสูตรที่ ๓
๔๐. ทุกขสูตรที่ ๑ ๔๑. ทุกขสูตรที่ ๒ ๔๒. ทุกขสูตรที่ ๓
๔๓. อนัตตสูตรที่ ๑ ๔๔. อนัตตสูตรที่ ๒ ๔๕. อนัตตสูตรที่ ๓
๔๖. อนิจจสูตรที่ ๔ ๔๗. อนิจจสูตรที่ ๕ ๔๘. อนิจจสูตรที่ ๖
๔๙. ทุกขสูตรที่ ๔ ๕๐. ทุกขสูตรที่ ๕ ๕๑. ทุกขสูตรที่ ๖
๕๒. อนัตตสูตรที่ ๔ ๕๓. อนัตตสูตรที่ ๕ ๕๔. อนัตตสูตรที่ ๖
๕๕. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๑ ๕๖. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๒ ๕๗. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๓
๕๘. พาหิรายตนสูตรที่ ๑ ๕๙. พาหิรายตนสูตรที่ ๒ ๖๐. พาหิรายตนสูตรที่ ๓ ฯ
_______________________

177
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 178 (เล่ม 18)

สมุททวรรคที่ ๓
สมุทรสูตรที่ ๑
[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมกล่าวว่า สมุทรๆดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย สมุทรนั้นไม่ชื่อว่า เป็นสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมุทร
นั้นเรียกว่า เป็นแอ่งน้ำใหญ่ เป็นห้วงน้ำใหญ่ ดูกรภิกษุทั้งหลายจักษุเป็นสมุทรของบุรุษ
กำลังของจักษุนั้นเกิดจากรูป บุคคลใดย่อมอดกลั้นกำลังอันเกิดจากรูปนั้นได้ บุคคลนี้เรียกว่า
เป็นพราหมณ์ ข้ามสมุทรคือจักษุ ซึ่งมีทั้งคลื่นมีทั้งน้ำวน มีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ
แล้วขึ้นถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ฯลฯ ใจเป็นสมุทรของบุรุษ กำลังของใจนั้นเกิดจากธรรมารมณ์ บุคคล
ใดย่อมอดกลั้นกำลังอันเกิดจากธรรมารมณ์นั้นได้ บุคคลนี้เรียกว่าเป็นพราหมณ์ข้ามสมุทรคือใจ
ได้ ซึ่ง มีทั้งคลื่นมีทั้งน้ำวน มีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ แล้วขึ้นถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปว่า
[๒๘๖] บุคคลใดข้ามสมุทรนี้ ซึ่งมีทั้งคลื่น มีทั้งน้ำวน มีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้ง
ผีเสื้อน้ำ น่าหวาดกลัว ข้ามได้แสนยาก ได้แล้ว บุคคลนั้นเราเรียกว่า
เป็นผู้เรียนจบเวท อยู่จบพรหมจรรย์ ถึงที่สุดแห่งโลก ข้ามถึงฝั่งแล้ว ฯ
จบสูตรที่ ๑
สมุทรสูตรที่ ๒
[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนไม่ได้สดับแล้ว ย่อมกล่าวว่า สมุทรๆดังนี้ ภิกษุ
ทั้งหลาย สมุทรนั้นไม่ชื่อว่าเป็นสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมุทรนั้น

178
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 179 (เล่ม 18)

เรียกว่า เป็นแอ่งน้ำใหญ่ เป็นห้วงน้ำใหญ่ รูปอันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด นี้เรียกว่าเป็นสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า โลกนี้
พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีอยู่
ในสมุทรนี้ โดยมากเป็นผู้เศร้าหมอง เกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่ง
กระจุกด้าย เป็นดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย หาล่วงอบายทุคติ วินิบาต สงสารไป
ได้ไม่ ฯลฯ ธรรมารมณ์อันจะพึงรู้ได้ด้วยใจ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่
ชวนให้กำหนัด นี้เรียกว่าเป็นสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า โลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก
พรหมโลกหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีอยู่ในสมุทรนี้ โดยมากเป็นผู้
เศร้าหมอง เกิดเป็นผู้ยุ่งดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้ายเป็นดุจหญ้าปล้อง
และหญ้ามุงกระต่าย หาล่วงอบาย ทุคติ วินิบาต สงสารไปได้ไม่ ฯ
[๒๘๘] บุคคลใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว บุคคลนั้นชื่อว่า
ข้ามสมุทรนี้ ซึ่งมีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ มีทั้งคลื่นและภัย
ที่ข้ามได้แสนยาก ได้แล้ว เรากล่าวว่า บุคคลนั้นล่วงพ้นเครื่องข้อง
ละมัจจุ ไม่มีอุปธิ ละทุกข์ได้ขาดเพื่อไม่เกิดต่อไป ถึงความดับสูญ
ไม่กลับมาเกิดอีกลวงพระยามัจจุราชให้หลงได้ ฯ
จบสูตรที่ ๒

