เป็นผู้เที่ยวไปบิณฑบาตเป็นวัตร … เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร … เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร …
เป็นผู้มักน้อย … เป็นผู้สันโดษ … เป็นผู้สงัดจากหมู่ …เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ … เป็นผู้ปรารภ
ความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ดังนี้ ฯ
[๔๘๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ประการ จึงอยู่ป่า
เป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรสิ้นกาลนาน ฯลฯ เที่ยวบิณฑบาต
เป็นวัตร … ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร … ทรงไตรจีวรเป็นวัตร … มีความปรารถนาน้อย … เป็นผู้สันโดษ …
เป็นผู้สงัดจากหมู่ …เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง
ความปรารภความเพียร เล็งเห็นการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และอนุเคราะห์ประชุมชนในภายหลัง
ว่า ทำไฉน ประชุมชนในภายหลังพึงถึงทิฏฐานุคติว่า ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าและพระสาวก
ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า ที่ได้มีมาแล้ว ท่านเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ
อยู่ป่าเป็นวัตรสิ้นกาลนาน ฯลฯเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร … ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร … ทรงไตรจีวร
เป็นวัตร …เป็นผู้มักน้อย … เป็นผู้สันโดษ … เป็นผู้สงัดจากหมู่ … เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ …เป็นผู้
ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียรมาแล้วสิ้นกาลนาน ท่านเหล่า
นั้นจักปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ข้อปฏิบัติของท่านเหล่านั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อ
ความสุข สิ้นกาลนานดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ
เหล่านี้ จึงอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความอยู่ป่าเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตเป็น
วัตร … ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร … ทรงไตรจีวรเป็นวัตร … มีความปรารถนาน้อย …เป็นผู้สันโดษ …
เป็นผู้สงัดจากหมู่ … เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ … ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการ
ปรารภความเพียรสิ้นกาลนาน ฯ
[๔๘๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ กัสสป ได้ยินว่า เธอปฏิบัติเพื่อประโยชน์
แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อ
เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรกัสสป เพราะเหตุนั้นแล เธอจงทรงผ้า
ป่านบังสุกุลอันไม่น่านุ่งห่ม จงเทียวบิณฑบาต และจงอยู่ในป่าเถิด ฉะนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๕