พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 152 (เล่ม 18)

ละมิจฉาทิฐิได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุบุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นของไม่
เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็น
จักษุวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็น
ของไม่เที่ยงจึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิ
ได้ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่ เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ บุคคลรู้เห็นหู… รู้เห็นจมูก… รู้เห็นลิ้น… รู้เห็น
กาย… รู้เห็นใจโดยความ เป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นธรรมารมณ์โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงจึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิ
ได้ รู้เห็นมโนสัมผัสโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละ
มิจฉาทิฐิได้ ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
สักกายทิฏฐิสูตร
[๒๕๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับฯลฯ ได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละสักกายทิฐิ
ได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลรู้เห็นจักษุแลโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกาย
ทิฐิได้ รู้เห็นรูปโดยความเป็นทุกข์จึงจะละสักกายทิฐิได้ รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็น
ทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้ รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้ รู้เห็น
แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความ
เป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้ บุคคลรู้เห็นหู … รู้เห็นจมูก… รู้เห็นลิ้น… รู้เห็นกาย… รู้เห็นใจ
โดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐได้ รู้เห็นธรรมารมณ์โดยความเป็นทุกข์ จึงจะละ

152
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 153 (เล่ม 18)

สักกายทิฐิได้ รู้เห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้ รู้เห็นมโนสัมผัส
โดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้ ดูกรภิกษุ
เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละสักกายทิฐิได้ ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
อัตตานุทิฏฐิสูตร
[๒๕๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับฯลฯ ได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละอัตตานุ
ทิฐิได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละ
อัตตานุทิฐิได้ รู้เห็นรูปโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ รู้เห็นจักษุวิญญาณโดย
ความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละ
อัตตานุทิฐิได้รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส
เป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ บุคคลรู้เห็นหู… รู้เห็นจมูก… รู้เห็น
ลิ้น… รู้เห็นกาย… รู้เห็นใจโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ รู้เห็นธรรมารมณ์โดย
ความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ รู้เห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละ
อัตตานุทิฐิได้ รู้เห็นมโนสัมผัสโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ รู้เห็นแม้สุข
เวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็น
อนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละ
อัตตานุทิฐิได้ ฯ
จบสูตรที่ ๑๒
จบนันทิขยวรรคที่ ๑
_____________________

153
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 154 (เล่ม 18)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นันทิขยสูตรที่ ๑ ๒. นันทิขยสูตรที่ ๒ ๓. นันทิขยสูตรที่ ๓
๔. นันทิขยสูตรที่ ๔ ๕. ชีวกัมพวนสูตรที่ ๑ ๖. ชีวกัมพวนสูตรที่ ๒
๗. มหาโกฏฐิกสูตรที่ ๑ ๘. มหาโกฏฐิกสูตรที่ ๒ ๙. มหาโกฏฐิกสูตรที่ ๓
๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร ๑๑. สักกายทิฏฐิสูตร ๑๒. อัตตานุทิฏฐิสูตร ฯ
______________________

154
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 155 (เล่ม 18)

สัฏฐิเปยยาลที่ ๒
ฉันทสูตรที่ ๑
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละ
ความพอใจในจักษุนั้นเสีย หูไม่เที่ยง … จมูกไม่เที่ยง… ลิ้นไม่เที่ยง … กายไม่เที่ยง … ใจไม่เที่ยง
เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอพึงละความ
พอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑
ราคสูตรที่ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความ
รักใคร่ในจักษุนั้นเสีย หูไม่เที่ยง … จมูกไม่เที่ยง … ลิ้นไม่เที่ยง … กายไม่เที่ยง … ใจไม่เที่ยง
เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึง
ละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๒
ฉันทราคสูตรที่ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในสิ่ง
นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุไม่เที่ยง เธอทั้ง

155
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 156 (เล่ม 18)

หลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในจักษุนั้นเสียหูไม่เที่ยง … จมูกไม่เที่ยง … ลิ้นไม่เที่ยง
… กายไม่เที่ยง … ใจไม่เที่ยงเธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยงเธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๓
ฉันทสูตรที่ ๒
[๒๕๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละ
ความพอใจในสิ่งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นทุกข์ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์
เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในจักษุนั้นหูเป็นทุกข์ … จมูกเป็นทุกข์ … ลิ้นเป็นทุกข์ … กาย
เป็นทุกข์ … ใจเป็นทุกข์เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง
ใดเป็นทุกข์เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๔
ราคสูตรที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละ
ความรักใคร่ในจักษุนั้นเสีย หูเป็นทุกข์ … จมูกเป็นทุกข์… ลิ้นเป็นทุกข์ … กายเป็นทุกข์ …
ใจเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์
เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๕

156
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 157 (เล่ม 18)