179
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 180 (เล่ม 18)

พาลิสิกสูตร
[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรานเบ็ดหย่อนเบ็ดที่มีเหยื่อลงในห้วงน้ำลึก ปลาที่เห็น
แก่เหยื่อตัวใดตัวหนึ่งกลืนกินเบ็ดนั้น ปลานั้นชื่อว่ากลืนกินเบ็ดของนายพรานเบ็ด ถึงความวิบัติ
ถึงความพินาศ พรานเบ็ดพึงกระทำได้ตามชอบใจฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโลกมีเบ็ดอยู่
๖ ชนิดเหล่านี้ เพื่อจะนำสัตว์ทั้งหลายไป เพื่อจะฆ่าสัตว์ทั้งหลายเสีย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เบ็ด ๖ ชนิด คืออะไรบ้าง คือ รูปอันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน สรรเสริญหมกมุ่นในรูปนั้น ภิกษุ
นี้เราเรียกว่า กลืนกินเบ็ดของมาร ถึงความวิบัติ ถึงความพินาศ มารใจบาปพึงกระทำได้ตาม
ชอบใจ เสียง … กลิ่น … รส … โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารักชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน สรรเสริญ
หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า กลืนกินเบ็ดของมาร ถึงความวิบัติ ถึงความพินาศ
มารใจบาปพึงกระทำได้ตามชอบใจ ฯ
[๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูป
นั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า ไม่กลืนกินเบ็ดของมาร ได้ทำลายเบ็ด ย่ำยีเบ็ด ไม่ถึงความวิบัติ ไม่
ถึงความพินาศ มารใจบาปไม่พึงกระทำได้ตามชอบใจ เสียง … กลิ่น … รส … โผฏฐัพพะ …
ธรรมารมณ์อันจะพึงรู้ได้ด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวน
ให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้เรา
เรียกว่า ไม่กลืนกินเบ็ดของมาร ได้ทำลายเบ็ด ย่ำยีเบ็ดไม่ถึงความวิบัติ ไม่ถึงความพินาศ
มารใจบาปไม่พึงกระทำได้ตามชอบใจ ฯ
จบสูตรที่ ๓

180
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 181 (เล่ม 18)

ขีรรุกขสูตร
[๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง
มีอยู่ในรูปทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไม่ละราคะ โทสะ โมหะนั้น
แล้ว ถ้าแม้รูป อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ซึ่งเป็นของเล็กน้อย ผ่านคลองจักษุของภิกษุหรือภิกษุณี
นั้นไป ก็ครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นได้แท้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงรูปอันใหญ่ยิ่ง จักไม่
ครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นเล่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะราคะ โทสะ โมหะนั้นยังมีอยู่
ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นยังละราคะ โทสะ โมหะนั้นไม่ได้ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุหรือภิกษุณี
รูปใดรูปหนึ่ง มีอยู่ในเสียง … ในกลิ่น … ในรส … ในโผฏฐัพพะ … ในธรรมารมณ์อันจะพึงรู้
แจ้งด้วยใจ ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไม่ละราคะ โทสะ โมหะนั้นแล้ว ถ้าแม้ธรรมารมณ์อันจะพึงรู้
แจ้งด้วยใจ ซึ่งเป็นของเล็กน้อย ผ่านทางใจของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไป ก็ครอบงำจิตของภิกษุ
หรือภิกษุณีนั้นได้แท้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมารมณ์อันใหญ่ยิ่ง จักไม่ครอบงำจิตของภิกษุ
หรือภิกษุณีนั้นเล่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะราคะ โทสะ โมหะนั้นยังมีอยู่ภิกษุหรือ
ภิกษุณีนั้นยังละราคะ โทสะ โมหะนั้นไม่ได้ ฯ
[๒๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นกร่าง หรือต้นมะเดื่อ เป็นต้นไม้
มียาง ขนาดเขื่อง ขนาดรุ่น ขนาดเล็ก บุรุษเอาขวานอันคมสับต้นไม้นั้น ณ ที่แห่งหนึ่ง ยาง
พึงไหลออกหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า ฯ
พ. ข้อนั้น เพราะอะไร ฯ
ภิ. เพราะยางมีอยู่ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุ
หรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง มีอยู่ในรูปอันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไม่ละราคะ
โทสะ โมหะนั้นแล้ว ถ้าแม้รูปอันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุซึ่งเป็นของเล็กน้อย ผ่านคลองจักษุของ
ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไป ก็ครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีได้แท้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงรูปอันใหญ่ยิ่ง
จักไม่ครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นเล่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะราคะ โทสะ โมหะ

181