ฉันทราคสูตรที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ใน
สิ่งนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายจักษุเป็นทุกข์ เธอ
ทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในจักษุนั้นเสีย หูเป็นทุกข์ … จมูกเป็นทุกข์ … ลิ้น
เป็นทุกข์ … กายเป็นทุกข์… ใจเป็นทุกข์เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในใจ
นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ใน
สิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๖
ฉันทสูตรที่ ๓
[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้น
เสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นอนัตตา เธอ
ทั้งหลายพึงละความพอใจในจักษุนั้นเสีย หูเป็นอนัตตา … จมูกเป็นอนัตตา … ลิ้นเป็นอนัตตา …
กายเป็นอนัตตา … ใจเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๗
ราคสูตรที่ ๓
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย
พึงละความรักใคร่ในจักษุนั้นเสีย หูเป็นอนัตตา …จมูกเป็นอนัตตา …… กายเป็นอนัตตา … ใจเป็น

157
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 158 (เล่ม 18)

อนัตตาเธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา
เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๘
ฉันทราคสูตรที่ ๓
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่
ในสิ่งนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นอนัตตา
เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในจักษุนั้นเสีย หูเป็นอนัตตา … จมูกเป็นอนัตตา …
ลิ้นเป็นอนัตตา … กายเป็นอนัตตา …ใจเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรัก
ใคร่ในใจนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและ
ความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๙
ฉันทสูตรที่ ๔
[๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละ
ความพอใจในรูปนั้นเสีย เสียงไม่เที่ยง … กลิ่นไม่เที่ยง … รสไม่เที่ยง … โผฏฐัพพะไม่เที่ยง …
ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในธรรมารมณ์นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง
ใดไม่เที่ยง เธอ ทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
ราคสูตรที่ ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลายรูปไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความ

158
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 159 (เล่ม 18)

รักใคร่ในรูปนั้นเสีย เสียงไม่เที่ยง … กลิ่นไม่เที่ยง … รสไม่เที่ยง … โผฏฐัพพะไม่เที่ยง …
ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในธรรมารมณ์นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง
ใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
ฉันทราคสูตรที่ ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในสิ่ง
นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เธอทั้งหลาย
พึงละความพอใจและความรักใคร่ในรูปนั้นเสียเสียงไม่เที่ยง … กลิ่นไม่เที่ยง … รสไม่เที่ยง …
โผฏฐัพพะไม่เที่ยง … ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ใน
ธรรมารมณ์นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความ
รักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๒
ฉันทสูตรที่ ๕
[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้น
เสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายรูปเป็นทุกข์ เธอทั้งหลาย
พึงละความพอใจในรูปนั้นเสีย เสียงเป็นทุกข์ … กลิ่นเป็นทุกข์ … รสเป็นทุกข์… โผฏฐัพพะ
เป็นทุกข์ … ธรรมารมณ์เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในธรรมารมณ์นั้นเสีย ดูกรภิก
ษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๓

159
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 160 (เล่ม 18)

ราคสูตรที่ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความ
รักใคร่ในรูปนั้นเสีย เสียงเป็นทุกข์ … กลิ่นเป็นทุกข์ … รสเป็นทุกข์ … โผฏฐัพพะเป็นทุกข์ …
ธรรมารมณ์เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในธรรมารมณ์นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใด
เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๔
ฉันทราคสูตรที่ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ใน
สิ่งนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ เธอ
ทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในรูปนั้นเสียเสียงเป็นทุกข์ … กลิ่นเป็นทุกข์ …
รสเป็นทุกข์ … โผฏฐัพพะเป็นทุกข์ …ธรรมารมณ์เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและ
ความรักใคร่ในธรรมารมณ์นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละความ
พอใจและความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๕
ฉันทสูตรที่ ๖
[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้น
เสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลายรูปเป็นอนัตตา เธอ

160
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค - หน้าที่ 161 (เล่ม 18)

ทั้งหลายพึงละความพอใจในรูปนั้น เสียงเป็นอนัตตา …กลิ่นเป็นอนัตตา … รสเป็นอนัตตา …
โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา … ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในธรรมารมณ์
นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๖
ราคสูตรที่ ๖
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึง
ละความรักใคร่ในรูปนั้นเสีย เสียงเป็นอนัตตา …กลิ่นเป็นอนัตตา … รสเป็นอนัตตา …
โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา … ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในธรรมารมณ์
นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๗
ฉันทราคสูตรที่ ๖
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ใน
สิ่งนั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา
เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในรูปนั้นเสีย เสียงเป็นอนัตตา … กลิ่นเป็น
อนัตตา … รสเป็นอนัตตา … โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา … ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย
พึงละความพอใจและความรักใคร่ในธรรมารมณ์นั้นเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา
เธอทั้งหลายพึงละความพอใจและความรักใคร่ในสิ่งนั้นเสีย ฯ
จบสูตรที่ ๑๘

161